* home   ชั้นหนังสือ : บทความ
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
รักจากใจพ่อนาม เท็ด เครเมอร์
เฟย์

 
Book Coverเรื่องของเท็ด เครเมอร์ เป็นเรื่องรักของพ่อที่น่าประทับใจมาก เมื่อความรักหนึ่งสูญไป เท็ดได้ความรักที่แท้อีกอย่างหนึ่งมาทดแทน และได้รู้ว่ารักนั้นลึกซึ้งอย่างไร

เท็ด เครเมอร์ เป็นคนนิวยอร์ก เมื่อเปิดเรื่องมาเขาอายุราว 35 ปี จบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ทำงานเป็นเซลล์แมนขายเนื้อที่โฆษณาในนิตยสารสำหรับผู้ชาย เท็ดสูง 175 เซนติเมตร ตาสีน้ำตาล ผมสีน้ำตาลอ่อน ผมเริ่มบาง เท็ดไม่ค่อยมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง เขารู้สึกว่าจมูกยาวเกินไป เวลาเดียวที่เขาคิดว่าตัวเองดูดีคือยามที่เดินกับภรรยาชื่อโจอันนา

โจอันนาเป็นผู้หญิงสวยน่ารัก เท็ดไม่อยากเชื่อว่าเขาจะได้สาวสวยอย่างนี้มาเป็นภรรยา เขาเป็นโสดและมองหาคนที่ใช่อยู่นาน โจอันนาเองก็เป็นสาวโสดในนิวยอร์กที่มีแฟนมาหลายคน มีความสัมพันธ์กับชายที่แต่งงานแล้วมาก็มาก เธอระอาคำสัญญาลมๆ แล้งๆ ถึงจุดหนึ่งโจอันนาตัดสินใจแต่งงานกับเท็ด ทั้งคู่เบื่อล้าความเหงาและการมองหาอันไม่สิ้นสุด อยากหยุดชีวิตที่ความสัมพันธ์อันยั่งยืนกับใครสักคนเสียที

หลังแต่งงาน โจอันนาอยากมีลูก จริงๆ แล้วเท็ดไม่อยากมีลูกและไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเมื่อโจอันนาตั้งครรภ์ เขาเพียงแต่ยอมตามใจภรรยาเพราะคิดว่าเมื่อมีครอบครัวก็ต้องมีลูกเป็นธรรมดา โจอันนาออกจากงานเพื่อเตรียมตัวเป็นแม่ ช่วงตั้งท้องเธอไม่ได้อยากกินอะไรเป็นพิเศษ เท็ดจึงเอาใจด้วยการซื้อดอกไม้ให้ภรรยาบ่อยๆ ทั้งที่แต่ก่อนเขาเห็นว่าเป็นเรื่องโรแมนติกเกินเหตุ

เมื่อโจอันนาตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือน เท็ดเริ่มนอนไม่หลับ ต่อมาเขาจึงรู้ว่าความกังวลวูบๆ นั้นคือความกลัว เขากลัวโจอันนาตาย กลัวลูกตาย กลัวว่าทั้งคู่รอดแต่เขาตาย กลัวหาเงินไม่พอเลี้ยงลูก กลัวลูกเกิดมาตาบอด ปัญญาอ่อน หรือพิการ กลัวว่าเขาจะไม่ใช่พ่อที่ดี

เท็ดอยู่กับภรรยาตอนคลอด เมื่อเด็กชายบิลลีออกมาดูโลก เขารีบนับแขนขา นิ้วมือนิ้วเท้า และโล่งใจที่ลูกปกติ

เท็ดพูดกับลูกเป็นครั้งแรกตอนที่เด็กแรกเกิดยังหลับอยู่ เขาบอกว่า “ราตรีสวัสดิ์ เด็กน้อย ฉันเป็นพ่อเธอ” ใบหน้าทารกน้อยช่างเหมือนกับเมล็ดถั่ว น่าแปลกใจที่นับจากนั้นมา ใบหน้าเมล็ดถั่วนี้คอยปรากฏต่อเขาอยู่เรื่อยๆ ทั้งที่ทำงาน ทั้งเวลาอยู่บ้าน เท็ดรู้สึกจับใจยิ่งนัก

