* home   ชั้นหนังสือ : เรื่องแปล
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
Blindness
Jose Saramago

 
If you can see, look.
If you can look, observe.
Book of Exhortations


สัญญาณไฟเหลืองปรากฏขึ้น รถสองคันข้างหน้าเร่งความเร็วก่อนที่สัญญาณจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ตรงทางข้ามป้ายไฟคนเดินเปลี่ยนเป็นสีเขียว คนที่ยืนรอเริ่มลำเลียงกันข้ามถนน เท้าเหยียบลงบนเส้นสีขาวระบายพาดทับพื้นสีดำของยางมะตอย ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่าลักษณะมันเหมือนม้าลายเลยสักนิด อย่างไรก็ตามนั่นเป็นสิ่งที่มันถูกขนานนาม คนขี่มอเตอร์ไซค์ขยับเท้าบนคันเร่งด้วยความอดกลั้น รถอยู่ในอาการเตรียมพร้อมก้าวกระโจนไปข้างหน้าหรือล่าถอย ดั่งม้าขวัญอ่อนที่พร้อมจะรู้สึกถึงการเฆี่ยนตีด้วยปลายแส้ คนเดินข้ามถนนจนเสร็จสิ้น แต่สัญญาณไฟอนุญาตให้รถออกตัวมักล่าช้าประมาณสองสามวินาทีเสมอ บางคนเชื่อว่าช่วงเวลาแห่งการล่าช้าที่ดูไม่สลักสำคัญอะไรนี้ เมื่อเพิ่มเวลาด้วยจำนวนสัญญาณไฟนับพันที่มีอยู่ในเมืองและการเปลี่ยนไฟสามสีที่ต่อเนื่อง เป็นสาเหตุหนึ่งในปัญหาหนักอึ้งเรื่องการจราจรติดขัดหรือเรียกอย่างในปัจจุบันว่าปัญหาคอขวด

ในที่สุดสัญญาณไฟเขียวก็ปรากฏ รถวิ่งพุ่งออกไปอย่างรีบร้อน แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่รถทุกคันจะออกตัวเร็วเทียมกัน รถคันแรกที่ต้นแถวเลนกลางหยุดสนิท มันคงมีเหตุขัดข้องทางเทคนิค คันเร่งอาจหลวม โยกเกียร์ติดขัด ปัญหาเกี่ยวกับระบบสั่นสะเทือน เบรคขลุกขลัก ระบบวงจรไฟฟ้าเสีย หรือบางทีรถคันนั้นน้ำมันหมด เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่หนแรกที่เกิดขึ้น คนข้ามถนนกลุ่มต่อไปยืนอออยู่บริเวณริมทางข้าม เห็นคนในรถจอดนิ่งโบกไม้ไบกมืออยู่หลังกระจกรถ ขณะที่รถคันหลังบีบแตรสนั่นหวั่นไหว คนขับบางคนออกมาจากรถของตัวเตรียมจะเข็นรถที่จอดเกยตื้นบนถนนไปยังจุดที่ไม่ทำให้รถติด พวกเขาเคาะกระจกที่ปิด ผู้ชายนั่งอยู่ในรถหันศีรษะมาทางคนข้างนอก จากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง เขากำลังตะโกนร้องบางอย่าง เดาจากปากที่ขยับเขยื้อน เขาเหมือนจะพูดคำซ้ำซ้ำ ไม่ใช่คำเดียวแต่เป็นสามคำ จนในที่สุดเมื่อมีใครคนหนึ่งจัดการกับประตูได้ มีเสียงลอดออกมาว่า ผมตาบอด

