|
 Wise Men Fish Here จากป้ายหน้าร้านกอแธมบุ๊คมาร์ทในเมืองนิวยอร์ก
ร้านหนังสือเป็นเนอเซอรี่ในวัยเด็กของผม
เป็นสถานที่ที่ผมชอบและผูกพัน สามารถอยู่ในนั้นได้ทั้งวันอย่างมีความสุข
ทั้งเวลาสบายใจ ไม่สบายใจหรือนึกอะไรไม่ออก จะมีเงินซื้อหรือไม่มีเงินซื้อ
ก็ขอให้ได้มีโอกาสไปยืนดู พลิกหน้าหนังสือ หอมกลิ่นกระดาษ
ออกมาก็จะรู้สึกเบิกบานในหัวใจยิ้มได้ตลอดวัน
ร้านหนังสือจึงเป็นสถานที่ที่มีรอยเท้าผมย่ำเดินครั้งแล้วครั้งเล่า
บางร้านน่าจะยาวหลายพันกิโล บางร้านมีการเดินทางยาวเกือบรอบโลก
เพราะบางวันผมเดินเข้าออกมากกว่าจำนวนหนังสือที่เดินผ่านประตูในแต่ละวันซะอีก
ไปบ่อยเสียจนเจ้าของร้านต้องทัก
และหลายครั้งที่ผมจะได้นามบัตรพิเศษเขียนลดราคาสิบยี่สิบเปอร์เซนต์จากเจ้าของร้านเป็นการส่วนตัว
บางร้านก็ใจดีให้เด็กตาดำอย่างผมไปนั่งอ่านฟรีโดยทำเป็นไม่ใส่ใจ
ผมจึงพยายามอ่านด้วยความเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้เสมอ
ในกรุงลอนดอนมีถนนสายหนึ่งเป็นที่ตั้งของร้านหนังสือเล็กๆเรียงราย
ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นร้านหนังสือเก่าแก่ดูซอมซ่อ
ร้านเหล่านั้นตั้งอยู่บนถนนชาริ่งครอสส์ แต่เป็นชาริ่งครอสส์ในตอนเหนือ
โดยมีวงเวียนเคมบริดจ์เป็นจุดกึ่งกลางแบ่งส่วนเหนือกับใต้ออกจากกัน
ถ้าเริ่มเดินจากหัวถนนด้านที่ติดกับถนนท็อตแนมคอร์ท
จะเจอร้านหนังสือขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านเป็นตึกสูงห้าชั้นอยู่ร้านเดียวชื่อ
Foyles เป็นร้านที่คนอังกฤษรู้จักกันดี ขายทั้งหนังสือเก่าและใหม่
โดยแบ่งหนังสือเป็นหมวดหมู่อยู่ในห้องต่างๆซึ่งจัดไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนร้านหนังสือหรูๆในสมัยนี้
แต่ถ้าเดินเข้าไปจะรู้สึกได้ทันทีว่าในนั้นมีบรรยากาศแบบหนอนหนังสือรุ่นมิดเดิลเวท
ถัดจากนั้นมาก็เป็นร้านเล็กๆ มีร้านหนึ่งแม่ชอบหายเข้าไปนานๆ ชื่อว่า Silver
Moon หน้าร้านแปะตัวหนังสือไว้ว่า Women's Bookshop
ถ้าจะหาหนังสือที่เกี่ยวกับผู้หญิง ผู้หญิงเขียน หรือสิทธิสตรีต่างๆ
ที่นี้จะรวบรวมไว้มากที่สุด
แต่ถ้าจะหาร้านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับศิลปะก็ต้อง Shiley หรือ Any Amount of
Books โดยมีศิลปะแทบทุกแขนง มีอีกร้านหนึ่งมีหนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์มากมาย
โดยเฉพาะหนังสือเก่า ชื่อว่า Henry Pordes Books เวลาที่ผมไปกับเพื่อน
เขาจะแยกย้ายไปร้านหนังสือเหล่านี้
