* home   ชั้นหนังสือ : เรื่องแปล
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
ระฆังในฤดูใบไม้ผลิ
ยาสึนาริ คาวาบาตะ


      งานฉลองครบวาระเจ็ดร้อยปีแห่งเมืองหลวงทางพุทธศาสนาที่คามาคูระในฤดูดอกซากุระบาน ระฆังที่วัดดังกังวานตลอดวัน
      บางเวลาชินโกก็ไม่ได้ยิน ส่วนคิคุโกะนั้นดูเหมือนจะได้ยินแม้แต่ในขณะที่กำลังทำงานหรือพูด แต่ชินโกต้องคอยเงี่ยหูฟังให้ดี
      “นั่นไงคะ” คิคุโกะจะคอยบอกเขา “นั่นไง ! ระฆังตีอีกแล้วค่ะ”
      “งั้นรึ ? ” ชินโกตะแคงคอฟัง “แล้วคุณยายล่ะว่าไง?”
ยาซึมิโกะมิได้ช่วยให้สบายใจขึ้น “อ๋อ -ได้ยินซิคะ ดังหูดับตับไหม้ยังงี้!” นางกำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือพิมพ์ที่รวบรวมเอาไว้ได้ห้าวันจะให้จบในรวดเดียว
      “ดังแล้วไง ดังแล้วไง” ชินโกบอก พอได้ยินเสียทีหนี่งมันก็ง่ายที่จะติดตามเสียงตีครั้งต่อๆ ไป
      “ชอบใจใหญ่เชียวนะคะ” ยาซึโกะถอดแว่นตาออกแล้วมองดูเขา “พระท่านคงจะเหน็ดเหนื่อยแย่ สั่นระฆังทั้งวันทั้งคืนไม่ได้หยุดมือยังงี้”
      “เปล่าหรอกค่ะ ท่านให้พวกแสวงบุญเป็นคนสั่นนะค่ะ คิดเงินครั้งละสิบเยน” คิคุโกะชี้แจง “พระท่านไม่ได้สั่นเองหรอกค่ะ”
      “เข้าใจคิดนี่” ชินโกออกปากชม
      “เขาเรียกระฆังสำหรับคนตายหรืออะไรทำนองนั้นแหละค่ะ แง่มุมใหญ่ก็คือต้องการให้คนแสนล้านคนมาสั่นระฆังไงละคะ”
      “แง่มุม” ชินโกนึกขันคำที่หล่อนเลือกมาใช้
      “เสียงระฆังมันกระหึ่มวังเวงยังไงชอบกล” คิคุโกะพูด “ลูกไม่ชอบฟังเลยค่ะ”
      “ลูกว่ามันวังเวงเรอะ?”

