| ผี |
| นิธิ เอียวศรีวงศ์ |
คุณดวงตา ตุงคะมณี เล่าว่า หลังจากที่เธอนำเรื่องบ้านผีสิงแห่งหนึ่งมาออกทีวีแล้ว ก็ปรากฏว่าแก๊งวัยรุ่นพากันไปสำรวจตรวจสอบบ้านแห่งนั้น และทดสอบความกล้าของตนเองไปพร้อมกัน เพราะมีการตะโกนร้องท้าทายให้ผีปรากฏตัวออกมา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันรายงานข่าวตรงกันว่า กลุ่มวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่กำลังนิยมแฟชั่น "ล่าผี" เขาลือกันว่าที่ไหนมีผีดุ เป็นต้องแห่กันไปพิสูจน์ จากการสัมภาษณ์วัยรุ่นที่ออกล่าผีเหล่านี้ พบว่า ที่ไปกันก็เพราะอยากพิสูจน์ว่าผีมีจริงหรือไม่ นับว่าเป็นแฟชั่นที่แปลกดีนะครับ นักสังคมวิทยาท่านหนึ่งอธิบายว่า แฟชั่นนี้เป็นเรื่องปรกติ เพราะเด็กในวัยนี้ย่อมสนใจสิ่งที่แปลกใหม่ นอกจากนี้ เธอยังกล่าวว่า "เด็กรุ่นนี้จะรู้สึกว่าเรื่องผีเป็นเรื่องน่าท้าทาย เป็นเรื่องใหม่ เขาจึงอยากจะหาข้อเท็จจริง... เด็กสมัยใหม่จะไม่ยอมเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติเหมือนคนสมัยก่อน" พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เด็กรุ่นใหม่ไม่เชื่อเรื่องผีเสียแล้ว ใครบอกว่ามีผีก็ต้องขอลองพิสูจน์ดู ผมฟังดูก็เหมือนกับว่าเด็กรุ่นใหม่ของไทยเรานี้เหมือนเด็กฝรั่งนะครับ คือ ตั้งแต่เล็กแต่น้อย ไม่มีใครที่กลัวผี สอนหรือแนะให้เชื่อว่ามีผีอยู่ในโลกนี้ ถ้าจะมีใครพูดเรื่องผี ก็พูดกันในเชิงเหมือนเป็นเรื่องเล่นพอๆ กับเรื่องนางฟ้าเทวดา ความรู้สึกกลัวผีจึงไม่มีในจิตใจ แสดงว่าความกลัวผีนี้เป็นวัฒนธรรม ไม่ใช่ธรรมชาติที่มีติดตัวมาแต่กำเนิด ต้องเรียนรู้ถึงสามารถกลัวผีเป็น ในหมู่คนที่เชื่อเรื่องผีหรือกลัวผี จะให้ไปท้าทายผีอย่างนั้น ไม่มีใครอยากทำแน่ แต่ยังมีคนที่เชื่อเรื่องผีโดยไม่กลัวผี จะกล้าทำอย่างนั้นหรือไม่? ผมได้พบคนที่เชื่อเรื่องผีแต่ไม่กลัวผีมามาก ทั้งนี้เพราะคนไทยในสมัยหนึ่งล้วนเชื่อเรื่องผีกันเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่น้อยคนที่จะเรียกได้ว่ากลัวผี ถึงเชื่อว่าผีมีจริง เขาก็ไม่กลัวผี เพราะรู้วิธีจัดการกับผีที่ไม่ดีได้หลายอย่าง นับตั้งแต่ท่องคาถาไปถึงทำอะไรที่หยาบคาย ซึ่งผีไม่ชอบ คล้ายๆ กับคนที่ไม่กลัวงู ถึงแม้จะเชื่อว่างูมีพิษร้ายแต่ก็ไม่กลัว เพราะรู้วิธีจัดการกับมันได้หลายอย่าง ผมอยากเดาใจคนเหล่านั้น ซึ่งเชื่อเรื่องผีแต่ไม่กลัวผี ว่าให้เขาไปท้าทายผีอย่างนั้น เขาคงไม่เอา แต่ไม่ใช่เพราะกลัวผี