* home   ชั้นหนังสือ : บทความ
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
Why Read Beowulf?
Robert F. Yeager

เบวูลฟ์ เป็นบทประพันธ์ร้อยกรองของอังกฤษในสมัยโบราณ เป็นตำนานการสู้รบระหว่างคนกับมังกร เป็นหนังสือเรียนทางวรรณคดีสำหรับคนมาหลายยุคหลายสมัย การอยู่รอดของตัวต้นฉบับ จัดเป็นตำนานได้เช่นเดียวกับเนื้อหาของเรื่องเอง สิ่งที่ เบวูลฟ์ ปรากฎอยู่ ย้ำเตือนให้เห็นถึงสายใยอันเบาบางที่ความรู้จะหลงเหลือมาจากอดีต

ด้วยวิธีการหลบหลีกที่แปลกพิสดารจึงทำให้เบวูลฟ์หลุดรอดมาถึงมือเรา ในช่วงปลายศตวรรษที่ 900 มีผู้คัดสำเนานิรนามสองคนทำการคัดเนื้อเรื่องดังกล่าวลงบนกระดาษที่ทำด้วยหนัง บันทึกด้วยภาษาแซกซอนตะวันตก ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นเยอรมันนิคที่นิยมใช้การเขียนบทประพันธ์ทางวรรณคดีของอังกฤษในยุคนั้น ฉบับคัดลอกนี้รู้จักทั่วไปในหมู่นักวิชาการ ว่า Cotton Vitellius A.XV ต้นฉบับตำนานเบวูลฟ์นั้นเรียบง่าย วัดหน้ากระดาษได้ประมาณห้าคูณแปดนิ้วโดยไม่มีการตกแต่งใดใดเพิ่มเติม และเมื่อเปรียบเทียบกับการคัดลอกในเรื่องอื่นๆจะต้องมีร้อยกรองในรูปแบบภาษาอังกฤษโบราณมาประกอบเสมอ ต้นฉบับเบวูลฟ์นี้จึงเป็นจัดเป็นงานหยาบ คร่าว ดูไม่เรียบร้อย เหมือนพวกบันทึกของนักเดินทางรอนแรมทั่วไป

เบวูลฟ์ ถูกรวมเล่มไว้กับเรื่องอีกสี่เรื่องในภาษาอังกฤษโบราณ โดยที่สามเรื่องแรกนั้นเป็นร้อยแก้ว (The Passion of St. Christopher, The Wonders of the East, Alexander’s Letter to Aristotle) ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง Judith นั้นเป็นบทกวี ทั้งจูดิทและเบวูลฟ์ถูกประพันธ์ขึ้นโดยใช้คำไม่คล้องจองในพยาค์ท้าย เป็นการแต่งโดยใช้ลักษณะเสียงสัมผัสอักษรสี่จังหวะแบบภาษากวีโบราณ และเป็นงานที่ใช้ภาษาท้องถิ่นดั้งเดิมของงานเขียนหลักจากอังกฤษในยุคนั้น

ทำไมงานทั้งห้าชิ้นนี้ถึงถูกรวมเล่มบันทึกเข้าไว้ด้วยกันเมื่อสิบศตวรรษก่อน นี้ยังเป็นเรื่องที่ลึกลับซับซ้อนพอสมควรในบรรยากาศที่แวดล้อมเบวูลฟ์ ถึงแม้การปรากฎตัวของสัตว์ประหลาดในเทพนิยายเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติ และอาจจะเป็นเพราะความสนใจนิรันดร์กาลในเรื่องราวสัตว์ประหลาดของมนุษย์นี้เอง ที่ทำให้เกิดการอยู่รอดของเบวูลฟ์