ใครจะเชื่อในเรื่องเหล่านี้ มองดูเผินเผินดวงตาของชายผู้นั้นแลปกติดี ม่านตาสว่างสดใส เยื่อนัยน์ตาขาวแน่นดั่งเนื้อกระเบื้อง รูปตาเบิ่งกว้าง รอยย่นแพร่งพรายบนใบหน้า คิ้วขมวดเกลียวขึ้นทันใด อย่างที่ทุกคนเห็นว่าหน้านั้นมีแต่ความว้าวุ่นแฝงอารมณ์โกรธ และด้วยการเคลื่อนไหวอย่างว่องไว อะไรที่มองเห็นได้อันตรธานหายไปในสายตาของชายผู้กำลังกำมือแน่นคนนี้ เขาคงพยายามเก็บภาพสุดท้ายที่มองเห็นในจิตใจ ดวงไฟสีแดงกลมของสัญญาณไฟ ผมตาบอด ผมตาบอด เขาย้ำอย่างสิ้นหวังเมื่อทุกคนช่วยพยุงออกมาจากรถ น้ำตาเอ่อท้นในดวงตาที่ตายแล้วกลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วจะผ่านไปคุณรู้ใช่ไหม บางครั้งมันเป็นเส้นประสาท ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าว ตอนนี้สัญญาณไฟเปลี่ยนอีก คนเดินผ่านมาอยากรู้อยากเห็นยืนรวมกลุ่มกัน คนขับผงักถอยหลังโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาท้วงทักอย่างที่ความคิดบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุธรรมดา ไฟหน้ารถแตก บังโคลนบุบ หาเหตุผลกันใหญ่ถึงเหตุการณ์พิลึกครั้งนี้ เรียกตำรวจทีสิ พวกเขาตะโกนบอก พาชายโชคร้ายออกจากถนนนั้น ชายตาบอดอ้อนวอน ได้โปรด ใครช่วยพาผมกลับบ้านที ผู้หญิงคนหนึ่งแนะนำว่าถ้าเป็นเพราะเส้นประสาทควรจะเรียกรถพยาบาลเพื่อพาเขาไปโรงพยาบาล แต่ชายตาบอดปฏิเสธจะได้ยิน มันไม่จำเป็น สิ่งที่เขาอยากได้คือหาคนนำทางพาไปยังหน้าตึกที่เขาอยู่ มันใกล้แค่นี้เอง แล้วคุณไม่ต้องทำอะไรให้ผมอีกเลย มีเสียงหนึ่งตอบกลับ กุญแจคาอยู่ในรถ ควรขับไปจอดริมถนนเสียก่อน ไม่จำเป็นหรอก เสียงที่สามขัดขึ้น ผมจะจัดการกับรถยนต์แล้วนำเขาไปส่งบ้านเอง มีเสียงพึมพำเห็นด้วย ชายตาบอดรู้สึกว่าเขาถูกจับแขน มา มากับผม เสียงเดิมพูดขึ้นกับเขา พวกเขาพาชายตาบอดไปนั่งในที่นั่งด้านหน้า รัดเข็มขัดนิรภัยเสีย ผมมองไม่เห็น ผมมองไม่เห็น เขาพึมพำร่ำไห้ บอกผมซิว่าบ้านคุณอยู่ไหน ชายคนนั้นถามเขา ตามช่องหน้าต่างใบหน้าหิวกระหายของผู้คนแอบสอดแนม อยากรู้ว่ามีข่าวเพิ่มเติมอะไรอีก ชายตาบอดยกมือขึ้นจับดวงตา ทำท่าทาง ว่างเปล่าไม่เห็นอะไรเหมือนผมกำลังอยู่ท่ามกลางสายหมอก หรือตกลงไปในทะเลสีขาวเผือก แต่อาการตาบอดไม่ใช่อย่างนั้น ชายอีกคนหนึ่งตอบ ถ้าตาบอดจะต้องเห็นเป็นสีดำนะ แต่ผมเห็นทุกอย่างเป็นสีขาวนี่ ผู้หญิงคนเมื่อกี้อาจจะพูดถูก คงเกี่ยวกับเส้นประสาท ระบบประสาทคือปีศาจอย่างหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงมันอีก มันเป็นความหายนะ ใช่แล้วหายนะ บอกผมทีว่าบ้านคุณอยู่ไหน ในเวลาเดียวกันเครื่องยนต์เริ่มสตาร์ทติด เสียงคำรามตะกุกตะกักคล้ายว่าเมื่อสูญเสียการมองเห็นมันจะทำให้ความทรงจำของเราอ่อนแอลง ชายตาบอดบอกที่อยู่ แล้วเขาพูด ผมไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร อีกคนหนึ่งตอบ เอาละตอนนี้ อย่าไปคิดถึงมันเลย วันนี้ถือว่าเป็นทีของคุณ พรุ่งนี้บางทีอาจจะตาผมบ้าง เราไม่รู้หรอกว่าอะไรคอยเราอยู่ภายหน้า คุณพูดถูกแล้ว ใครจะไปเชื่อเรื่องแบบนี้ ใครจะรู้ว่ามีอะไรน่าสยดสยองจะเกิดขึ้นตอนเช้าที่ผมออกจากบ้าน เขาประหลาดใจว่าทำไมทุกสิ่งเกิดนิ่งสนิท ทำไมเราไม่เคลื่อนที่ล่ะ เขาถาม ไฟสีแดงนะ ชายอีกคนรีบตอบ ต่อแต่นี้ไปเขาจะไม่สามารถมองเห็นแสงไฟสีแดงอีกเลย

