* home   ชั้นหนังสือ : เรื่องเล่า
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
Gatsby
Fay


เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรัก จึงอยากเขียนถึงหนังสือเรื่องรักที่เป็นที่รัก เราคงมีหนังสือเรื่องรักในดวงใจหลายเรื่อง และการบอกว่าเล่มใดถูกใจที่สุดคงตอบได้ยาก เพราะเรื่องรักก็เปลี่ยนไปตามอายุ แต่เรื่องรักล่าสุดที่จับใจฉันนักคือหนังสือชื่อ The Great Gatsby

The Great Gatsby เป็นหนังสือที่ภาษาสวยมาก ประโยคทุกประโยคมีความหมายและคุณค่า ฉันไม่เคยอ่านหนังสือเล่มไหนที่รู้สึกว่าทุกประโยคมีพลังและขาดเสียไม่ได้อย่างนี้มาก่อน F Scott Fitzgerald ผู้เขียนช่างประดิษฐ์บรรจงกับคำทุกคำที่ใช้ หากหนังสือเล่มนี้จะเป็นภาพเขียน ก็เป็นภาพที่สวยงามจับใจ และยังทำให้ผู้ได้เห็นต้องพินิจทุกรอยแปรงของจิตรกรด้วยความทึ่ง ฟิทซเจอรัลด์ประหยัดถ้อยคำมาก และผู้อ่านมักจะไม่ได้รับรู้ในทุกรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เขาก็สามารถเผยความรู้สึกและอารมณ์ในเรื่องให้เข้าใจได้หมดจด หัวใจของฉันพลอยผูกพันและสุขเศร้าไปกับหัวใจของแกสบี้ ถึงแม้นิยายเรื่องนี้จะให้ความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าเรื่องของหัวใจ แต่ฉันก็จะจดจำเรื่องนี้ไว้ว่าเป็นเรื่องรักที่น่าประทับใจ

หนังสือเล่มนี้เกือบจะไม่ได้ใช้ชื่อนี้ หากสำนักพิมพ์มิได้ทักท้วงผู้แต่งแล้ว หนังสือเล่มนี้คงอยู่ในชื่อ Under the Red, White and Blue สีสันของธงชาติที่ผู้เขียนตั้งขึ้นเพื่อสะท้อนเนื้อหาที่เกี่ยวกับความใฝ่ฝันของอเมริกันชน หรือไม่ก็เป็น Ash Heaps and Millionaires หรือ High-Bouncing Lover แต่สำนักพิมพ์เห็นว่าชื่อเหล่านี้ไม่น่าจูงใจ จึงได้เปลี่ยนเป็น The Great Gatsby แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม แกสบี้ที่ยิ่งใหญ่ก็เปิดตัวได้ไม่ยิ่งใหญ่สมชื่อ หนังสือเล่มนี้วางขายครั้งแรกวันที่ 10 เมษายน 1925 และขายไม่ดีเอาเสียเลย ร้านหนังสือก็ไม่เก็บหนังสือเล่มนี้ไว้ในสต็อค หนังสือที่ถือเป็นคลาสสิคในปัจจุบันเล่มนี้ไม่ได้รับการยอมรับ จนกระทั่งในช่วงทศวรรษ 1950 ซึ่งในตอนนั้นผู้เขียนก็เสียชีวิตไปแล้ว ฟิทซเจอรัลด์ที่รักหนังสือเล่มนี้มากไม่มีวันได้รู้ว่าผู้คนมากมายจะรักหนังสือเล่มนี้เช่นกัน เพราะเมื่อเจ็ดสิบห้าปีก่อน รูปการณ์ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเป็นเช่นนี้แม้แต่น้อย

ฟิทซเจอรัลด์เริ่มโครงการเขียนหนังสือเล่มนี้ในปี 1923 โดยบอกกับเอดิเตอร์ของเขาว่า "ผมอยากจะเขียนถึงอะไรใหม่ๆ ถึงสิ่งที่พิเศษและงดงาม ดูเรียบง่ายแต่มีรูปแบบสลับซับซ้อน" ในปีเดียวกันนั้น ฟิทซเจอรัลด์อุทิศเวลากับการทำละครเรื่องหนึ่งของเขาที่ลงเอยด้วยความล้มเหลวหมดท่า ต้องเป็นหนี้สินและทำงานตัวเป็นเกลียว เขียนเรื่องลงนิตยสารเพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้ เขาขมขื่นใจอย่างยิ่งที่ต้องเขียนเรื่องราวไร้คุณค่าเพื่อเงินเช่นนี้ และกล่าวว่าทำให้หัวใจเขาแทบสลายทีเดียว ฟิทซเจอรัลด์เริ่มเขียนแกสบี้ในปีต่อมา เขียนอย่างทุ่มเทจินตนาการเต็มความสามารถ เมื่อเขียนจบ ฟิทซเจอรัลด์ก็เชื่อมั่นว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือดี อยู่ที่ว่าคนอื่นๆ จะเห็นหรือไม่เท่านั้น