ต้นสายที่แท้จริงของเบวูลฟ์ระหว่างที่ถูกเขียนขึ้นมาแล้วห้าร้อยปีนั้นไม่มีใครทราบ เราได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรกในปี 1563 เมื่อดีนแห่งลิทชฟิลด์ ลอร์เรนซ์ โนเวล ได้ถือกรรมสิทธิ์ครอบครองต้นฉบับ นานพอจนเขากล้าเขียนชื่อและวันที่ลงไปบนหน้าแรกของหนังสือ โนเวลเป็นผู้เก็บและรักษาต้นฉบับนี้ จนกระทั่งเกิดการทำลายล้างขึ้นในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 หลังจากที่พระองค์สิ้นสุดในอำนาจ มีการทำลายห้องสมุดต่างๆ ไม่มีใครทราบว่าโนเวลทำอย่างไร ต้นฉบับถึงถูกนำไปเก็บไว้ที่ห้องสมุดของนักฟิสิกส์และนักโบราณคดีที่มีชื่อเสียง เซอร์โรเบิร์ต คัตตั้น (จากการจัดรวบรวมและเรียบเรียงหนังสือในวิธีการของคัตตั้นเอง ด้วยการใช้อักษรโรมันที่ชั้นหนังสือของเขา จึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อต้นฉบับนี้) หลังจากที่ท่านเซอร์คัตตั้นได้สิ้นชีวิตลง งานเขียนที่เขาสะสมจึงตกเป็นสมบัติของชาติ และอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์คุ้มครองของราชวงศ์ต่อๆมา

ทุกวันนี้ ต้นฉบับเบวูลฟ์ถูกเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดแห่งชาติของอังกฤษในกรุงลอนดอน พร้อมกับหนังสือชุดสะสมอื่นๆของท่านเซอร์คัตตั้น มีเรื่องเล่าที่น่ามหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งว่า ในปี 1731 ที่ห้องสมุดคัตตั้นเนี่ยนเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ลุกลามขึ้น หนังสือส่วนใหญ่ถูกเผา ตัวต้นฉบับที่บรรจุเรื่องเบวูลฟ์เสียหายและไหม้เกรียม หน้ากระดาษบางส่วนค่อยๆหลุดลอกออกมาเป็นผุยผง แต่โชคดีอย่างยิ่งที่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1900 Grímur Jónsson Thorkelin นักภาษาศาสตร์และนักโบราณคดีจากไอซแลนด์ ได้ทำการคัดสำเนาขึ้นมาใหม่อีกสองฉบับ โดยถอดความจากของเดิมและเติมในส่วนของคำที่หายไปจนครบ

ถ้าต้นฉบับเบวูลฟ์ที่เรามีอยู่ในทุกวันนี้เป็นเรื่องของความโชคดีและลึกลับ ตำนานของการประพันธ์กลอน(ที่เรารวบรวมและปะติดปะต่อได้)ก็เป็นเรื่องลึกลับเช่นกัน มีหลักฐานมากมายกล่าวว่า ตำนานเบวูลฟ์เริ่มมาจากการท่องกลอนปากเปล่า โดยขับร้องถ่ายทอดจากคนยุคหนึ่งสู่คนอีกยุคหนึ่ง เป็นการคาดเดาที่ดี เพราะถ้าเรื่องนี้ไม่มีการบันทึกเอาไว้ตอนช่วงศตวรรษที่สิบ ป่านนี้ตำนานเบวูลฟ์คงสูญหายไปแล้ว ไม่มีใครทราบว่าเรื่องเบวูลฟ์แต่ดั้งเดิมนั้น ใครเป็นคนเขียนหรือแต่งขึ้น คงมีทั้งนักประพันธ์และนักร้องร่วมกันเขียนและร้องต่อเนื่องกันมา กลุ่มนักร้องคงร้องขึ้นเวลาที่จัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะจากการรบเหมือนเวลาที่ปรากฎอยู่ในตำนาน และจากเรื่องราวในกลอนพวกนี้นี่เองที่ทำให้เราปะติดปะต่อวิธีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมสมัยแองโกล-แซกซอน

นักวิชาการทั้งหลายคาดเดาว่าบางทีตัวบทกลอนอาจถูกคัดขึ้นขณะที่นักร้องนำมาร้อง หรือ จากการที่นักคัดสำเนาสองคนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หรือผู้คัดต้นฉบับ Cotton Vitellius A.XV นี้จะคัดลอกมาจากต้นฉบับเบวูลฟ์อื่นๆอีกทีด้วยวิธีการจดจำเอาจากการบอกเล่า สิ่งเหล่านี้ยังไม่มีใครแน่ใจได้ เพราะในตำนานพวกเขาก็ไม่ได้อธิบายถึงวิธีการได้มาใดใด และไม่ทิ้งร่องรอยให้เราเห็นว่าทำไมต้นฉบับถึงมาถึงมือพวกเขา