      ชินโกกำลังนึกอยู่ว่า มันสงบและผ่อนคลายอารมณ์ดีในการที่ได้นั่งมองดอกซากุระ และฟังเสียงระฆังอยู่ภายในห้องอาหารเช้าวันอาทิตย์แห่งเดือนเมษายนเช่นนี้
      “งานฉลองเจ็ดร้อยปีนี้มันเนื่องในโอกาสอะไรกันแน่นะ?” ยาซึโกะเอ่ยถาม “บางคนว่ามันเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า บ้างก็ว่าเกี่ยวกับนิกายนิชิเรน1”
      ชินโกตอบไม่ได้
      “คิคุโกะล่ะรู้ไหม?”
      “ไม่ทราบค่ะ”
      “แปลกจริง! อยู่ในคามาคูระกันแท้ๆ ยังไม่รู้ !”
      “ในหนังสือพิมพ์มีบอกไว้มั่งหรือเปล่าล่ะคะ คุณแม่ ?”
      “อาจจะมี” ยาซึโกะส่งหนังสือพิมพ์ให้คิคุโกะ มันเรียงซ้อนกันอย่างเรียบร้อย นางดึงเอาออกไว้ฉบับหนึ่ง “แม่ว่าแม่เห็นเหมือนกันละ แต่มัวไปสะเทือนใจกับข่าวเรื่องคนแก่สองผัวเมียทิ้งบ้านไป ก็เลยลืมเรื่องอื่นหมด คุณเห็นข่าวแล้วใช่ไหมคะ?” นางถามชินโก
      “จ๊ะ”
      “ผู้อุปการะการแข่งเรือญี่ปุ่น รองประธานสมาคมแข่งเรือแห่งญี่ปุ่น” นางเริ่มอ่านข่าวนั้น แล้วกลับมาเล่าเสียเอง “เขาเป็นประธานกรรมการบริษัทหนึ่งที่สร้างเรือโบ๊ตและเรือยอชท์ เขาอายุหกสิบเก้า เมียอายุหกสิบแปด”
      “แล้วตรงไหนล่ะที่สะเทือนใจเธอนักหนา ?”
      “เขาเขียนจดหมายทิ้งไว้ ให้ลูกสาวลูกเขยและหลานๆ น่ะซีคะ หนังสือพิมพ์เอามาลงนี่ไงคะ” ยาซึโกะตั้งต้นอ่านจากหนังสือพิมพ์ ‘คนแก่หงำเหงอะ มีชีวิตอยู่ไปอย่างเหลือเดน ใครๆ ทั้งโลกเขาลืมกันหมดแล้วรึ ? อย่าเลย ! เราตัดสินใจแล้วว่าเราไม่ต้องการอยู่นานเกินไป เราเข้าใจดีถึงความรู้สึกของ ไวเคานต์ทากางิ2 คนเราควรจากไปเสียตั้งแต่ตอนที่เรายังมีคนรักใคร่อยู่ เราขอลาไป ณ บัดนี้ ในระหว่างที่ยังได้รับความรักใคร่ใยดีของครอบครัว ยังพรั่งพร้อมด้วยมิตรสหายและเพื่อนร่วมงานร่วมสำนักศึกษา’—นั่นเป็นจดหมายถึงลูกสาวลูกเขย แล้วนี่คือจดหมายถึงหลานๆ –‘วันอิสรภาพของญี่ปุ่นกำลังใกล้เข้ามา แต่หนทางข้างหน้านั้นมืดมน หากนักศึกษาผู้รู้รสความร้ายกาจโหดเหี้ยมของสงคราม จะปรารถนาสันติภาพอย่างจริงจังแล้วไซร้ ก็จงยืนหยัดจนถึงที่สุดโดยใช้วิธีไม่รุนแรงของมหาตมะ คานธี เราสองคนอยู่มานานเต็มทีแล้ว และไม่มีกำลังวังชาที่จะดำเนินหน้าไปในแนวทางที่เราเชื่อมั่นว่าถูกต้อง ขืนให้เราอยู่เรื่อย ๆไปวันๆ จนล่วงเข้า “ปีเหลือร้าย”3 แล้วละก็ ชีวิตเราเท่าที่ผ่านมาคงหมดความหมายไปเลย เราต้องการทิ้งความทรงจำไว้ให้หลานๆ รำลึกถึงเราในฐานเป็นตาแ! ละยายที่ดี เราไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน แต่ก็ต้องไป’”
      ยาซึโกะนิ่งเงียบไป
      ชินโกเบือนหน้าไปมองซากุระในสวน

      ยาซึโกะยังจับตาอยู่ที่หนังสือพิมพ์ “สองผัวเมียออกจากบ้านในกรุงโตเกียว และหลังจากไปเยี่ยมพี่สาวของฝ่ายชายในโอซากาแล้วก็หายตัวไป พี่สาวคนนี้อายุแปดสิบกว่าแล้ว”
      “เมียเขาทิ้งโน้ตไว้บ้างรึเปล่า ?”
      “อะไรนะคะ ?” ยาซึโกะเงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ
      “เมียน่ะ ทิ้งโน้ตไว้บ้างรึเปล่า ?”
      “เมีย ? ยายแก่นะรึคะ ?”
      “ก็ใช่ซี ! ถ้าผัวเมียหนีไปด้วยกัน มันก็น่าที่เมียจะทิ้งโน้ตไว้บ้างนี่นะ สมมุติว่าเธอกับฉันจะไปฆ่าตัวตายด้วยกัน เธอก็คงจะมีอะไรที่อยากจะสั่งเสียเขียนไว้บ้างหรอกนะ”
      “ไม่จำเป็นหรอกค่ะ” ยาซึโกะตอบคล่องแคล่ว “เวลาคู่หนุ่มสาวจะฆ่าตัวตายต่างหากล่ะคะที่เขาจะทิ้งโน้ตไว้ทั้งสองคน เขาต้องการพูดถึงความโสกาอาดูรที่โดนกีดกันไม่ให้อยู่ร่วมกัน อย่างอิฉันนี่นะจะมีอะไรพูดล่ะคะ ? ถ้าเป็นกรณีผัวกับเมียละก็ ให้ผัวเป็นคนทิ้งโน้ตไว้ก็พอแล้วละค่ะ”
      “เธอคิดยังงั้นเรอะ?”
      “ก็ถ้าอิฉันไปตายคนเดียวก็อีกอย่างซิคะ”