อย่างที่ชายตาบอดกล่าวว่าบ้านเขาอยู่ใกล้ๆ นี่เอง บาทวิถีจอดเต็มด้วยยานพาหนะ พวกเขาหาที่จอดรถไม่ได้ เลยต้องมองหาที่จอดในถนนข้างเคียง ที่นั่น ด้วยความคับแคบของบาทวิถี ประตูทางด้านคนโดยสารจึงเหลือแค่ความกว้างของฝ่ามือจากกำแพง ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สะดวกในการลากชายตาบอดข้ามเก้าอี้และพวงมาลัยมาอีกด้าน ชายตาบอดจึงต้องลงก่อนที่รถจะจอด เขาถูกทิ้งให้ยืนกลางถนน รู้สึกพื้นถนนสั่นสะท้านอยู่ใต้เท้า เขาพยายามระงับอาการวิตกที่ทะลักขึ้นมาในใจ โบกมือข้างหน้าไปมาอย่างกังวลเหมือนเขากำลังว่ายอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าทะเลขุ่นมัว ปากของเขากำลังจะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่นาทีสุดท้ายเขารู้สึกมีมือหนึ่งมาจับเขาเบาๆ ที่แขน ใจเย็นนะ ผมเจอคุณแล้ว พวกเขาออกเดินอย่างเชื่องช้าเพราะกลัวสะดุดล้ม ชายตาบอดเดินลากขา แต่นี่ทำให้เขาสะดุดพื้นที่ไม่เรียบ อดทนหน่อย เราจะเดินถึงแล้ว อีกคนกล่าว เหลือข้างหน้าอีกนิดเดียวเท่านั้น เขาถามต่อ แล้วมีใครอยู่ที่บ้านดูแลคุณไหม ชายตาบอดตอบ ผมไม่รู้ ภรรยาผมยังคงไม่กลับจากทำงาน วันนี้ผมออกจากบ้านเร็วเพียงเพื่อเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ คุณจะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องอะไรซีเรียส ผมไม่เคยได้ยินว่าใครอยู่ดีดีก็เกิดอาการตาบอด เมื่อก่อนนะผมเคยโอ่ว่าวัยอย่างผมนี่ไม่เคยใช้แว่นตาเลย ตอนนี้คงจะเปลี่ยนไป พวกเขามาถึงหน้าทางเข้าตึก ผู้หญิงเพื่อนบ้านสองคนส่งสายตาสอดส่ายเมื่อเห็นเพื่อนบ้านถูกจูงมือมา แต่เธอทั้งสองไม่คิดจะถาม คุณมีอะไรอยู่ในตาหรือ และเขาก็ไม่คิดจะตอบเช่นกันว่า ใช่ มีทะเลขุ่นมัว ครั้นพอเดินเข้าไปในตึก ชายตาบอดกล่าวขอบคุณ ผมขอโทษที่ทำให้คุณลำบาก ตอนนี้ผมจัดการตัวเองได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก ผมจะขึ้นไปส่งคุณเอง ผมคงไม่สบายใจถ้าปล่อยคุณไว้ที่นี่ พวกเขาเดินขึ้นลิฟท์แคบแคบด้วยความยากเย็น คุณอยู่ชั้นไหน ชั้นสาม คุณคงไม่รู้ว่าผมรู้สึกขอบคุณคุณขนาดไหน ไม่เป็นไร วันนี้ตาคุณไง คุณพูดถูกนะ แล้วพรุ่งนี้อาจเป็นตาผมก็ได้ ลิฟท์หยุดชะงัก พวกเขาก้าวออกมา คุณจะให้ผมช่วยเปิดประตูให้ไหม ผมคิดว่าผมช่วยตัวเองได้แล้ว เขาหยิบพวงกุญแจเล็กเล็กออกจากกระเป๋า จับไปตามร่องฟันปลาทีละดอก กล่าวลอยลอย คงเป็นอันนี้ รู้สึกถึงช่องโหว่ของกุญแจจากปลายนิ้วข้างซ้าย เขาพยายามเปิดประตู มันไม่ใช่ดอกนี้ซิ ไหนให้ผมดูทีผมจะช่วยคุณดูเอง ประตูเปิดออกในความพยายามครั้งที่สาม ชายตาบอดตะโกนเรียกข้างใน คุณอยู่ไหม ไม่มีใครตอบ เขากล่าวว่า เธอยังไม่กลับมา เขายื่นมือออกไปข้างหน้า คลำมือไปตามทางเดิน หลังจากนั้นถอยหลังกลับมาในทิศทางที่คาดว่าอีกคนจะเดินตามมา ผมอยากขอบคุณ อีกคนตอบ นี่คงเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมพอจะช่วยได้นะ ชายจิตใจดีพูดต่อ ไม่จำเป็นต้องขอบคุณผมอีก จากนั้นกล่าวเพิ่มว่า คุณจะให้พาไปนั่งกับที่ไหมและอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าภรรยาคุณจะกลับมา ความกระตือรือร้นครั้งนี้ทำให้ชายตาบอดเริ่มสงสัย เพราะเขาไม่ควรเชิญชวนคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน ใครที่บางทีอาจจะคิดแผนการอยู่ในตอนนี้ในการเอาชนะ มัดมือปิดปากคนตาบอดที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แล้วค้นหาของมีค่าไป ไม่เป็นไร อย่าได้กังวลครับ เขาบอก ผมสบายดี เขาปิดประตูอย่างช้าช้าโดยปากก็ย้ำว่า ไม่จำเป็นครับ ไม่จำเป็น