(หมายเหตุมีอีกร้านหนึ่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ชื่อร้าน Lovejoy
ต้องเดาเอาเองว่านอกจากขายหนังสือแล้วยังขายเกี่ยวกับอะไร)
ส่วนผมกลับชอบไปร้านหนึ่งคือ Charing Cross Road Bookshop
ก็ที่นั่นมีแต่หนังสือเก่าหนังสือมือสองที่ขายถูกมากๆ
ถนนสายนี้เดินได้ทั้งวัน
และบางวันเดินจนเย็นโพล้เพล้ก็จะข้ามวงเวียนไปถนนตอนใต้เพื่อไปเลสเตอร์สแควร์
แถวนั้นมีร้านอาหารและโรงมหรสพมากมาย ส่วนร้านหนังสือใหม่ๆทันสมัยในอังกฤษ
ที่มีสาขาเยอะน่าจะเป็นร้าน Dillions กับร้านในเครือข่ายของ WH Smith
ซึ่งตั้งอยู่ตามสนามบินหรือสถานีต่างๆ ดับบลิวเอชสมิชยังเป็นเจ้าของร้าน
Waterstone ที่ปิดดึกกว่าชาวบ้านเพื่อกวาดนักอ่านยามดึกอีกด้วย
แต่ร้านหนังสือที่ผมชอบมากกลับอยู่ทางฝั่งอเมริกา
ตัวผมเองชอบไปร้านหนังสือขนาดเล็กมากกว่าร้านใหญ่
ยกเว้นว่าจะไปหาหนังสือใหม่
(เครือข่ายร้านขายหนังสือมือสองที่ใหญ่ที่สุดชื่อ Strand)
หรือถ้าตั้งใจไปดูแผนกหนังสือเด็กก็จะตรงดิ่งไป Barnes & Noble
แผนกหนังสือเด็กที่นี่น่ารักมาก
บางร้านมีเก้าอี้นั่งเล็กๆพร้อมของเล่นล่อหลอกให้เด็กๆหยุดซนนั่งอ่านหนังสือนิ่ง
ผู้ใหญ่ก็ต้องทำตัวเล็กไปแย่งเด็กนั่ง แล้วในร้านนี้มีกาแฟอร่อย
เหมาะมากสำหรับจูงมือคนใจหวานไปร้านหนังสือด้วยกัน
ใครเลือกหนังสือเสร็จก่อนก็ไปนั่งทานกาแฟ
แกล้งทำเป็นอ่านหนังสือคิ้วขมวดเพราะต้องรอนาน
บนเกาะแมนฮัตตันในนิวยอร์ก
มีร้านหนังสือแห่งหนึ่งบนถนนสายที่สี่สิบเจ็ดนับตามทางขวางของเกาะชื่อว่า
Gotham Book Mart ร้านนี้มีชื่อเสียงเลื่องลือในโลกวรรณกรรม
เป็นร้านหนังสือเล็กและเก่ามีเนื้อที่สองชั้นโดยแทบไม่รู้เลยว่าเป็นร้านหนังสือที่มีคนยกย่องมาก
หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของเมืองนิวยอร์ก
หน้าร้านมีป้าย wise men fish here แขวนมาตั้งแต่เริ่มเปิด
เวลาเดินเข้าไปจะเกิดอาการอึดอัดเหมือนโดนฝุ่นที่เป็นลมหายใจของหนังสือรดต้นคอ
สภาพร้านตามผนังแขวนรูปภาพเก่าๆของเจ้าของร้านกับนักเขียนมากมายอย่างเช่นเจมส์
จอยส์ ฮาร์ท เครน เวอร์จิเนีย วูลฟ์
เจ้าของร้านหนังสือใจหาญคนนี้คือฟรานเชส สเตลอฟฟ์
เธอเป็นชาวนิวยอร์กโดยกำเนิด เกิดเมื่อปี 1887
ในครอบครัวใหญ่มีพี่น้องสิบสองคน ฐานะทางบ้านยากจน
เธอโดนบังคับให้ออกจากโรงเรียนตั้งแต่เด็กเพราะพ่อไม่สามารถหาเงินมาส่งให้เรียนได้
เธอจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้อ่านหนังสือ
