| คำสารภาพของคนเสพติดร้านหนังสือ |
| Danielle Trussoni |
คนเสพติดร้านหนังสือคือคนที่เวลาไปเมืองใหม่ๆ จะเลิกนัดทุกอย่างเพื่อออกสำรวจร้านหนังสือท้องถิ่น เป็นคนที่ใช้วันหยุดสุดสัปดาห์กับการขับรถไปเมืองเล็กๆ ที่ไหนไม่รู้ เพื่อตามหาหนังสือชุดโมเดิร์นไลบรารีโบราณ (ยิ่งปกกระดาษยังอยู่ด้วยยิ่งดี) คนติดร้านหนังสือยกพื้นที่ (อันเป็นที่รักยิ่ง) ในตู้เสื้อผ้าให้กับชั้นหนังสือ และจะหน้ามืดวิงเวียนเมื่อได้ยินเสียงสันหนังสือเปิดออก เม็ดเหงื่อจะผุดพรายตามลำคอเมื่อได้กลิ่นดินปืนและกลิ่นผลพีชของหนังสือเก่า คนติดร้านหนังสือหลีกเลี่ยงการสมาคมเพื่อจะได้นั่ง (เหมือนอย่างวัวกระทิงเฟอร์ดินานด์ ฮีโร่ของฉัน) ท่ามกลางสรรพสิ่งที่รักและได้สูดดม สูดดม และสูดดม [* เฟอร์ดินานด์เป็นวัวกระทิงที่ชอบนั่งดมดอกไม้มากกว่าการสู้วัว มาจากเรื่อง The Story of Ferdinand เขียนโดย มันโร ลีฟ -- ผู้แปล] ใครจะรู้ว่าฉันจะมีอาการเสพติดแสนหวานเยี่ยงนั้น พ่อแม่ก็ยังไม่รู้ถึงจะไม่ได้ประหลาดใจก็ตามเถอะ ตอนอายุหกขวบ ฉันเริ่มอ่านนิยายแดเนียล สตีล ทุกเล่มของแม่ (เราไม่มีหนังสืออื่นนอกจากชุดสารานุกรมโลก ที่ถึงจะน่าสนใจแต่แห้งแล้งไปหน่อย) วันหนึ่งฉันตกลงใจจะเป็นนักเขียนกับเขาด้วย (อาจเพราะฉันกับแดเนียลมีชื่อเหมือนกัน) ฉันจับจ้องรูปถ่ายของแดเนียล สตีลจริงจังอยู่พักใหญ่ แล้วเข้าห้องน้ำไปพอกสีเขียนตาสีฟ้าฟาร์ราห์ ฟอว์เซตต์ ตั้งแต่ขนตาจรดคิ้ว ฉันโถมทุ่มตัวลงโซฟา มือข้างหนึ่งถือปากกา อีกข้างถือสมุดบันทึก ฉันจำช่วงเวลานั้นได้ขึ้นใจเพราะเป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตที่ทำให้เชื่อว่าเราอาจจดจำอนาคตได้ ฉันจะเป็นนักเขียนยิ่งใหญ่อย่างแดเนียล สตีล! ฉันรู้ก็แล้วกัน! ตอนนั้นแม่ต้มข้าวโพดอยู่ในครัว พอแม่เดินผ่านโซฟาก็หยุดชะงัก (ต้องยอมรับว่าสีทาเปลือกตาของฉันสะดุดตาไม่ใช่น้อย) แม่พูดว่า"ทำบ้าอะไรอยู่น่ะ" "หนูเป็นนักเขียน" ฉันตอบโดยกัดปลายปากกาและกระพือขนตาถี่ๆ อย่างยั่วยวน "สภาพอย่างนี้น่ะไม่ใช่นักเขียนหรอก" แม่บอกแล้วลากฉันไปห้องน้ำ ถูหน้าฉันจนสะอาด สมาคมนักเขียนนามแดเนียลจืดจางไปในไม่ช้า แต่อาการเสพติดหนังสือของฉันไม่หายไป พออายุสิบเจ็ด ฉันโหยหาร้านหนังสืออย่างไร้หวัง บ้าคลั่ง และมืดบอด ร้านหนังสือเป็นสถานที่เดียวที่ฉันจะพบความชื่นชูใจ แรงบันดาลใจ และแฟนอีกหลายคน ซึ่งต้องมีรสนิยมทางวรรณกรรมสอดคล้องกับฉัน นั่นคือเนื้อเพลงของมอร์ริสซีย์ผสมกับคอเลตต์ ฉันไม่อาจหามิตรเช่นนี้ได้จากโรงเรียนมัธยม ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะฉันไม่เคยอยู่ที่โรงเรียนเลยน่ะสิ ฉันโดดเรียนเป็นประจำช่วงมัธยม กรณีนี้มักเป็นเหตุน่าห่วงใยแต่ไม่ใช่กับฉัน ฉันเป็นเด็กที่ไปสูบยาใต้สะพานหรือก็เปล่า ทำยาบ้าในห้องใต้ดินหรือก็ไม่ เวลาโดดเรียนฉันไปอยู่ที่ร้านหนังสือเรดโอ๊กบุ๊คส์ ร้านแคบๆ สะโอดสะองดังรูปเขียนของเอชเชอร์ที่ถนนเมน ฉันได้พบ ทอม มัทซ์ ครูร้านหนังสือคนแรกของฉันที่นี่ ทอมอายุสี่สิบเศษ ผมดำรุ่มร่าม สวมหมวกคาวบอยนิ่มๆ สีเทาไร้รูปร่าง ทอมมวนบุหรี่เองบนโต๊ะที่มีตั้งหนังสือเรียงราย เขาทำงานที่สหกรณ์อาหารประชาชนด้วย ซึ่งตอนนั้นเป็นเพียงโครงการเล็กๆ โดยพวกฮิปปี้ ทอมสนับสนุนให้ฉันสมัครงานที่ร้านเรดโอ๊ก ฉันสมัครและได้งานพาร์ตไทม์ตอนเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์ ทอมสอนกฎสองข้อแก่ฉันในทันที
ทอมยอมให้ฉันเตร่อยู่ที่เรดโอ๊กหลังเลิกกะ ให้ฉันฟังความเห็นของเขาซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับหนังสือ แต่ก็มีเกี่ยวกับพระเจ้า ความรัก การแต่งงาน/หย่าร้าง คาบสมุทรบัลข่าน (ที่เขาย้ายไปอยู่ในเวลาต่อมา) และโศกนาฏกรรมของฝ่ายซ้าย ความคิดของทอมต่างจากสิ่งที่ฉันเคยได้ยินมาอย่างมาก โดยแหล่งข้อมูลหลักของเขามาจากหนังสือพิมพ์ วิลเลจวอยซ์ แต่ฉันเบิกบานใจยิ่ง เพื่อนๆ (ซึ่งฉันมั่นใจว่าเป็นอิทธิพลทางลบ) เจอฉันน้อยลงเรื่อยๆ รายการอ่านของฉันเพิ่มขึ้นๆ โดยขยายไปสู่นักเขียนที่ทอมชอบ กระทั่งอาหารการกินของฉันก็ดีขึ้นเพราะทอมเอาซุปทำเองมาที่ทำงาน เป็นอาหารกลางวันของเรา คุณอาจบอกว่าร้านเรดโอ๊ก "ทำให้ฉันพ้นทุกข์ร้อน" หรือ "ช่วยให้ค้นพบตัวเอง" แต่ที่จริงแล้ว ร้านหนังสือนี้เป็นสถานที่เท่ที่สุดในเมือง เพื่อนพนักงานของฉันอย่าง ทิม เป็นอาจารย์พิเศษสอนสังคมวิทยาในมหาวิทยาลัย เพ็กกี้เจ้าของร้านที่สามีชอบเล่นหีบเพลงยามว่าง คุยถึงหนังสือเยอะมาก คนเหล่านี้รู้ว่านักเขียนคนไหนเป็น "ตัวจริง" คนไหน "ของปลอม" ซึ่งเป็นข้อแตกต่างที่ฉันยังมีปัญหาในการแยกแยะ คนน่าสนใจต่างมาที่ร้านเรดโอ๊ก นักเขียนนักอ่านและสมาชิกสหกรณ์อาหารประชาชนแวะมาดื่มกาแฟ และด่าอันดับหนังสือขายดีซึ่งรวมถึงหนังสือของคุณสตีลด้วย (เป็นเรื่องน่าแสลงใจ) ฉันไม่เคยรู้สึกสบายอกสบายใจอย่างนี้ที่ไหน วันที่ไปโรงเรียน ฉันจินตนาการถึงชีวิตเบื้องหน้า ชีวิตแบบเรดโอ๊กที่เต็มไปด้วยหนังสือ เพื่อนพ้อง และงานพาร์ตไทม์ ฉันมีความปรารถนาอันเรียบง่าย (หนังสือ ชายหนุ่ม หนังสือ ดนตรี หนังสือ ที่พัก หนังสือ) และเชื่อแน่ว่าหากชีวิตได้มีสิ่งสามัญเหล่านี้ ฉันจะสุขใจโดยไม่ใฝ่หาอะไรอื่น อาจเป็นฝันลอยๆ กลางบ่ายวันหนึ่งตอนมัธยมปลายที่ฉันคิดวางแผนว่า พอเรียนจบจะเช่าห้องพักพื้นไม้ที่มีหน้าต่างบานใหญ่ในเมืองไกล (เมืองอะไรไม่สำคัญ) ห้องพักนี้ไม่ต้องแพง ไม่ต้องอยู่ย่านหรู เท่ หรือพิเศษอะไร แต่ต้องเป็นห้องที่อยู่ในระยะสายตาของร้านหนังสือ และจะดีมากถ้าอยู่ในร้าน หรืออยู่ข้างบนหรือข้างใต้ร้านหนังสือ ตอนย้ายมาอยู่แมดิสัน รัฐวิสคอนซิน ห้องพักฉันอยู่ห่างร้านหนังสือแคนเทอเบอรีไปสองบล็อก ฉันได้งานที่ร้านนั้นด้วยค่าจ้างชั่วโมงละ $5.25 (และกาแฟฟรี!) ห้องพักนั้นเล็กและราคาแพงแต่ใกล้ถนนสเตท ฉันจึงสามารถยืดคอไปด้านข้างตึกแล้วเห็น ว้าว ร้านแคนเทอเบอรี ฉันออกจากห้องพักก่อนเวลาเข้างาน 1 นาที (เวลา 10.59) ก็ยังไปทำงานทัน (11.00) ฉันอยู่ในสวรรค์! ฉันรักงานนี้เหลือแสนโดยเฉพาะตอนจัดชั้นหนังสือ ซึ่งคือกระบวนการที่เอาหนังสือจากห้องเก็บมาใส่ไว้ในชั้น ปัญหาคือฉันชอบอ่านหนังสือตอนทำงาน แทนที่จะทำงาน ดังนั้นจึงเป็นนิสัยอันไม่ตั้งใจที่แก้ไม่หาย ที่ฉันเอาหนังสือปกแข็งออกไปตั้งหนึ่ง แล้วพบว่าอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา ตัวเองกำลังอ่านบทที่ 3 ของหนังสือซัลมาน รัชดีเล่มใหม่ ยังดีว่าเจ้านายใจอ่อนกับคนอย่างฉัน ซึ่งเป็นลูกจ้างที่รักการอยู่ในร้านหนังสือก็เพราะหนังสือ ร้านเรดโอ๊กและแคนเทอเบอรีปิดตัวไปหลายปีแล้ว เป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจสลายจนวันนี้ ร้านเหล่านี้ให้ความประทับใจต่อหนังสือกับฉัน ให้ความประทับใจต่อผู้คนที่ใช้ชีวิตกับการอ่านการถกเถียงเรื่องหนังสือ และความประทับใจต่อนักเขียนชั้นยอด ปราศจากร้านเหล่านี้ ฉันจะเป็นคนที่ต่างไปจากที่เป็นวันนี้มาก เมื่อร้านหนังสือเหล่านี้ปิดตัวลง ฉันได้แต่แปลกใจว่าสาวรุ่นกับยีนส์ขาดๆ ที่มีบทกวีของ ซิลเวีย แพลธ จารึกไว้ที่แขน พวกเธอไปอยู่ที่ไหนกัน? และคนเสพติดร้านหนังสือจะได้งานที่ไหนกัน เมื่อร้านเหล่านี้จากไปแล้ว
เกี่ยวกับผู้เขียน Danielle Trussoni เกิดปี ค.ศ. 1973 ที่รัฐวิสคอนซิน จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ผลงานเขียนเรื่องแรกคือบันทึกเรื่องชีวิต Falling Through the Earth (2006) * แปลจาก Confessions of an American Bookstore Junkie โดย Fay Copyright © 2006 faylicity.com |
| . |
๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๙ |