      “ฉันนึกว่าเธอจะมีเรื่องเจ็บปวดเดือดร้อนเสียดมเสียดายตั้งพะเรอเกวียนเสียอีกล่ะ”
      “จนปูนนี้แล้ว ไม่เห็นเป็นไรเลย”
      ชินโกหัวเราะ “ถ้อยแถลงที่น่าอุ่นใจจากยายแก่ผู้ไม่คิดจะตายและไม่ถึงคราวตาย ! แล้วคิคุโกะล่ะ ?”
      “ลูกหรือคะ ?” เสียงนั้นแผ่วเบาตะกุกตะกัก
      “สมมุติว่าลูกจะฆ่าตัวตายพร้อมกับชูอิจิ ลูกจะอยากทิ้งโน้ตไว้ไหม ?”
      เขารู้ทันทีว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรพูดออกไปเลย
      “ลูกไม่ทราบค่ะ ไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นยังไร” หล่อนมองหน้าชินโก นิ้วชี้ของมือขวาสอดเข้าไปในแถบผ้าคาดเอวประหนึ่งจะขยับให้มันหลวมขึ้นหน่อย “ลูกมีความรู้สึกว่าคงอยากจะพูดอะไรกับคุณพ่อบ้างกระมังคะ” หล่อนทำตาแดงๆ ครั้นแล้วน้ำตาก็เอ่อขึ้นมาคลอเบ้า
      ยาซึโกะไม่มีความรู้สึกใกล้ชิดกับความตาย- ชินโกนึกในใจ – แต่คิคุโกะนั้นจะไม่มีเสียเลยก็หาไม่
      คิคุกะโน้มกายลง เขานึกว่าหล่อนกำลังจะฟุบหน้าลงร้องไห้ แต่แล้วกลับลุกขึ้นยืน

      ยาซึโกะแลตามลูกสะใภ้ “พิลึกจริง ไม่เห็นจะมีเรื่องต้องร้องไห้สักหน่อย ฮิสทีเรีย – แบบนี้ฮิสทีเรียชัดๆ เลย”
      ชินโกปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเอามือล้วงเข้าไปตรงหน้าอก
      "ใจเต้นแรงรึคะ ?"
      "เปล่าจ๊ะ หัวนมมันคันน่ะ ทั้งแข็งทั้งคัน"
      “ยังกะสาวรุ่นๆ เชียวนะ” ชินโกใช้นิ้วชี้ถูที่หัวนมข้างซ้าย