ความหลังครั้งนี้ทำให้เธอจำฝังใจมีความใฝ่ฝันจะเปิดร้านหนังสือ จนในปี 1920
เธอไปเช่าตึกที่ถนนสายสี่สิบห้า (ตอนหลังย้ายมาอยู่ถนนสายสี่สิบเจ็ด)
ความคิดของฟรานเชสคือตั้งใจจะเปิดร้านจนดึกเพราะแถวนั้นอยู่ในย่านของโรงละคร
หลังละครเลิกหรือคนเลิกงานร้านนี้จะได้เป็นที่หยุดพักของคนชอบอ่านหนังสือ
ฟรานเชสเป็นนักอ่านหนังสือตัวยง เธอชอบจัดงานชุมนุมนักเขียนอย่างสม่ำเสมอ
ที่นี้จึงเป็นแหล่งที่มีนักเขียนนักกวีแวะเวียนมาร่วมสนทนาบ่อยๆ
เธอเก็บสะสมหนังสือที่พิมพ์ฉบับแรกพร้อมลายเซ็นต์นักเขียนเอาไว้ในแกลลอรีของร้าน
มีประโยคหนึ่งที่ทำให้ทุกคนจดจำเธอได้ดีคือตอนที่เธอกล่าวว่า " I never said no to anything."
เธอเป็นที่ชื่นชอบของคนในโลกหนังสือ
เนื่องจากเธอไม่เคยส่งหนังสือของใครกลับคืนสำนักพิมพ์
เพราะสงสารหัวใจของผู้ประพันธ์ กลัวเขาจะช้ำใจ
เธอจะเก็บหนังสือไว้อย่างนั้นทุกเล่มแม้จะขายไม่ค่อยได้
จนบางเล่มเมื่อนักเขียนคนนั้นเริ่มโด่งดัง
ร้านเธอจะเป็นร้านเดียวที่มีหนังสือทรงคุณค่านั้น
นอกจากนี้เธอยังช่วยสนับสนุนงานของนักเขียนหลายๆคน อย่างเช่นเจมส์ จอยส์,
เกอร์ทรูด สไตน์, อี.อี. คัมมิง, เอซรา พาวน์ด, แอนนาอิส นิน
เธอเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บรรดานักเขียนเป็นที่รู้จักในโลกหนังสือ
บ่อยครั้งที่เธอให้เงินช่วยเหลือยามใครตกทุกข์ได้ยาก
เธอเป็นคนใจดีและรักหนังสืออย่างจริงจัง
Gotham Book Mart reception (9 Nov. 1948) for Dame Edith & Sir Osbert Sitwell (seated, center): (clockwise from W.H. Auden seated on ladder): Elizabeth Bishop, Marianne Moore, Delmore Schwartz, Randall Jarrell, Charles Henri Ford, William Rose Benet, Stephen Spender, Marya Zaturenska, Horace Gregory, Tennessee Williams, Richard Eberhart, Gore Vidal, Jose Garcia Villa
มีเรื่องเล่าอันหนึ่งเป็นเรื่องอำที่เทนเนสซี วิลเลียมส์
เจ้าของบทละคร"รถไฟสายปรารถนา" นำมาเล่าขาน
คือสมัยที่เขาเคยทำงานอยู่ในร้านกอแธม เขามาทำงานสายเป็นประจำ
ฟรานเชสเคยไล่เขาออกจากงานมาแล้วเลยทำให้เขาตกงานต้องหัดเขียนหนังสือ
ตำนานอีกเรื่องหนึ่งคือช่วงที่รัฐบาลอเมริกาเข้าควบคุมสิทธิการอ่านของประชาชน
มีการแบนหนังสือที่มีเนื้อหาที่รัฐฯเห็นว่าไม่เหมาะสม
ฟรานเชสไม่สนใจเรื่องดังกล่าว กลับสั่งหนังสือและลักลอบนำเข้ามา
บางเล่มถูกเลาะเป็นแผ่นๆแล้วนำมารวบรวมขึ้นใหม่ในภายหลัง อย่างเช่น หนังสือ
Lady Chatterley's Lover ของดี.เอช.
