| เรื่องยากของความรัก |
นิตยสาร O ของโอปราห์ วินฟรีย์ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2006 ถามนักเขียนชื่อดังหลายคนว่า อะไรคือเรื่องยากเย็นที่สุดที่คุณได้เรียนรู้จากความรัก ความรัก ความสูญเสีย และการเปลี่ยนแปลง
ความจริงข้อยากเย็นที่สุดในเรื่องรักน่ะหรือ? ฉันคิดว่าต้องเป็นสิ่งนี้ ความรักให้ความหมายต่อชีวิตเรา แต่ในเวลาเดียวกัน ซึ่งบางครั้งเกิดขึ้นชนิดน่าตระหนกตกใจยิ่งนัก คือความรักทำให้เราอ่อนแอ ดังผิวหนังชั้นนอกสุดของเราถูกลอกออกไป ฉันคิดว่าฉันเจ็บปวดจริงๆ ก็แต่จากคนที่ฉันรักเท่านั้น ฉันไม่ได้หมายถึง "การนอกใจ" ที่จริงแล้วนี่อาจฟังดูแปลกเหลือแสน แต่ฉันไม่เคยถูกทรยศจากคนที่ฉันรัก หากจะพูดตามความหมายตรงตัวของคำนั้น บาดแผลลึกที่สุดในชีวิตอารมณ์ของฉันคือผลจากการสูญเสียคนที่ฉันรัก คนที่ใครก็ไม่อาจทดแทนได้ ข่าวความตายของพ่อแม่เป็นเรื่องที่สร้างความไม่สบายใจใหญ่หลวง แม้ความตายนั้นจะเตรียมใจรับไว้แล้ว แม้จะเป็นความตาย "อย่างสงบ" เมื่อพ่อแม่ฉันตาย พ่อในปี ค.ศ. 2000 แม่ในปี 2003 ฉันได้รับกล่องใหญ่ เก็บจดหมายทั้งหมดที่ฉันเขียนถึงพ่อแม่มาตลอด ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1950 ที่ฉันจากบ้านไปเรียนมหาวิทยาลัย จดหมายจำนวนมากเขียนด้วยมือ ส่วนใหญ่เล่าด้วยอุดมคติและความ "สดชื่น" ไม่คลอนคลาย ว่าฉันได้ทำอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อความสงบสบายใจของพ่อแม่ ก็เหมือนอย่างน้ำเสียงในบทสนทนาบ่อยครั้งทางโทรศัพท์ถึงบ้าน สำหรับพ่อแม่ แม้กระทั่งชราแล้ว ฉันยังเป็น "ลูกสาว" อยู่ตลอดกาล เป็นบทบาทที่ดูไม่เคยเปลี่ยนแปลงตราบที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ความเสียใจของฉันที่ต้องสูญเสียพ่อแม่ไปดูจะไม่ใช่ความรู้สึกควรค่าจะเกิดขึ้นนัก ด้วยความรู้ว่า แน่ละ เราทุกคนต้องสูญเสียพ่อแม่ ต้องเสียคนที่เรารัก นี่เป็นเรื่องปกติ เลี่ยงไม่ได้ และไม่ใช่ความ "โศกาดูร" ความทรงจำสุดเศร้าล่าสุดคือการได้รับกล่องบรรจุหนังสือของฉัน จำนวนช่างมากมาย! แต่ละเล่มจารึกด้วยความรักใคร่ว่า "แด่ แม่และพ่อ" ดังจดหมายรักถูกนำมาคืนผู้ส่ง สิ่งนี้ทำให้ฉันอ่อนแอด้วยความรู้สึกหมดหวังไร้ความหมาย ซึ่งไปไกลกว่าความเสียใจส่วนตัว "อาชีพการงาน" หมายความว่าอะไร "ประสบความสำเร็จ" หมายความว่าอะไร ในช่วงเวลาเช่นนี้ ความจริงที่ยากที่สุดเรื่องรักนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย คือว่ารักที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ปุถุชนจะจบสิ้นลง ดังที่เอิร์นเนสต์ เฮมิงเวย์ กล่าวไว้ในจังหวะอารมณ์อันไม่ค่อยเหมือนตัวเขานักว่า ทุกความรักจบลงด้วยโศกนาฏกรรม เพราะหนึ่งในคนรักจะต้องตาย คำว่า "รักโรแมนติก" นั้น