ได้ยินเสียงลิฟท์เคลื่อนลงไปข้างล่างเขาถอนหายใจโล่งอก แล้วด้วยท่าทีเป็นงานเป็นการโดยลืมไปว่าตัวเองอยู่ในสภาวะเช่นไร เขาเปิดดูช่องกระจกที่เป็นรูตรงบานประตู มองออกไปข้างนอก มันมีกำแพงสีขาวอยู่อีกด้านหนึ่ง รู้สึกถึงความเย็นเฉียบของเหล็กที่สัมผัสกับหัวคิ้ว ขนตากะพริบติดกับเลนส์กระจก แต่เขามองไม่เห็นอะไร ความขาวสว่างปกคลุมทุกสิ่งเอาไว้ เขารู้ว่ากำลังอยู่ในบ้านของตน จำกลิ่นและบรรยากาศ ความเงียบ จำเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นและสิ่งของอื่นๆ โดยเอามือจับมัน เคลื่อนนิ้วไปจับเบาเบา ขณะเดียวกันรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างละลายเข้าไปในมิติที่แปลกใหม่ ไร้ทิศทาง ไม่มีจุดอ้างอิง ไม่มีทิศเหนือหรือใต้ ข้างล่าง ข้างบน เหมือนตอนเด็กที่เขาเคยเล่นแกล้งทำเป็นตาบอด แต่หลังจากปิดตาได้ห้านาที สรุปได้ว่าการตาบอดนั้นเป็นความทุกข์อย่างหนัก น่าจะพอทนถ้าเหยื่อผู้โชคร้ายยังคงมีความทรงจำบางส่วน ไม่ใช่แค่สีสัน แต่รวมถึงสัณฐานและระดับ พื้นผิวและรูปร่าง แน่นอนว่าคนคนนี้คงไม่ได้ตาบอดแต่กำเนิด เขาคิดไปจนถึงความมืดที่คนตาบอดมองเห็น มันคงว่างเปล่าเหมือนในที่ที่ปราศจากแสงสว่าง นั่นเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าการตาบอด คือมีบางอย่างปกคลุมลักษณะของการมีอยู่และสรรพสิ่งเหมือนปล่อยมันให้อยู่ด้านหลังของผ้าสีดำ แต่ในทางตรงกันข้าม ชายคนนี้จมลงไปในความเรืองรองของสีขาว ขาวจนเป็นการกลืนกินมากกว่าการซึมซับ ไม่เพียงแต่ไม่มีสี ความสว่างของการมีอยู่ของสรรพสิ่งยิ่งทำให้สิ่งเหล่านี้ล่องหนเป็นสองเท่า