ลอร์เรนซ์ที่เธอสั่งกับเขาโดยตรงตอนที่เขาอยู่ในอิตาลี หรือ Tropic of Cancer
ของเฮนรี่ มิลเลอร์ในช่วงปี 1930 ฟรานเชสเสียชีวิตเมื่อเธอมีอายุ 101 ปีในปี
1989 ผมรู้สึกเสมอว่าร้านนี้มีวิญญาณหนังสือ
ผมชอบพนักงานในร้านที่ลักษณะขึงขังน่าเลื่อมใส หน้าตาเชยๆ
ซ่อนสีหน้าตื่นตระหนกแบบหนอนหนังสือเฮฟวี่เวทในบรรยากาศขมุกขมัว
ผู้หญิงนั่งเคาะเครื่องพิมพ์ดีดเก่าๆอยู่หลังเคาน์เตอร์
ป้ายติดตรงประตูแทบทุกบานว่าห้ามเข้า เดินไปเกือบปลายร้าน
บางทีจะเห็นแมวอ้วนมากหลับปุ๊กคล้ายนอนตาย
และที่เด็ดที่สุดคือป้ายอันหนึ่งเขียนว่า Attention Shoplifters - Remember
your karma ถ้าใครมีโอกาสผ่านไปแถวนั้น กรุณาแวะไปดู
คุณอาจจะยืนอยู่ในที่ที่จอห์น สไตน์เบคเคยยืน
แล้วถ้ามีเสียงหนังสือพูดกันก็อย่าได้แปลกใจไปเลย
ข้ามมาอีกร้านหนึ่งทางฝั่งตะวันตกของอเมริกา
ร้านนี้อยู่ในแอลเอแถวถนนซันเซ็ทบูลเลวาร์ดในเวสท์ฮอลลีวูด
เป็นร้านหนังสือเล็กๆสีขาวอบอุ่น ชื่อว่า Booksoup
เปิดถึงเที่ยงคืนสำหรับพวกหนอนที่นอนไม่หลับโดยเฉพาะ
เดินเข้าไปจะเจอชั้นหนังสือสูงมากจรดเพดาน มีทางเดินเป็นช่องแคบๆเป็นล็อคๆ
ตามชั้นมีบันไดเอาไว้ให้หนอนปีนป่ายเอง
บางทีก้มเงยมากเกิดอาการวิงเวียนกลัวหนังสือจะตกใส่ ตามฝ้าเพดานแขวนรูป เสื้อ
และของที่ระลึกแปะเต็มไปหมด
และที่ดีกว่านั้นคือมีพนักงานอ่านหนังสือกันเก่งมากทุกคน
มีรายการหนังสือคัดเลือกแปลกใหม่จากพนักงานทุกอาทิตย์
เคยสอบถามได้ความว่าส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาภาควรรณคดี
จึงมีการชวนคุยแนะนำให้อ่านกันอย่างสนุกสนาน
ผมรู้สึกประทับใจและคิดว่าร้านหนังสือที่ดีควรจะเป็นแบบนี้
คือมีคนขายที่มีความรู้กว่าคนอ่านให้คำแนะนำได้บ้าง
ร้านหนังสือควรจะเป็นอะไรที่มากกว่าซุปเปอร์มาร์เก็ต
เพราะถ้าหนังสืออยู่ในนั้นโดยปราศจากวิญญาณของความรักหนังสือ
ก็จะเป็นร้านหนังสือที่จืดชืดมาก
ส่วนในบ้านเรามีร้านหนึ่งที่ผมชอบไปอยู่ในเอมโพเรียม
เป็นร้านหนังสือสีน้ำตาลเข้ม
มีพนักงานสามารถค้นหาหนังสือที่ถามถึงได้ทุกเล่มไม่ว่าเขาจะรู้จักหรือไม่รู้จัก
ผมเคยบอกกับเจ้าของตู้เย็น*ว่าชอบไปยืนดูตู้ใส่หนังสือประมูลเป็นกระจกใสด้านบนที่ติดตามผนัง
และที่นี่มีหนังสือให้เลือกมาก แม้แต่ในเรื่องเดียวกันก็หลากหลายฉบับจากสำนักพิมพ์ดี
แต่มีเรื่องหนึ่งที่รู้สึกแปลก
คือร้านนี้มีคนเฝ้าหนังสือใส่ชุดสีน้ำตาลหลายคน