      เมื่อคู่สามีภรรยากระทำอัตวินิบาตพร้อมกัน สามีเขียนจดหมายทิ้งไว้และภรรยามิได้เขียน ภรรยาให้สามีเป็นตัวแทนของหล่อน หรือว่าจัดการร่วมกันทั้งสองคน ?
      ปัญหานี้ชวนให้ชินโกพิศวงสงสัยและสนใจขณะที่ฟังยาซึโกะอ่านจากหนังสือพิมพ์ อยู่ร่วมกันมานานปี คนทั้งสองได้กลายเป็นคนเดียวกันแล้วหรือเปล่า ? ภรรยาผู้ชราได้สูญเสียความเป็นตัวตนของนางไปแล้วหรือ ? นางไม่มีอะไรจะสั่งเสียคนข้างหลังบ้างเลยเทียวหรือ ? ภรรยาผู้ไม่มีเหตุบังคับให้อยากตาย ได้ยอมเป็นเพื่อนตายตามสามีไปด้วยโดยไม่ลังเล ไม่ขมขื่นและอาลัยอาวรณ์กระนั้นหรือ ? ชินโกเห็นเป็นของแปลกยิ่งนัก แต่ภรรยาของเขาเองก็ยังพูดว่า ถ้าหากจะฆ่าตัวตายด้วยกันละก็ นางไม่จำเป็นต้องเขียนโน้ตทิ้งไว้หรอก ให้เขาเขียนคนเดียวก็พอแล้ว หญิงผู้ยอมตายตามชายโดยดุษณี – มีเหมือนกันในบางรายที่กลับกัน แต่ส่วนมากแล้วฝ่ายหญิงมักทำตามฝ่ายฃชาย ชินโกออกสะดุ้งใจที่ยายแก่คนที่อยู่เคียงข้างเขาอยู่ ณ บัดนี้แหละคือผู้หญิงชนิดนั้น เขารู้ดีว่าหล่อนยืนอยู่หมิ่นขอบเหว
      “คุณดีต่อแกเกินไป แกถึงได้ร้องไห้ไม่เป็นเรื่องเป็นราว” ยาซึโกะว่า
      “คุณโอ๋แก แต่ทีปัญหาสำคัญที่สุด คุณกลับไม่จัดการอะไรเลย ! เรื่องฟูซาโกะก็เหมือนกัน”
ชินโกกำลังมองดูต้นซากุระซึ่งออกดอกสะพรั่ง ใต้ต้นซากุระนั้นมีต้นยาทสึเดะ4ขึ้นอยู่เต็ม ชินโกไม่ชอบต้นยาทสึเดะ เขาตั้งใจจะตัดมันทิ้งก่อนที่ต้นซากุระจะออกดอก แต่เดือนมีนาคมปีนั้นมีหิมะตกหนักหลายครัง แล้วไม่ทันไรดอกซากุระก็บานเต็มต้น เขาตัดมันทิ้งครั้งหนึ่งแล้วเมื่อสามปีก่อน แต่มันกลับแตกใหม่งอกงามยิ่งกว่าเก่าไปเสียอีก คราวนั้นเขาเคยคิดว่าน่าจะขุดเอารากมันขึ้นเสียด้วย และเขาก็คิดถูก คำปรารภของยาซึโกะ ยิ่งทำให้เขาไม่ชอบสีเขียวทึบของใบไม้เหล่านั้นหนักขึ้นอีก ถ้าหากไม่มีต้นยาทสึเดะละก็ ต้นซากุระจะขึ้นโดดเด่นแผ่กิ่งก้านออกไปทั้งสี่ทิศเทียวละ แม้เมื่อมีต้นยาทสึเดะมาเบียดเสียดอยู่อย่างนี้ มันก็ยังแผ่สาขาได้ดีอยู่เลย ดอกหรือก็เต็มต้นจนไม่น่าเชื่อว่า ต้นไม้อะไรจะผลิดอกออกช่อได้มากมายถึงเพียงนี้

บุปผาซากุระฟูฟ่องเป็นสง่าอยู่ในแสงตะวันยามบ่าย ถึงแม้รูปทรงของลำต้นและสีสันของมันจะไม่โดดเด่นเท่าใดนัก แต่เราก็ยังรู้สึกว่ามันแผ่ขยายเต็มท้องฟ้า ดอกดวงกำลังบานเต็มที่ ใครได้เห็นก็ยากที่จะนึกว่ามันจะมีวันโรยราร่วงหล่น แต่กลีบซากุระกำลังร่วงอยู่เรื่อยๆ ทีละ ๒– ๓ กลีบ และพื้นหญ้าก็พร่างพราวด้วยกลีบนุ่มๆ เหล่านั้น