เขาขยับไปยังทิศทางของห้องนั่งเล่น แม้จะระมัดระวังกับสิ่งเบื้องหน้า คลำมือคว้าตามผนังจะได้ล่วงรู้ถึงอุปสรรคที่ขวางกั้น แต่แจกันก็ตกลงกระแทกกับพื้น เขาลืมไปว่ามีแจกันตั้งอยู่ตรงนั้น หรือไม่ภรรยาของเขาก็วางมันก่อนที่เธอจะไปทำงานด้วยความตั้งใจว่าจะหาที่เหมาะสมวางในภายหลัง ลองประเมินความเสียหาย น้ำหกเปื้อนเลอะเทอะไปทั้งพื้น เขาพยายามก้มเก็บดอกไม้ ลืมนึกถึงเศษแจกันที่แตกเป็นสะเก็ดแหลมยาว บาดเข้าให้ที่นิ้ว เจ็บจนน้ำตาไหลล้นเหมือนเด็กน้อยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ มืดมนในความขาวท่ามกลางห้องซึ่งกำลังมืดมิดเพราะอาทิตย์อัสดง มือกำดอกไม้เลือดยังคงไหลเป็นทาง เขาเอี้ยวตัวไปรอบรอบหาผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋า เอามันมาพันนิ้วเท่าที่จะทำได้ หลังจากนั้น คลำทางเงอะงะ สะดุดขาเฟอร์นิเจอร์อื่น ย่ำอย่างเหนื่อยล้าเพื่อจะไม่ให้สะดุดพรม ในที่สุดเขาก็เจอโซฟาที่เขาและภรรยาชอบนั่งดูโทรทัศน์ เขานั่งลง วางกำดอกไม้บนตัก ระมัดระวังยิ่ง แกะผ้าเช็ดหน้าคลี่ม้วนออก คราบเลือดเหนียวติดนิ้วทำให้กังวล เขาคิดว่าเป็นเพราะเขามองไม่เห็นนั้นเอง เลือดของเขากลายเป็นแก่นสารชั่วร้ายไร้สี กลายเป็นบางสิ่งแปลกประหลาดซึ่งไม่เคยมีเขาเป็นเจ้าของมาก่อน เป็นบทลงโทษมอบให้แก่เขาโดยตรง อย่างเชื่องช้า จับเบามือด้วยข้างที่ยังดีอยู่ เขาหาสะเก็ดแก้วบาด คมดั่งกริชเล็กแหลม นิ้วโป้งกับนิ้วชี้จับที่มั่นเข้าไว้ ค่อยค่อยดึงมันออกมา เขาพันผ้าเช็ดหน้ากลับยังนิ้วที่เจ็บ ครั้งนี้พันแน่นขึ้นเพื่อห้ามเลือด เพลียและเหนื่อยอ่อนเขาจึงเอนหลังพิงโซฟา นาทีต่อมาร่างกายเริ่มเข้าสู่สภาวะพักผ่อนหลังจากยามหนึ่งเมื่อใจขุ่นเคืองหรือผิดหวังเต็มที่ เพราะมันถูกนำมาใช้กับตรรกะเพียงอย่างเดียว เส้นประสาททั้งหมดตื่นตัวและตึงเครียด ความอิดโรยจึงคืบคลานเข้ามาแทนที่ ความโงนเงนมีมากกว่าความเหนื่อยล้าที่หนักหน่วง เขาฝันทันทีว่ากำลังแกล้งทำเป็นตาบอด ฝันว่าปิดและเปิดตา และในบางขณะเมื่อกลับจากการเดินทาง เขาพบสิ่งที่รอคอย มั่นคงและไม่แปรผัน รูปร่างและสีสันของสิ่งทั้งปวงในโลกนี้ที่เขารู้จัก ภายใต้ความแน่ใจเขารับรู้ถึงความไม่แน่นอนอันน่ารำคาญ มันเป็นความฝันลวงตา รูปฝันที่เขาต้องสลัดหลุดออกมาในไม่ช้า เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ความจริงอะไรรอคอยอยู่ ดังนั้นความอิดโรยอยู่ได้เกินสองสามวินาทีและอยู่ในภาวะระวังเตรียมพร้อมจะฟื้น เขาเคร่งว่าไม่เป็นการฉลาดที่จะอยู่ในภาวะโลเลตัดสินใจอะไรไม่ได้ ควรจะตื่นดีไหม หรือไม่ควรตื่น ควรจะตื่นดีไหม หรือไม่ตื่นดี เป็นช่วงที่คนเราไม่มีทางเลือกนอกจากจะเสี่ยงเอา ผมกำลังทำอะไรอยู่ที่นี่ทำไมมีดอกไม้วางบนตัก ตาผมปิดเหมือนกลัวจะลืมตา คุณกำลังทำอะไรอยู่ที่นั่นคะ ทำไมนอนมีดอกไม้วางบนตัก ภรรยากำลังถามเขา

