| จิตใจและความใฝ่ฝันของ คริสโตเฟอร์ บูน |
| เฟย์ |
เชอร์ล็อก โฮล์ม กล่าวไว้ว่า "โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ ที่เห็นได้ชัดเจน แต่กลับไม่มีใครสังเกต"
แต่คริสโตเฟอร์วัย 15 ปี สังเกตทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว หากเราอยู่ที่เดียวกับเขาและมองเห็นทุ่งและฝูงวัว คริสโตเฟอร์จะเห็นว่ามีวัว 19 ตัว 15 ตัวสีขาว-ดำ 4 ตัวสีขาว-น้ำตาล ถ้าถามเขาว่าวัวหน้าตาเป็นอย่างไร เขาจะถามว่าวัวตัวไหน เพราะเขาจดจำวัวแต่ละตัวจนวาดรูปให้ดูได้ เขาจำกระทั่งลวดลายสีสันและมันหันหน้าไปทางไหน คริสโตเฟอร์เป็นเด็กออทิสติก เขาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในรายละเอียดที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็น โลกของเขาจึงเป็นโลกใบที่ทั้งมหัศจรรย์และแปลกแยก ความพิเศษแรกที่ผู้อ่านสัมผัสได้จากคริสโตเฟอร์คือภาษาที่เขาใช้ เป็นภาษาที่ชัดเจน กระชับ เที่ยงตรง ไม่มีส่วนเกินที่ไม่จำเป็น ดังประโยคแรกของหนังสือ "ขณะนั้นเวลาเที่ยงคืนเจ็ดนาที" นั่นเพราะคริสโตเฟอร์มีความนึกคิดอย่างนักคณิตศาสตร์ มีการใช้เหตุผลตามหลักตรรกศาสตร์ตลอดเวลา และมีนิสัยที่ต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเวลาไหนอย่างเที่ยงตรง ดังนั้นหากถามอายุ คริสโตเฟอร์จะตอบว่า 15 ปี 3 เดือน 2 วัน ความนึกคิดเช่นนี้ทำให้เขาไม่สามารถทำตามคำสั่งได้ เพราะผู้คนมักออกคำสั่งที่สับสนหรือไร้เหตุผล เช่นบอกให้เขาเงียบๆ โดยไม่บอกว่าให้เงียบนานแค่ไหน คำสั่งที่คริสโตเฟอร์จะทำตามได้ต้องละเอียดชัดเจน เสมือนคำสั่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทีเดียว เขาชอบคณิตศาสตร์มาก และเป็นอัจฉริยะในการคำนวณเลข เขาสามารถบอกจำนวนเฉพาะทุกตัวได้จนถึง 7,057 ตัวเลขเป็นดังเพื่อนที่เขาหันเข้าหายามสับสนหรือหวาดกลัว เช่นการเอาสองคูณกันไปเรื่อยๆ หรือการแก้สมการกำลังสอง หรือการเล่นเกมคณิตศาสตร์ยากๆ ในหัว เป็นหนทางช่วยให้จิตใจเขาสงบขึ้น คริสโตเฟอร์มีความจำเป็นเลิศ ความทรงจำของเขาเหมือนภาพยนตร์ในแผ่นดีวีดี ซึ่งสามารถกดเลือกฉากที่ต้องการ และกดปุ่ม "หยุด" ได้ รวมถึงค้นหาได้ด้วย การใช้ชีวิตของเขาคือการบันทึกภาพยนตร์นี้ เขาจดจำย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ตัวเองอายุ 4 ขวบ คริสโตเฟอร์คิดว่าที่จำเรื่องก่อนหน้านั้นไม่ได้เพราะยังมองโลกไม่ถูกวิธี จึงไม่ได้บันทึกอย่างถูกต้อง (คิม พีค ผู้เป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง Rain Man จดจำย้อนหลังกลับไปได้ตั้งแต่ตนเองอายุขวบครึ่ง) ดังนั้นแม้ว่าวันที่เราไปดูวัวในทุ่งกับคริสโตเฟอร์จะเป็น 7 ปีที่แล้ว เขายังสามารถวาดวัวได้ หากเราบอกได้ว่าจะให้วาดตัวไหน แต่เนื่องจากเขา "เห็น" รายละเอียดของทุกสิ่ง โลกนี้จึงเป็นความซับซ้อนน่าพรั่นพรึง เขาไม่ชอบสถานที่แปลกหน้าเพราะมีอะไรให้เห็นมากเกินไป สมองเขาประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ไม่ทันและจะปิดการทำงาน นอกจากนั้น คริสโตเฟอร์มีตารางเวลาที่เคร่งครัด เช่นต้องดื่มน้ำผลไม้เวลานี้ทุกวัน การไปสถานที่แปลกหน้าเป็นการรบกวนตารางเวลา และทำให้เขาไม่สบายใจอย่างยิ่ง ที่เขาไม่ชอบอีกอย่างคือผู้คน คริสโตเฟอร์ชอบอยู่คนเดียวที่สุด ความฝันหนึ่งของเขาคือคนบนโลกนี้ตายหมด เหลือแต่คนแบบเขา การต้องอยู่ในที่มีคนมากๆ ทำให้เขากลัวและกังวล โดยเฉพาะเมื่อเขาไม่ชอบให้ใครแตะต้องตัว หากใครถูกตัวเขาจะชกทันที พ่อแม่มีวิธีแสดงความรักและกอดเขาโดยการยกมือขึ้น กางนิ้วทั้งห้าออก แล้วสัมผัสปลายนิ้วทั้งห้ากับปลายนิ้วของคริสโตเฟอร์ สิ่งมีชีวิตอื่นที่คริสโตเฟอร์จะสัมผัสแตะต้องมีแต่สัตว์เท่านั้น หากคริสโตเฟอร์พูดจากับเรา เขาจะไม่สบตาและไม่มองหน้า เขาไม่ชอบมองหน้าคนเนื่องจากดูแล้วสับสน ใบหน้าผู้คนเปลี่ยนแปลงรวดเร็วตลอดเวลา เขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าสีหน้าต่างๆ หมายความอย่างไร เพราะคริสโตเฟอร์รับรู้ทุกรายละเอียด แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงรายละเอียดเป็นภาพรวม ดังคนที่เห็นใบไม้ทุกใบแต่ไม่อาจเห็นเป็นต้น ความสามารถพิเศษของเขาจึงเป็นข้อจำกัดไปด้วย แต่ความนึกคิดอย่างนักวิทยาศาสตร์ทำให้โลกของเขาน่าอัศจรรย์ไม่น้อย เช่นในเรื่องความตาย เขารู้ว่าเมื่อกระต่ายที่เลี้ยงไว้ตายและถูกเอาไปฝัง โมเลกุลจะเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเลกุลอื่น ไปสู่ดิน หนอน และพืช กระต่ายจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของดอกไม้ ของต้นแอ๊ปเปิ้ล และพุ่มไม้ในสวน เขารู้ว่าเมื่อเผาศพแม่แล้ว ควันบางส่วนลอยสู่อากาศ "บางครั้งผมมองฟ้า คิดว่ามีโมเลกุลของแม่บนนั้น หรือในเมฆเหนืออัฟริกา หรือแอนตาร์กติก หรือตกเป็นฝนในป่าฝนที่บราซิล หรือเป็นหิมะในบางที่" ช่างเป็นความคิดที่สวยงามดังบทกวีอะไรเช่นนี้ เขาเรียนหนังสือในโรงเรียนสำหรับเด็กที่ต้องการความดูแลพิเศษ ใฝ่ฝันเป็นนักบินอวกาศ เพราะชอบเครื่องยนต์และชอบอยู่ในที่แคบตามลำพัง