“เวลาเราอ่านพบข่าวหนุ่มสาวถูกฆ่าหรือฆ่าตัวตาย เราจะพูดกับตัวเองเพียงแต่ว่า เกิดเรื่องอีกแล้ว” ยาซึโกะรำพึงรำพัน “แต่ถ้าเป็นคนแก่คนเฒ่าละก็ เราสะเทือนใจจริง ๆ ‘คนเราควรจะจากไปเสียตั้งแต่ตอนยังมีคนรักใคร่อยู่’” เห็นได้ชัดว่า นางอ่านข่าวเรื่องนี้ซ้ำ ๆมา ๒-๓ ครั้งแล้ว
      “วันก่อนนี้มีเรื่องชายชราอายุหกสิบเอ็ด พาหลานชายลงมาจากโทชิกิจะเอาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเซนต์ลู้ค หลานอายุสิบเจ็ด ป่วยเป็นโรคอัมพาตเด็ก ปู่เอาหลานขี่หลังพาตระเวนชมกรุงโตเกียว แต่หลานชายไม่ยอมเข้าโรงพยาบาลเด็ดขาด ลงท้ายปู่ก็เลยเอาผ้าขนหนูรัดคอหลานเสียจนตาย มีข่าวลงหนังสือพิมพ์เมื่อวันก่อนนี้แน่ะค่ะ”
      “งั้นรึ ? ฉันไม่ยักเห็นหรอก” ชินโกตอบเนือย ๆ แต่เขาจำได้ว่า เขารู้สึกสะเทือนใจอย่างลึกซึ้งในบทความเรื่องเด็กสาวกับการทำแท้งจนกระทั่งเก็บเอาไปฝัน ความแตกต่างระหว่างเขากับหญิงชราผู้เป็นภรรยา มีอยู่มากเอาการเทียวล่ะ !

      “คิคุโกะ” ฟูซาโกะร้องเรียก “จักรเย็บผ้านี่ด้ายขาดเรื่อยเชียว มีอะไรเสียรึเปล่านะ ? ช่วยมาดูให้หน่อยซิ มันเป็นจักรซิงเกอร์ก็น่าจะดีนี่นา หรือว่าพี่เย็บไม่เป็นเอง หรือพี่อาจจะงุ่นง่านไปหน่อย”
      “จักรมันคงชำรุดน่ะค่ะ ฉันใช้มันมาตั้งแต่อยู่โรงเรียนแน่ะ” คิคุโกะเข้ามาในห้อง “แต่เวลาฉันพูดด้วย มันก็เชื่อฟังฉันดีนะคะ ไหนขอลองดูหน่อย”
      “งั้นเรอะ ? ซาโตโกะมัวมาเกาะแจอยู่อย่างนี้ พี่เลยชักประสาทเสีย คอยแต่จะเย็บเอามือแกเข้าไปด้วยเสียเรื่อยเชียว ก็ไม่ถึงกับเย็บมือจริงๆ หรอก แต่แกยกมืออย่างนี้ พี่กำลังจ้องเย็บตะเข็บก็เลยตาลายมองเห็นแกกับชิ้นผ้าปนเปกันไปหมด”
      “พี่เหนื่อยน่ะค่ะ”
      “ก็ใช่น่ะซี เลยงุ่นง่านใหญ่ เธอเองก็เหนื่อยเหมือนกันแหละ ทั้งบ้านนี้คนไม่เหนื่อยอยู่สองคนคือ คุณตากับคุณยาย คุณตาปาเข้าไปตั้งหกสิบเศษแล้ว ยังจะบ่นว่า คันหัวนม น่าขันพิลึก !”

ขากลับจากไปเยี่ยมไข้ในโตเกียว คิคุโกะได้ซื้อผ้ามาฝากหลานทั้งสอง ฟูซาโกะจัดแจงตัดเย็บเสื้อให้ลูก และก็อารมณ์ดีต่อคิคุโกะเป็นพิเศษ แม่หนูซาโตโกะมีสีหน้าไม่พอใจเมื่อคิคุโกะมานั่งแทนที่ฟูซาโกะ
      “น้าคิคุโกะซื้อผ้ามาให้ แล้วแม่ยังจะให้น้าเย็บเสื้อให้อีกเหรอจ๊ะ ?”
      “อย่าไปฟังแกเลย คิคุโกะ ลูกคนนี้ไม่ผิดพ่อละ”
คำขอโทษขอโพยไม่ค่อยออกจากปากฟูซาโกะง่ายๆ นัก คิคุโกะวางมือลงบนไหล่ของซาโตโกะ “หนูไปขอคุณตาให้พาไปไหว้พระซีจ๊ะ เขามีขบวนแห่เจ้าชายน้อยๆ แล้วก็มีเต้นระบำด้วยนะ”