เธอไม่รอคำตอบ เดินไปเก็บชิ้นส่วนของแจกันและทำความสะอาดพื้น พึมพำในลำคอด้วยความฉุนเฉียวที่เธอไม่พยายามจะซ่อน คุณควรทำความสะอาดขยะกองนี้ด้วยตัวเองนะ แทนที่จะนอนเหมือนไม่ใช่ธุระของตัว เขาไม่ได้พูดอะไร ป้องดวงตาด้วยการปิดเปลือกตาแน่น ทันใดรู้สึกร้อนใจในความคิด ยังกะผมจะลืมตาแล้วมองเห็น เขาถามตัวเอง จดจ่อกับความหวังกังวลใจ ภรรยาเดินเข้ามาใกล้ สังเกตเห็นผ้าเปื้อนเลือด ความเคืองหายไปทันที สามีที่น่าสงสาร เกิดขึ้นได้ยังไงนี่ เธอถามอย่างอ่อนโยนมือแกะผ้าพันแผล เขาอยากรู้จริงจังภรรยาคุกเข่าคุยกับเขาหรือเปล่า ตรงนี้ตรงที่เขารู้ว่าเธอจะเมตตา เขาแน่ใจว่ามองไม่เห็นเธอ เขาลืมตาขึ้น คุณตื่นแล้วที่รัก เธอยิ้มขณะพูด มีความเงียบชั่วขณะ เขาพูดว่า ผมตาบอดแล้ว มองไม่เห็น ภรรยาสูญสิ้นความอดทน เลิกเล่นเสียทีเถอะคุณ บางอย่างเราไม่ควรล้อเล่นกับมัน ผมอยากให้มันเป็นการล้อเล่นเสียจริง แต่ความจริงคือผมตาบอดนะซิ มองไม่เห็นอะไรเลย ได้โปรดอย่าทำให้ฉันตกใจ มองฉันซิคะ ฉันอยู่นี่ ไฟก็เปิดอยู่ ผมรู้ว่าคุณอยู่นั่นได้ยินคุณพูด ผมรู้ว่าคุณเปิดไฟ แต่ผมตาบอดจริงจริง เธอเริ่มร้องไห้ กอดเขาแน่น ไม่จริง บอกฉันทีว่าไม่จริง ดอกไม้หล่นลงกับพื้น หล่นลงบนผ้าเปื้อนเลือด เลือดเริ่มไหลอีกจากนิ้วที่เจ็บ เขาอยากจะพูดอะไรสักอย่าง ผมกังวลอยู่อย่าง เขาพูดเบาเบา ผมมองเห็นทุกสิ่งเป็นสีขาว เขายิ้มเศร้า ภรรยานั่งลงข้างสามี กอดและหอมเขาที่หน้าผาก ใบหน้า ดวงตา เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป คุณไม่ได้ป่วย ไม่มีใครตาบอดปุบปับนะ เล่าให้ฉันฟังทีว่าเกิดอะไรขึ้น รู้สึกอย่างไร เมื่อไร ที่ไหน แต่เดี๋ยวนะ รอก่อน สิ่งแรกที่เราควรทำคือไปปรึกษาจักษุแพทย์ คุณคิดออกไหมใครดี ผมคิดไม่ออก เราไม่เคยใส่แว่นกันเลย แล้วถ้าฉันพาคุณไปโรงพยาบาล มันก็คงไม่มีแผนกฉุกเฉินสำหรับดวงตาที่อยู่ๆมองไม่เห็น คุณพูดถูก เราควรตรงไปหาหมอ ฉันจะลองหาดูในสมุดโทรศัพท์ หาหมอที่ใกล้ที่สุด เธอลุกขึ้น ปากยังคงถามเขาต่อ คุณรู้สึกมีอะไรผิดสังเกตไหม ไม่นี่ เขาตอบ เอาใหม่นะ ฉันจะลองปิดไฟแล้วบอกฉันที ไม่มีอะไรนี่ คุณหมายความว่าไงไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ผมมองเห็นแต่สีขาวเหมือนไม่มีเวลากลางคืนน่ะ