เท่ากับว่าเห็นผีเป็นสัตว์อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ควรไปรบกวนมัน เพราะเขาก็อยู่ของเขาดีๆ จะไปกวนเขาทำไม ในวัฒนธรรมไทยสมัยก่อน เชื่อเรื่องผีอย่างแน่นแฟ้น แต่คนไทยสมัยก่อนคงไม่ค่อยกลัวผีกันนัก เพราะไม่เห็นมีนิยายผีในวรรณกรรมไทยสักเรื่องเดียว ผมเข้าใจว่านิทานผีที่เก่าแก่ที่สุดในวัฒนธรรมไทย คือเรื่องแม่นาคพระโขนง ตามความเข้าใจของผม นิทานเรื่องนี้ก็ไม่สู้จะเก่านัก น่าจะเริ่มเล่ากันในสมัยรัชกาลที่ ๕ มาแล้วเท่านั้น แม่นาคอาจจะเป็นผีตายทั้งกลมที่มีมาก่อนหน้าจะเป็นนิทาน แต่เรื่องเล่าที่ว่าผีแม่นาคเที่ยวหลอกหลอนผู้คนด้วยความหึงหวงผัวนั้น ผมเข้าใจว่าต้องเล่ากันในสมัยหลังลงมา คือในสมัยรัชกาลที่ ๕ แล้ว มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ผมเข้าใจเช่นนี้ แต่จะไม่พูดถึงละครับ นอกจากเหตุผลเพียงอย่างเดียวที่เกี่ยวกับเรื่องที่ผมอยากนำมาคุยในครั้งนี้ นั่นคือ ผีที่เคยมีในวัฒนธรรมไทยมาแต่โบราณนั้น มักไม่ได้มีลักษณะเป็นบุคคล ถึงอาจจะมีประวัติของผีตัวนั้นๆ ก่อนที่จะเป็นผีบ้าง ก็เป็นประวัติแบบอภินิหารเชิงนิทานทั้งสิ้น ไม่มีที่เป็นเรื่องของคนธรรมดา เช่น นางนาค แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นผีที่ไม่มีประวัติ และในหลายกรณีไม่มีแม้แต่ชื่อ เช่น ผีป่า ผีขุนน้ำ ผีเรือน ฯลฯ ล้วนแต่ไม่มีชื่อ ถามว่าเป็นผีของบุคคลผู้ใด ก็ไม่มีใครตอบได้ แม้แต่ผีเรือนซึ่งคือผีบรรพบุรุษ ไปถามว่าคือตาดำแม่แดงที่ตายไปแล้วใช่หรือไม่ คนที่เชื่อและบูชาผีเรือนก็บอกว่าไม่ใช่ แต่หมายถึงบรรพบุรุษรวมๆ เป็นนามธรรมทั้งหมด แม้แต่ผีเลวๆ เช่น ผีกระสือ กระหัง หรือผีปอบ ก็ไม่มีชื่อ ได้แต่เข้าสิงคนธรรมดาที่มีชื่อเท่านั้น ผีในวัฒนธรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นผีดีหรือผีเลว มีลักษณะเป็นนามธรรม ไม่ได้เป็นบุคคล ส่วนใหญ่ของผีไทยเป็นผีดี (กล่าวคือ ไม่นับผีกเฬวราก ซึ่งเที่ยวเกะกะก่อความรำคาญแก่มนุษย์ เช่น ผีกระสือ) นั่นก็คือ มีหน้าที่ในทางสังคมที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ถ้าเราแบ่งกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ต้องปฏิบัติออกเป็นสองอย่าง คือ กฎเกณฑ์ทางศาสนา เช่น ทำบุญสุนทร์ทาน มีความเมตตากรุณา รักษาศีล ฯลฯ ทั้งหมดนี้มีพระและคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นตัวกำกับ แต่มนุษย์ยังจำเป็นต้องรักษากฎเกณฑ์ในทางสังคมอีกด้วย จึงสามารถมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข เช่น เป็นลูกสาวก็ไม่ชิงสุกก่อนห่าม ได้เสียกับผู้ชายเสียก่อน ทางน้ำตามธรรมชาติก็ไม่ควรไปทำลายเสีย เพราะให้ประโยชน์ร่วมกันกับผู้อื่นในชุมชน สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสมบัติกลางของสังคมก็ต้องถนอมรักษาไว้ ฯลฯ เป็นต้น ในวัฒนธรรมไทย ผู้ที่กำกับกฎเกณฑ์ทางสังคมเหล่านี้คือ ผี ดังเช่น หากลูกสาวไปลักลอบได้เสียกับผู้ชาย ผีเรือนก็จะทำให้ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเจ็บป่วย หากยังไม่ทำพิธีเสียผีให้ถูกต้อง ก็อาจทำให้ถึงตายได้ การทำลายทางน้ำตามธรรมชาติก็จะถูกผีขุนน้ำหรือผีน้ำลงโทษให้เกิดวิบัติต่างๆ เป็นอุบาทว์อย่างหนึ่ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสมบัติกลางที่สำคัญล้วนมีผีอยู่ดูแลรักษาทั้งสิ้น ใครไปละเมิดหรือไปเอามาเป็นของตนก็จะถูกผีลงโทษอีกนั่นเอง ผีในวัฒนธรรมไทยจึงเป็นผู้รักษากฎเกณฑ์ทางสังคม และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่น่ากลัวด้วยการวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น เหมือนผีในหนังไทยปัจจุบัน ผีเป็นสิ่งที่ต้องยำเกรง คือปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่มีผีคอยกำกับอยู่ ผีมากลายเป็นวิญญาณของบุคคลที่เคยมีชีวิตอยู่ และเที่ยวอาละวาดเอากับใครต่อใครโดยไม่มีเหตุอันควรนั้น เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สมัยใหม่แล้ว หรือก็รับความคิดอย่างนี้จากสังคมอื่น เช่น จากฝรั่ง เท่านั้น ด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงเห็นว่า แม้แต่ความกลัวผีนั้นเองก็เป็นวัฒนธรรมใหม่ของไทย เพิ่งเกิดขึ้นก็คงราวหลังรัชกาลที่ ๕ ลงมานี้เอง และก็เป็นแฟชั่นอยู่ได้เพียงร้อยปี ตอนนี้เราก็เป็นฝรั่งมากขึ้นไปอีก จนจะไม่กลัวผีกันแล้ว หรือเลิกแฟชั่นนั้นไป คนที่ชอบสั่งคนอื่นว่า ห้ามไม่ให้เล่าเรื่องผีให้ลูกฟัง เพราะไม่ต้องการให้ลูกเป็นเด็กงมงาย ล้าสมัย หรือกลัวผี ที่จริงแล้วก็ไปโทษคนไทยโบราณเปล่าๆ ปลี้ๆ เพราะคนโบราณเขาไม่กลัวผี ส่วนความเชื่อผีแบบโบราณนั้น จะนับเป็นความงมงายหรือไม่? อันนี้ต้องคิดดูให้ดีๆ คนไทยโบราณรักษาสังคมของเขามาให้สงบเรียบร้อยได้โดยไม่มีใครเอาเปรียบสังคมจนเกินไป เช่น ยึดเอาป่าไปเป็นของตัว หรือแอบตัดไม้ทำลายป่า ถมคลองหรือห้วยสาธารณะทิ้ง ฯลฯ ก็เพราะเชื่อในเรื่องผี เกรงว่าขืนไปทำเข้าก็จะประสบความวิบัติต่างๆ ถ้าความเชื่อเรื่องผีขัดกับวิทยาศาสตร์จนรับไม่ได้ ก็ต้องสร้างสิ่งอื่นขึ้นมาแทนที่ผี เพื่อช่วยรักษาบ้านเมืองให้สงบสุขต่อไป และสิ่งที่สร้างขึ้นมาแทนนั้น ก็ต้องมีประสิทธิภาพเหมือนกับความเชื่อเรื่องผีด้วย นั่นก็คือ ต้องสร้างกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์และมีประสิทธิภาพ น่าเสียดายที่คนไทยปัจจุบันเลิกเชื่อผีเสียแล้ว แต่เราก็ไม่ได้สร้างระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาแทนที่ ฉะนั้นเราจึงสูญเสียผีไปโดยไม่มีอะไรอื่นมาทดแทน สิ่งที่เราได้มาเวลานี้คือ คนรุ่นใหม่ที่เที่ยวไปรังควานบ้านผู้คนยามดึกยามดื่นโดยไม่เคารพต่อความเป็นส่วนตัวของเขา และแน่นอนว่า ไม่เคารพกฎหมายด้วย ป่าที่ถูกทำลาย สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลถูกละเมิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐเอง สมบัติกลางถูกผู้คนริบไปเป็นของตน ฯลฯ เพราะเราเลิกงมงายกันหมดแล้ว ความวิบัติของสังคมเราทุกวันนี้ เกิดจากการที่เราเชื่อเรื่อง "เหนือธรรมชาติ" นะครับ ไม่ใช่ไม่เชื่อ เพียงแต่ว่าเชื่อเฉพาะตัวกูเท่านั้นที่อยู่เหนือธรรมชาติ ในขณะที่คนโบราณเขาเชื่อในสิ่งอื่น ไม่ใช่ตัวเขาที่อยู่เหนือธรรมชาติ เขาจึงนอบน้อมต่อกฎเกณฑ์ของธรรมชาติและสังคมเป็น
บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในเทรนดีแมน ในคอลัมน์ Cultural Review ที่นิธิกล่าวว่า "ผมจึงพยายามหยิบเอาปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่พบเห็นในสังคมไทยปัจจุบันขึ้นมาอธิบาย" นิธิเป็นนักวิชาการที่เขียนบทความได้น่าอ่านและน่าทึ่งอยู่เสมอ ในเล่มประกอบด้วยบทความดังรายชื่อท้ายหน้านี้ "ผมอาจจะง่ายกว่าคนเขียนเรื่องสั้นอะไรพวกนี้นะ ผมเชื่อว่าบทความต้องมีประเด็นที่นำเสนอ ถ้าไม่มีประเด็นคือเขียนอะไรไม่ได้ วิธีเขียนหนังสือของผมก็คือว่า ไม่ว่าจะเป็นเล่มบางๆ บทความชิ้นเดียว หรือหนังสือทั้งเล่มหนาๆ ก็ตามแต่ ผมจะคิดประเด็นให้ชัด ถ้าเป็นหนังสือหนาๆ ทางวิชาการ ผมจะตรวจสอบ ผมจะตรวจสอบหลักฐาน หาคำตอบที่ต้องการจนได้ประเด็นที่ชัด และจึงลงมือเขียน บทความก็เหมือนกัน เขียนไปคิดไปไม่มีทางดี คุณต้องคิดประเด็นของคุณให้ชัด แล้วคุณจึงคิดว่า จะวางเรื่องอย่างไรจึงจะไปสู่ประเด็นนั้นได้ดีที่สุด . . . แต่ละครั้งในการเขียนใช้เวลาไม่นาน แต่เวลาคิดนี้อาจจะนาน" ยุคสมัยไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ยุคสมัยไม่เชื่ออย่าลบหลู่
|
| . |
๒๕ กันยายน ๒๕๔๕ |