บางทีถ้าเราเริ่มต้นคิดเรื่องทั้งหมดนี้จากผู้ประพันธ์ มันอาจจะง่ายขึ้นถ้าเรารู้ว่าเมื่อไร ที่ไหน และทำไมบทกลอนพวกนี้จึงถูกเขียนขึ้น แต่สำหรับหนังสือเล่มนี้ เราแน่ใจอะไรไม่ได้เลย ตัวละครเบวูลฟ์เองก็เหมือนว่าเป็นตัวละครที่เกิดมาจากการแต่งขึ้นทั้งหมด มีช่วงหนึ่งในบทกลอนที่สามารถนำมาเป็นหลักฐานของช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ ตอนที่เบวูลฟ์กล่าวถึง ไฮยีแลท ลอร์ดของเมืองกีแอท พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ระหว่างการรบกับพวกฟริเซียน ซึ่งเหตุการณ์นี้สอดคล้องกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ของนักประวัติศาสตร์จากหนังสือ The History of the Franks by Gregory, bishop of Tours มีการบันทึกคล้ายเป็นจดหมายเหตุไว้ว่า ในปี 521 "Chlochilaichus" (ภาษาละตินของคำว่า ไฮยีแลท) ถูกฆ่าในการบโจมตีที่ฟริเซีย

การสันนิษฐานว่า เบวูลฟ์ถูกเขียนขึ้นจากศตวรรษที่หก ยิ่งก่อให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ นั้นคือ เรื่องนี้เริ่มต้นเล่าที่ไหน และบทกลอนเปลี่ยนแปลงรูปไปอย่างไร จากนักร้องกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกินเวลาถึงห้าร้อยปี กว่าที่จะมีการบันทึกขึ้นในต้นฉบับที่หลงเหลือมาถึงตัวเราในปัจจุบัน ทำไมผู้คนถึงยังฟังเรื่องราวเหล่านี้และเล่าสืบทอดต่อกันมา อีกทั้งการใช้คำศัพท์โบราณ การใช้รูปแบบของหลักภาษาที่ปรากฎอยู่ในต้นฉบับ เหมือนแมลงที่ฝังอยู่ในอำพันซึ่งบ่งบอกเรื่องราวเพียงเล็กน้อยของการถ่ายทอด จากเหตุตรงนี้ทำให้เราเชื่อว่ามีเบวูลฟ์ในแบบฉบับที่เก่ากว่าฉบับของคัตตั้น แต่นักวิชาการทั้งหลายไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ว่านี้ เพราะไม่รู้ว่าจะเล่าผ่านปากมาอีกกี่ครั้ง หรือมีการเขียนบันทึกได้อีกกี่ครั้ง

ส่วนทำไมบทกลอนเกี่ยวกับวีรบุรษของชาวสแกนดิเนเวียปรากฎอยู่ในภาษาอังกฤษโบราณนี้เป็นเรื่องชวนฉงนนัก เบวูลฟ์ ในฐานะที่เป็นสมาชิกของเผ่าพันธ์กีแอทผ่านการผจญภัย และดำเนินเรื่องราวส่วนใหญ่ในเดนมาร์กและสแกนดิเนเวีย ดูเหมือนจะเป็นวีรบุรุษที่ไม่น่าปรารถนาในตำนานของคนอังกฤษ โดยเฉพาะตอนต้นศตวรรษที่สิบในแซกซอนของอังกฤษ ช่วงเวลาที่มีการคัดลอกตำนานนี้ กองทัพของพวกสแกนดิเนเวียกำลังบุกรุกชายฝั่งประเทศอังกฤษมากว่าสองศตวรรษ เวลาแห่งลางร้ายนี้ถูกนำไปอ้างสนับสนุนโดยนักวิชาการ กับข้อถกเถียงในเรื่องที่ว่า เบวูลฟ์นั้นแต่งขึ้นก่อนการมาของพวกนอร์ทเมน (Northmen) ราวปี 790 อย่างไรก็ตามบทกวีที่เกี่ยวกับวีรบุรุษของชาวสแกนดิเนเวียนคนนี้ อาจมีขึ้นเพื่อยกย่องสรรเสริญการครองราชย์ของกษัตริย์คนุค ผู้รวบรวมอังกฤษเข้าไปอยู่ภายใต้อาณาจักรแดนนิชในปี 1016