วันที่หนังสือเล่มนี้วางขาย ฟิทซเจอรัลด์ก็อยู่ไม่สุขเลยทีเดียว เขาเพียรตามข่าวคราวว่าเสียงตอบรับต่อหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างไร แต่เมื่อเสียงตอบรับมาถึง ข่าวคราวนั้นก็ไม่น่ายินดีนัก ถึงแม้จะมีนักอ่านจำนวนมากเห็นว่าแกสบี้เป็นหนังสือที่ดี และนักเขียนอย่าง T.S. Eliot, Edith Wharton จะเขียนจดหมายชมเชยมาให้เป็นการส่วนตัว แต่เสียงของนักวิจารณ์ที่ออกสู่สาธารณะนั้น ไม่เป็นไปในทางชื่นชมหรือเห็นคุณค่าของแกสบี้เลย มีคำวิจารณ์ว่า "ดูเผินๆ ก็วิเศษและมีไหวพริบมาก แต่ยังไม่ใช่งานของนักเขียนที่ฉลาดและมีวุฒิภาวะ" บ้างก็บอกว่าเป็นหนังสือไม่มีชีวิตชีวา และไม่น่าเป็นงานที่จะมีคุณค่าอ่านได้ในวันข้างหน้า บ้างก็ว่าเป็นงานไร้ค่าชิ้นล่าสุดของฟิทซเจอรัลด์ ยอดขายของแกสบี้ก็พลอยตกต่ำไปด้วย แกสบี้ตีพิมพ์ครั้งแรก 20,000 เล่ม และตีพิมพ์ครั้งที่สอง 3,000 เล่ม ยอดขายนั้นน้อยขนาดที่ว่าแม้แต่ในปี 1940 ที่ฟิทซเจอรัลด์เสียชีวิต สำนักพิมพ์ก็ยังมีหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งที่สองหลงเหลืออยู่ในโกดังเพราะขายไม่ออก โมเดิร์นไลบรารีเคยจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ แต่ก็ต้องยกเลิกไปเพราะขายไม่ค่อยได้ ฟิทซเจอรัลด์ไม่รู้ว่าอีกเจ็ดสิบห้าปีต่อมา แกสบี้จะขายได้ 300,000 เล่มต่อปี และโมเดิร์นไลบรารีก็ไม่ได้รู้ว่าในปี 1998 หนังสือที่ต้องเลิกพิมพ์ไปนี้จะได้จัดอยู่ในลำดับที่สอง ของนวนิยายภาษาอังกฤษ 100 เล่มแห่งศตวรรษที่ยี่สิบ

แกสบีไม่ได้สาบสูญไปในคำวิจารณ์ที่ประเมินค่าให้ต่ำเกินความเป็นจริง ก็เพราะว่ายังมีนักอ่านจำนวนมากเห็นคุณค่า เสียงจากนักอ่านเหล่านี้ค่อยๆ เพิ่มจำนวน จนดังพอจะกลบเสียงวิจารณ์เก่าๆได้ ผู้คนหันมาอ่านและเห็นตรงกันว่าหนังสือเล่มนี้ดียอดเยี่ยม จนกระทั่งวันนี้ที่ความยิ่งใหญ่ของแกสบี้ไม่เป็นที่น่าสงสัยอีกต่อไป หนังสือเล่มนี้เป็นตัวแทนสะท้อนยุคสมัยที่ให้ความหมายหลายอย่าง แกสบี้อาจจะมีประเด็นที่ความไขว่คว้าของอเมริกันชนเป็นพิเศษ แต่หนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้จำกัดวัฒนธรรมของผู้อ่าน ความปรารถนาของคนเรามีพื้นฐานร่วมกันไม่ว่าจะอยู่ในวัฒนธรรมใด ที่สำคัญมากกว่าวัฒนธรรมคือความเป็นมนุษย์ และแรงดลใจของมนุษย์ที่เราทุกคนต่างก็มี ฟิทซเจอรัลด์ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ผ่านตัวแกสบี้ ให้เราได้รับรู้ความรักและความใฝ่ฝันของแกสบี้ได้อย่างเพลิดเพลินและน่าประทับใจ ข้อเสียประการใหญ่เพียงอย่างเดียวของการอ่านหนังสือเล่มนี้ก็คือเมื่ออ่านแล้ว อาจจะทำให้เราไม่สามารถอ่านเรื่องรักใดๆ ไปได้ระยะหนึ่ง เพราะเราอดจะเปรียบเทียบกันไม่ได้ และแกสบี้จะทำให้เรื่องรักอื่นๆ ดูไร้อารมณ์และไร้ความงามไปหมดสิ้น

The Great Gatsby เป็นหนังสือคลาสสิค แต่ความคลาสสิคไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าอ่าน เรื่องรักนี้น่าอ่านเพราะเขียนได้ดี ด้วยภาษาที่ไพเราะมาก ซึ่งน่าจะทำให้ประทับใจได้มากเช่นกัน สำหรับฉันแล้ว หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่เขียนได้งดงามประณีตที่สุดเรื่องหนึ่งที่ได้รู้จัก ถ้าจะถามว่าแกสบี้ยิ่งใหญ่อย่างไร ฉันคงจะตอบว่าเพราะเขาทำให้ฉันรักหนังสือเล่มนี้ และทำให้ฉันรักเขา


Copyright © 2001 faylicity.com
.

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

จากหน้าชานเรือน ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