เธอหัวเราะแล้วบอกว่าไม่รู้สึกเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะทุกคนยิ้มแย้มน่ารักดี
ผมก็รู้ว่าเขาน่ารักและผมเองที่เป็นประสาท
พูดถึงร้านหนังสือก็นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งผมชอบมาก หนังมีชื่อว่า 84 Charing
Cross Road ซึ่งสร้างมาจากหนังสือของ Helene Hanff ในหนังเป็นเรื่องของเฮลีน
นักเขียนชาวอเมริกันที่สั่งหนังสือจากร้านหนังสือมือสองชื่อร้าน
Marks&Co.ในอังกฤษ คนที่ดูแลคอยจัดส่งหนังสือให้คือ แฟรงค์
(รับบทโดยแอนโทนี ฮอปกินสมัยที่แม่บอกว่าเท่) ทั้งสองติดต่อกันทางจดหมาย
จากที่ติดต่อกันในเรื่องธุรกิจ
ก็กลายเป็นถามสารทุกข์สุขดิบและเป็นเพื่อนสนิทกันในที่สุดโดยไม่เคยมีโอกาสได้เจอกันสักครั้ง
จนยี่สิบปีให้หลัง
เฮลีนเพิ่งมีโอกาสได้ไปเยือนร้านหนังสือเลขที่แปดสิบสี่บนถนนชาริ่งครอสส์
แต่เมื่อไปถึงปรากฎว่าไม่มีแฟรงค์และร้านถูกปิดไปแล้ว
จะว่าไปร้านหนังสือไหนๆก็ดีทั้งนั้น ขอให้มีคนอ่าน คนเขียน
คนรักหนังสือและหนังสือก็พอ โลกคงน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ
***
หมายเหตุการอ่าน: เร็วๆ นี้ผมได้ไปร้านหนังสือ เนื่องจากมีคนน่ารักสองคนแนะนำให้หา A
Wild Sheep Chase ของมูราคามิมาอ่าน ผมเลยอ่าน Hard-Boiled Wonderland
ต่ออีกเล่มหนึ่ง
เทพนิยายตามล่าแกะระห่ำที่มีดาวสีครีมแปะอยู่กลางหลังเป็นหนังสือที่น่ารักและสนุกมาก
โดยเฉพาะเรื่องของอาจารย์แกะและมนุษย์แกะ
ตัวหนังสือเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกและความลึกของตัวละคร
แต่ในทางกลับกันปริศนายูนิคอร์นทำได้น่าผิดหวัง
ผู้เขียนเล่าเรื่องแบบโมโนโทนและเยิ่นเย้อ แรกๆก็อ่านสนุกดี
แต่พอนานไปเหมือนกระดาษแข็งที่หนาถึงสี่ร้อยหน้า
ในเรื่องตัวละครตัวเดียวที่ดูมีชีวิตชีวาที่สุดคือ The shadow
ซึ่งเป็นเงาของพระเอก
เรื่องนี้อาจเป็นผมเองที่อ่านหนังสือของเขาติดกันจึงอดเปรียบเทียบไม่ได้
แต่งานของมูราคามิยังมีคุณค่าน่าอ่านให้ครบทุกเล่มอยู่ดี
Hard-boiled Wonderland and the End of the World: Haruki
Mirakami, Translated by Alfred Birnbaum, ISBN 0-452--26516-9 Vintage
(1993) 400 pages $13.00
A Wild Sheep Chase: Haruki Mirakami, Translated by Alfred
Birnbaum ISBN 0-452--26516-9 A Plume Book, (1990) 300 pages $12.95
|