สุดท้ายถึงเรื่องราวสนเท่ห์ของสิ่งที่แวดล้อมตำนานเบวูลฟ์ เราคงจะต้องรวมบทบาทอันสับสนของศาสนาคริสต์ที่ปรากฎอยู่ในบทกลอน ว่าผู้คัดลอกต้นฉบับ Cotton Vitellius A.XV เป็นชาวคริสต์หรือไม่ ยังเป็นข้อสงสัยอยู่ แต่เราแน่ใจว่าเบวูลฟ์ถูกประพันธ์ขึ้นในช่วงสมัยที่อังกฤษเป็นคริสเตียนแน่ เพราะการแตกนิกายปรากฎขึ้นในศตวรรษที่หกและเจ็ด มีหลักฐานของคัมภีร์ศาสนาปรากฎอยู่ในเบวูลฟ์ คือการกล่าวถึง พระคัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเดิม (The Old Testament) ขณะที่เรื่องชาวคริสต์กับไม่ปรากฎ กล่าวว่าบทกวีนี้เริ่มต้นในยุคนอกรีต และไม่มีตัวละครตัวไหนเลยที่เป็นชาวคริสต์อย่างแท้จริง โดยความเป็นจริงเวลาที่เราฟังเรื่องราวในสิ่งที่ตัวละครเชื่อ เราจะเห็นว่าพวกเขานับถือสิ่งบูชาแบบพวกนอกศาสนา ความเชื่อของเบวูลฟ์เองก็ไม่ได้บรรยายออกมาอย่างละเอียดลออแจ่มแจ้ง เขามักจะสวดอ้างถึงอำนาจเบื้องบน โดยอ้างตัวเองกับ “Father Almighty” หรือ “Wielder of All” คำสวดภาวนาอันประกอบด้วยศัพท์แสงของคริสเตียนจากปากผู้ที่ไม่นับถือศาสนานับเป็นเรื่องเหมาะสมแล้วหรือ? หรือผู้ประพันธ์กลอนตั้งใจจะให้เราเห็นว่าเบวูลฟ์เป็นดังวีรบุรุษชาวคริสต์แบบดั้งเดิม ที่เจิดจ้าทางนัยยะไปด้วยคุณความดีทางศีลธรรม ?

ไม่ว่าจะเป็นประเด็นใดก็ตาม สิ่งเหล่านี้สามารถหยุดการดำรงอยู่ของต้นฉบับได้ทั้งนั้น ตั้งแต่การโยงใยประวัติศาสตร์ที่เสี่ยงอันตราย การถ่ายทอดผ่านการเล่าปากต่อปาก การกล่าวถึงพวกนอกรีต หรือวีรบุรุษต่างชาติในสมัยยุคกลางของอังกฤษ แต่แน่นอนเบวูลฟ์ยังได้รับการอ่านและเป็นแรงบันดาลใจในงานต่างๆ หนังสือนี้มีอิทธิพลในคีตนิพนธ์เพลงคลาสสิค เช่น งาน Lament For Beowulf ของผู้อำนวยการเพลงชาวอเมริกัน โฮเวิร์ด แฮนสัน ในปี 1926, นวนิยายของจอห์น การ์ดเนอร์ เรื่อง Grendel ในปี 1971, ภาพยนต์การ์ตูน Grendel! Grendel! Grendel! ของ ปีเตอร์ อุสตินอฟ ในปี 1982 หรือหนังสือการ์ตูนชุด Beowulf, Dragon-Slayer ในปี 1975

อะไรคือความลับของบทกวีนี้ที่เป็นแก่นสารให้มันคงอยู่ในประวัติศาสตร์วรรณคดีอังกฤษ สำหรับคำถามนี้คงมีคำตอบมากมายพอๆกับจำนวนคนที่เคยได้ยินชื่อและได้เคยอ่านเรื่องราวของหนังสือ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือการได้สัมผัสกับความรู้สึกที่ว่า บทกลอนพาเราไปถึงความปิติที่คล้ายกับการสายฟ้าฟาด พาเราเข้าใจไปถึงพื้นฐานของตัวเราเอง พาเรากลับไปยังจุดเริ่มต้น แม้ว่าเราจะอยู่ในสภาพแวดล้อมในศตวรรษที่ยี่สิบที่โลกเต็มไปด้วยคอมพิวเตอร์แล้วก็ตาม

*******

Beowulf, son of Ecgtheow, spoke:
'Wisest of kings, now that I have come
to the point of action, I ask you to recall
what we said earlier: that you, son of Halfdane
and gold-friend to retainers, that you, if I should fall
and suffer death while serving your cause,
would act like a father to me afterwards.
If this combat kills me, take care
of my young company, my comrades in arms.