บิลลี่เป็นเด็กน่ารักร่าเริง เท็ดดีใจที่ลูกเกิดมาหน้าตาไม่เหมือนเขา ลูกมีจมูกเล็กๆ ตาโตสีน้ำตาล ผมดำตรง ลูกของเขาเป็นเด็กที่ใครๆ ต้องหยุดมอง โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับคุณแม่แสนสวยอย่างโจอันนา

วงสังคมของโจอันนาคือหมู่คุณแม่ด้วยกัน แม้โจอันนาจะรักลูกแต่เธอเบื่อชีวิตแม่บ้าน วันทุกวันของเธอเหมือนกันไปหมด---เป็นวันที่เชื่องช้า วันหนึ่งเธอบอกเท็ดว่าอยากกลับไปทำงานเพราะการอยู่กับเด็กสองขวบทั้งวันทำให้เธอแทบบ้า เท็ดแย้งว่าการทำงานเป็นเลขานุการนั้นไม่คุ้มกับการที่บิลลีต้องขาดแม่ดูแล พร้อมแจงเหตุผลละเอียดเปรียบเทียบรายได้ของโจอันนากับรายจ่ายค่าจ้างคนเลี้ยงเด็ก ค่าใช้จ่ายของโจอันนาเรื่องอาหาร ค่ารถ ค่าเสื้อผ้า และสรุปว่าถ้าโจอันนาไปทำงาน จะเท่ากับเป็นการขาดทุน

วันหนึ่งเมื่อบิลลีอายุ 4 ปี โจอันนาวัย 32 ปีบอกเท็ดว่าเธอจะไป “เท็ด ฉันไม่รักคุณแล้ว ฉันเกลียดชีวิตตัวเอง ฉันเกลียดการอยู่ที่นี่ ฉันเครียดมากจนหัวแทบระเบิด” เท็ดงงงันและตกใจเมื่อโจอันนาลากกระเป๋าออกจากบ้าน เขาคิดว่าอีกสักชั่วโมงเธอคงกลับมา

สี่วันต่อมา มีจดหมายจากโจอันนาถึงบิลลีส่งมาที่บ้าน เธอเขียนบอกลูกว่า “แม่ต้องไปเพราะแม่ต้องหาสิ่งที่น่าสนใจทำ” หลังจากนั้นอีกสองวัน เท็ดได้รับจดหมายสั้นๆ จากโจอันนาเรื่องเอกสารสำหรับการหย่าและการยกบิลลีให้เท็ดเลี้ยงดู

เท็ดต้องดูแลบิลลีเองเต็มตัว เขาเริ่มจากการหาคนเลี้ยงลูกโดยเลือกคนที่พูดภาษาอังกฤษคล่องๆ เพราะกลัวลูกจะโตมาโดยพูดไม่ชัด หลังจากหาจนอ่อนใจ (บางคนขอเช็คสภาพห้องน้ำก่อนถามถึงเด็ก บางคนไม่อาจทำงานเต็มเวลา บางคนถามว่ามีแม่ครัวไหม บางคนพูดภาษาอังกฤษฟังแทบไม่รู้เรื่อง) เท็ดเลือกหญิงชาวโปแลนด์ ผู้ถามสิ่งที่ไม่มีผู้สมัครคนใดถามมาก่อนว่า “เด็กเป็นยังไง” และขอเจอบิลลี

เท็ดบอกบิลลีในใจว่า เราจะไม่เป็นไรนะบิลลี เรายังมีกันและกัน อย่าห่วงเลย เราอยู่ได้ สำหรับบิลลี การที่แม่จากไปตลอดกาลนั้นเป็นเรื่องไกลตัว เรื่องใกล้ตัวคือใครจะไปรับไปส่งที่โรงเรียน ใครทำข้าวกลางวัน ข้าวเย็น การมีคนเลี้ยงเด็กทำให้ชีวิตของบิลลีมั่นคงขึ้น