***

Book Coverแปลจากตอนแรก Blindness: Jose Saramago โดย O

เมื่ออาการตาบอดกลายเป็นโรคระบาดที่ติดได้ด้วยการสัมผัส ไม่มีอะไรจะบรรยายนอกจากความโหดร้ายอันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นในสังคมเมือง ซารามาโก้ถ่ายทอดงานเขียนชิ้นนี้อย่างอัจฉริยะ เขาแสดงธรรมชาติของมนุษย์ที่ถูกกดดันและบีบบังคับจากสถานการณ์เดียวกันในแง่มุมต่างๆ ปอกเปลือกสันดานดิบของมนุษย์ออกอย่างหมดจดงดงาม ตั้งใจจะแปลด้วยความสนุก แต่พบว่ายากลำบากถึงที่สุด ผู้เขียนนิยมการเขียนโดยไม่ใช้เครื่องหมายทางภาษามากำกับและประโยคยาวต่อเนื่องติดกันเป็นชุด แต่หากผู้ใดอ่านไม่เข้าใจคงต้องเป็นความบกพร่องของคนแปลแต่เพียงผู้เดียว จึงเรียนมาเพื่อทราบ...

เกี่ยวกับผู้เขียน Jose Saramago โจเซ่ ซารามาโก้

Blindness Jose Saramago
translated from the Portuguese by Giovanni Pontiero
ISBN : 1-86046-685-0 Harvill, 310 pages, (1997) £6.99

Copyright © 2002 faylicity.com

.

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๑๕ มีนาคม ๒๕๔๕