New Translated by Seamus Heaney, p.48

Beowulfแปลโดย SleepyO

เกี่ยวกับผู้เขียนบทความ Robert F. Yeager เป็นศาสตราจารย์ทางวรรณคดีและภาษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลน่า

หมายเหตุบทความ บทความนี้นำมาจากนิตยสาร Humanity ฉบับเดือนมีนา/เมษา ปี 1999 นิตยสารฉบับนี้เป็นของ The National Endowment for the Humanities ซึ่งเป็นองค์กรให้การสนับสนุนทางด้านการศึกษาของอเมริกา ผมได้รับบทความนี้เป็นสำเนาถ่ายเอกสารมาจากเพื่อนผู้หนึ่ง อยากจะหมายเหตุไว้ว่า แปลไม่ครบบท เนื่องจากในช่วงสามสี่ย่อหน้าสั้นๆสุดท้าย เป็นการเฉลยเนื้อเรื่องของเบวูลฟ์ในตำนาน ซึ่งผมอยากให้คุณอ่านเองจากหนังสือเล่มสั้นๆเล่มนี้ บทความนี้เล่าประวัติของตำนานเบวูลฟ์ได้ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ซึ่งผมเล่าเองคงไม่สนุกเท่า และไม่รู้ละเอียดเท่าผู้เขียนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ

Beowulf: Seamus Heaney
ISBN 0571203760 November 2000, Faber and Faber £7.99 106 pages

หมายเหตุการอ่าน: หนังสือ Beowulf ของ Seamus Heaney ที่นำมาประกอบบทความนี้ ในตอนแรกผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนบทความ และดีใจที่มีโอกาสได้อ่านจบในภาษาสวยที่รู้เรื่อง เลยอยากจะชวนอ่านแต่พบว่า เรื่องราวของเบวูลฟ์กับการฆ่ามังกรเกรนเดล อาจไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้นอีกแล้วในยุคสมัยที่เราเห็นทั้งดราก้อนฮาร์ท และมังกรอีกหลายร้อยตัวในตำนานอื่นๆ มีสิ่งน่าสนใจในหนังสือเล่มนี้ตรงที่ว่านี้เป็นหนังสือเล่มแรกที่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่ในประวัติศาสตร์วรรณคดีของอังกฤษ เขียนขึ้นด้วยภาษาแองโกลแซกซอนโบราณที่ยากมาก จึงมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษที่สละสลวยในปัจจุบัน ฉบับนี้เป็นฉบับที่เรียบง่าย และภาษาดีมากชวนอ่านเพลินจนจบ มีการเล่าเรื่องที่เป็นใจความสำคัญเอาไว้ทางด้านซ้ายและขวาของบทกลอนตลอดเล่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากเนื่องจากตัวละครเยอะ หนังสือเล่มนี้เป็นการแปลครั้งที่ 65 จากจำนวนการแปลทั้งหมดที่เคยมีมาของเบวูลฟ์ ตัวผู้แปลเป็นกวีชาวไอริชได้รางวัลโนเบิลไพรซ์ที่มีชื่อเสียง เช่น Death of a Naturalist, Door into the Dark, BogLand ได้รับการชักชวน จาก The Norton Anthology of English Literature ให้เข้ามาแปลเบวูลฟ์ตั้งแต่ช่วงต้นปี 1980 ใช้เวลาแปลหนังสือเล่มนี้ทั้งหมด 18 ปี

อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมต่างๆจากที่นี้
หนังสือประวัติศาสตร์ The History of the Franks by Gregory, bishop of Tours

เวบไซต์อย่างเป็นทางการของหนังสือ Beowulf - Seamus Heaney
ดูหน้าตาต้นฉบับจริงของ Cotton Vitellius A.XV ที่ Electronic Beowulf

Copyright © 2001 faylicity.com

.

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