เท็ดปรับตัวกับชีวิตใหม่ ผ่านช่วงเวลาทั้งดีและร้าย ต้องตกงานอยู่หนึ่งเดือนครึ่งเพราะบริษัทขายกิจการ เป็นเวลาเจ็บปวดที่เท็ดไม่อยากประสบอีก บิลลีเป็นทั้งลูกและเพื่อนของเขา บิลลีคือความมั่นคงเดียวของเท็ดในช่วงเวลาดีร้ายเหล่านั้น เท็ดสัญญาว่าเขาจะอยู่เพื่อลูกเสมอไป

เมื่อบิลลีประสบอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งแรก ต้องเย็บแผลและมีรอยแผลเป็น เท็ดได้รู้ว่าแผลใจของเขาหายช้ากว่าแผลของลูก บิลลีที่เขารักมากเหลือเกินนั้นไม่สมบูรณ์แบบ อาจตายได้ อาจเจ็บอีก เท็ดประหลาดใจว่าเขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกัน---จุดที่เด็กคนนี้ผูกพันเชื่อมโยงกับระบบประสาทของเขาได้ถึงเพียงนี้

บิลลีเข้าโรงเรียนเมื่ออายุห้าขวบ ถึงตอนนี้โจอันนาจากไปแล้วหนึ่งปี ชีวิตของเท็ดกับลูกเริ่มจะลงตัว แต่จู่ๆ โจอันนาติดต่อเท็ดเพื่อบอกว่าเธออยากได้ลูกคืน เท็ดยอมไม่ได้ ลูกเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาแล้ว เขารักลูกและจะไม่มีวันยอมให้โจอันนาได้ลูกไป ไม่ว่าจะวันนี้ วันหน้า หรือชาติไหนๆ และนี่คือที่มาของชื่อเรื่อง เครเมอร์ เวอร์ซัส เครเมอร์ คดีระหว่างนายและนางเครเมอร์ที่ต่อสู้กันในศาลเพื่อให้ได้สิทธิ์เลี้ยงดูบิลลี

ความรักของเท็ดต่อบิลลีเป็นความผูกพันที่ก่อตัวผ่านกาลเวลา ผ่านประสบการณ์เลวร้ายและเจ็บปวด เป็นเรื่องรักอ่อนหวานระหว่างพ่อกับลูกอันน่าประทับใจในเมืองนิวยอร์กแสนงดงาม เป็นรักที่มีฉากเป็นฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ฤดูหนาว และฤดูร้อน พ่อลูกขี่จักรยานในสวนสาธารณะเซ็นทรัลปาร์ก ไปเที่ยวสวนสัตว์ สนามเด็กเล่น ไปกินพิซซา ซื้อของเล่นช่วงคริสต์มาสที่ร้าน F.A.O. Schwarz

นิยายเรื่องนี้เขียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 แต่ทุกสิ่งในเรื่องยังทันสมัยเหมือนเพิ่งเขียนขึ้นใน พ.ศ. นี้ เรื่องเล่าชีวิตคนโสดในเมืองใหญ่บรรยายได้ดีไม่ต่างจากเรื่อง Sex and the City ของยุคนี้ ผู้เขียนเข้าใจเรื่องของมนุษย์และชีวิตคู่อันซับซ้อนและถ่ายทอดสิ่งนี้ออกมาดีมาก อีกทั้งการเขียนบรรยายที่รื่นไหลทำให้นิยายเรื่องนี้มีเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย ไม่ว่าจะอ่านกี่ครั้ง ไม่ว่าจะอ่านในวัยใด

เท็ดเป็นพ่อที่น่าจดจำ เรื่องของเขาจะทำให้เราใจสลาย และรู้ว่ารักที่งดงามจับใจนั้นไม่ใช่รักของหนุ่มสาวเสมอไป

พ่อ (Kramer Versus Kramer) : แอเวอรี คอร์แมน แปลโดย ภูริภัทร ภควลีธร สำนักพิมพ์ร่วมสมัย พ.ศ. 2523 ต่อมาสร้างเป็นหนังชื่อเดียวกัน แสดงนำโดยดัสติน ฮอฟฟ์แมน และเมอริล สตรีพ
 

* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนในหนังสือ นิตยสาร ฅ คน ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๕๒

Copyright © 2009 faylicity.com

.

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