โดยนิยามแล้วไม่อาจยั่งยืน เพราะมีพื้นฐานจากคำสั่งเชิงชีวภาพ สัญชาตญาณการรวมกันทางเพศเพื่อเป็นวิธีแพร่ขยายเผ่าพันธุ์ รักโรแมนติก หรือรักอีโรติก รักที่สวยหรูชนิดที่ผู้คนส่วนใหญ่มักคิดกันเมื่อได้ยินคำว่ารัก รักเช่นนี้จะต้องพัฒนาไปสู่มิตรภาพ และไปสู่ความเป็นเพื่อนที่ใส่ใจกันและกันเท่านั้น ความรักนั้นจึงจะมีโอกาสคงอยู่ยั่งยืน เราต่างรู้จักคู่รักชราที่เกาะเกี่ยวกันด้วยสายสัมพันธ์ลึกซึ้งและกลมเกลียว ดังเช่นรากต้นไม้ที่เกี่ยวกระหวัดรัดกันใต้พื้นดิน ความจริงอีกข้อในเรื่องรัก ซึ่งไม่ใช่ข้อยากเย็นแต่เป็นเรื่องให้กำลังใจ คือความรักมีรูปแบบที่คาดเดาไม่ได้ บางครั้งก็เป็นรูปแบบที่น่าประหลาดใจ ฉันประทับใจลึกซึ้งนักกับการสร้างตัวตนและจุดหมายขึ้นใหม่ ของผู้คนที่ฉันรู้จักมานานปีเมื่อเขาเข้าสู่วัยกลางคน ผู้คนส่วนใหญ่แต่ไม่ทั้งหมดเหล่านี้เป็นผู้หญิง มีลูกโตและแยกเรือนออกไปแล้ว
"ใครจะคาดเดาเรื่องนี้ได้" เราหลายคนน่าจะบอกตัวเองอย่างนี้วันหนึ่ง ในอนาคตที่เราไม่อาจหยั่งรู้ เมื่อความรักนำเราเดินทางไปแสนไกล จากจุดเริ่มต้นที่เป็นความโรแมนติก อย่าเพิ่งยุ่งน่า
หลายครั้งเวลาผมเห็นฮิวจ์ แฟนผม เดินสายหลอดไฟหรืองีบหลับบนโซฟา ความรู้สึกอยากอุ้มชูปกป้องจะถาโถมขึ้นฉับพลัน ด้วยปากที่คาบสายไฟของเขา หรือตำราอาหารศตวรรษ 19 ที่เลื่อนหล่นจากอก เขาช่างเป็นหนุ่มที่ทำให้ผมหัวใจละลาย กระทั่งทุกวันนี้ที่เราอยู่ด้วยกันมา 15 ปีแล้ว ดังนั้นผมจึงเขย่าปลุกเขาให้ตื่น หรือแอบย่องคืบคลานจากข้างหลัง เพื่อจะถูกตะเพิดออกมา "อย่ากวนน่า" เขาจะพูดอย่างนี้ "แต่ฉันรักเธอนะ" "ดีแล้ว ไปจารึกบนต้นไม้ไป" บางทีสถานการณ์กลับเป็นตรงกันข้าม เขาจะเป็นฝ่ายขาดผมไม่ได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นตอนผมกำลังคุยโทรศัพท์ทางไกล ซึ่งคู่สนทนากำลังร้องไห้ ข้างโทรศัพท์มีสมุดบันทึกวางอยู่ ซึ่งหน้ากระดาษในนั้นมีถ้อยความอวาเลนไทน์ว่า "ไสหัวไป" และ "อย่าเพิ่งงี่เง่าน่า" จากลายมือผม ผมเคยเชื่อว่าเทพเจ้าแห่งความรักแคล่วคล่องว่องไว โจมตีเป้าหมายในเวลาพร้อมเพรียงกัน ("เธอต้องการฉันเหรอ? อุ๊ย ฉันต้องการเธอยิ่งกว่าอีก!") เทพเจ้าตรงเผงเช่นนั้นตอนความสัมพันธ์ของผมและฮิวจ์เริ่มต้น แต่นับวันก็ยิ่งเชื่อถือไม่ได้ขึ้นเรื่อยๆ นี่คือความจริงข้อยากที่สุดที่ผมเรียนรู้ เมื่อกามเทพเหนี่ยวศรแผลงลงหัวใจผมแล้ว ก็ตัดสินใจไปเยี่ยมญาติเป็นเวลาหลายอาทิตย์ "แล้วแฟนผมล่ะ?" ผมถาม "เขาไม่โดนศรด้วยเหรอ?" กามเทพมองห้องถัดไปที่ฮิวจ์หลับหรือเปลี่ยนสายหลอดไฟอยู่ "วันหลังละกัน" กามเทพบอกผมแล้วชะแว้บหายตัวไป * แปลจาก What's the Hardest Thing You've Learned About Love? (2006) โดย Fay Copyright © 2007 faylicity.com |
| . |
๑๖ เมษายน ๒๕๕๐ |