ห่างไกลจากโลกมนุษย์ เขารู้ว่าฝันนี้ไม่อาจเป็นจริงได้เพราะสายตาสั้น แต่ถึงอย่างนั้น คริสโตเฟอร์บอกว่าเรายังหวังถึงบางสิ่งได้ไม่ใช่หรือ แม้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นยากก็ตาม ความฝันของคริสโตเฟอร์ดีงามเพียงใดเล่า มีเด็กอื่นบอกว่าไม่มีใครให้ปล่อยเด็กทึ่มอย่างเขาเป็นนักบินอวกาศหรอก แต่เขาจะพิสูจน์ว่าตัวเองไม่โง่ วันหลังเขาจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบแล้วจะทำงานได้เงินมากๆ เพื่อมีเงินจ้างคนให้มาดูแลเขา เขาอาจจะแต่งงานก็ได้ เพื่อมีภรรยามาดูแล จะได้มีเพื่อนและไม่ต้องอยู่คนเดียว อยากชวนไปรู้จักคริสโตเฟอร์ในหนังสือดีมากเรื่องนี้ คุณจะประทับใจและรักเขา นี่เป็นครั้งแรกที่มีหนังสือบอกเล่าความคิดจิตใจของเด็กออทิสติกให้เราเข้าใจได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนั้นเนื้อเรื่องยังอ่อนหวานจับใจ เขียนดีจนได้รางวัลต่างๆ นับไม่ถ้วน ผู้คนยกย่องว่าเป็นหนังสือดีที่สุดเล่มหนึ่งของปี ค.ศ. 2003 และกำลังจะกลายเป็นหนังมีกำหนดฉายปีนี้ อยากให้ไปรู้จักคริสโตเฟอร์ในหนังสือก่อนที่เขาจะกลายเป็นภาพในหนัง เพราะคุณจะรู้จักเขาอย่างดีที่สุดได้แต่จากการอ่านเท่านั้น หมายเหตุ ขอแนะนำให้ผู้ที่ไม่ติดขัดไปอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ เนื่องจากเสียดายยิ่งที่ฉบับแปลไทยไม่อาจถ่ายทอดน้ำเสียงของคริสโตเฟอร์ได้ คริสโตเฟอร์คิดอย่างนักคณิตศาสตร์ ความฉลาดนี้ถ่ายทอดเป็นการใช้ภาษาพิเศษน่าจดจำที่สุดกรณีหนี่งในโลกวรรณกรรม ภาษาเขา "ไม่เด็ก" ไม่ใช้คำไม่จำเป็นแม้แต่คำเดียว ในขณะที่คริสโตเฟอร์ฉบับแปลใช้ภาษาเด็กๆ ค่อนไปทางน่ารักและมีคำส่วนเกินรกเรื้อ จึงไม่เห็นภาษาที่กระชับเที่ยงตรง และไม่อาจรู้สึกได้เลยว่าภาษาเขาโดดเด่นเพียงใด หากแปลหนังสือไทยกลับเป็นอังกฤษจะได้ระดับภาษาที่ผิดกันมากจากต้นฉบับเดิม (หากฉบับแปลเพียงตัดถ้อยคำส่วนเกินออก เช่น ซะ ฮะ นะฮะ หรอกฮะ มั่ง เนี่ย ก็ เลย แหละ จะตายไป ยังไง น่าจะทำให้เข้าใกล้น้ำเสียงคริสโตเฟอร์ขึ้นได้อีกมาก) ชื่อหนังสือ The Curious Incident of the Dog in the Night-time ผู้เขียน Mark Haddon
ฉบับแปล คดีฆาตกรรมหมาในยามราตรี แปลจากภาษาอังกฤษโดย วลีพร หวังซื่อกุล
* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนในหนังสือ นิตยสาร ฅ คน ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๕๐
Copyright © 2007 faylicity.com |
| . |
๑ เมษายน ๒๕๕๐ |