โดนฟูซาโกะคะยั้นคะยอเข้า ชินโกก็พาลูกสาวกับหลานคนโตไปเที่ยว ขณะที่เดินไปตามถนนสายใหญ่ของตำบลฮาเซ สายตาของชินโกก็สะดุดลงตรงต้นคาเม็ลเลียแคระที่หน้าร้านจำหน่ายยาสูบ เขาเข้าไปซื้อบุหรี่ฮิการิซองหนึ่งพลางออกปากชมต้นไม้นั้น มันมีดอกอยู่ ๕ - ๖ ดอก เป็นชนิดกลีบซ้อนและจีบย่น หามิได้ – พ่อค้ายาสูบตอบ ต้นไม้แคระไม่ควรมีดอกชนิดกลีบซ้อน เราควรเล่นแค่คาเม็ลเลียป่าชนิดกลีบชั้นเดียว เขาพาคนทั้งสามไปชมสวนหลังร้าน มีต้นไม้แคระใส่กระถางวางเรียงไว้ใกล้แปลงผักเป็นแนวสี่เหลี่ยมราวๆ สี่หรือห้าหลา ส่วนคาเม็ลเลียป่านั้นลำต้นใหญ่โตและมีอายุมากแล้ว
      “ผมเด็ดดอกตูมๆ ทิ้งเสียบ้างแล้ว”เจ้าของร้านบอก
      “ปล่อยให้ต้นมันทำงานหนักนักก็ไม่เหมาะ”
      “มันมีดอกด้วยหรือครับ ?”
      “เยอะแยะทีเดียวครับ แต่ผมเหลือเอาไว้เพียงไม่กี่ดอกเท่านั้น ต้นที่หน้าร้านนั่นน่ะ เคยมีดอกมาแล้วซัก ๒๐ - ๓๐ ดอกละกระมัง”
เขาพูดถึงเทคนิคของการเลี้ยงต้นไม้แคระและพูดถึงคนในคามาคูระที่นิยมต้นไม้แคระ ชินโกเคยเห็นมันบ่อยๆ ตามหน้าต่างร้านค้า
      “ขอบคุณมากครับ” เขากล่าวพลางออกมาจากร้าน “ผมอิจฉาคุณจัง”
      “ผมไม่มีต้นไม้ชนิดดีแท้หรอกครับ แต่เจ้าคาเม็ลเลียป่านี้ก็มีจุดเด่นอยู่บ้างเหมือนกัน คุณหามาปลูกสักต้น แล้วทีนี้ก็จะคอยระแวดระวังไม่ให้มันตายหรือเสียรูปทรง ก็เป็นยารักษาโรคขี้เกียจได้ดีเหมือนกันแหละครับ”

ชินโกจุดบุหรี่ตัวหนึ่งที่เพิ่งซื้อไว้
      “มีภาพพระพุทธเจ้าพิมพ์ติดไว้เสียด้วยซี” เขายื่นซองบุหรี่ให้ฟูซาโกะดู
      “ทำพิเศษสำหรับคามาคูระไงล่ะ”
      “ขอหนูดูหน่อย” ซาโตโกะดึงซองมาดูบ้าง
      “ลูกจำได้ไหม ฤดูใบไม้ร่วงปีกลายนี้ที่ลูกหนีออกจากบ้านไปอยู่ที่ชินาโนะน่ะ ?”
      “หนูไม่ได้หนีออกจากบ้านนี่คะ”
      “ที่บ้านเก่ามีต้นไม้แคระบ้างไหม ?”
      “ไม่เห็นมีนี่คะ”
      “ท่าจะจริง มันตั้งกว่าสี่สิบปีมาแล้ว คุณตาหลงใหลต้นไม้แคระยังกะอะไรดี – คุณพ่อของยาซึโกะเขาน่ะ แต่ลูกก็รู้แล้วว่าคุณแม่เป็นคนยังไง คุณตาจึงโปรดปรานพี่สาวของคุณแม่มากกว่า ท่านให้คุณป้าช่วยดูแลต้นไม้พวกนี้ คุณป้าเป็นคนสวยมากจนไม่น่าเชื่อเลยว่า จะเป็นพี่สาวแท้ๆ ของคุณแม่ พ่อยังมองเห็นเธอได้จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ – สวมกิโมโนสีแดงทำผมปรกหน้าผาก ตอนเช้าๆ เที่ยวเดินเอาแปรงค่อยๆ ปัดหิมะออกจากกิ่งก้านต้นไม้ที่ตั้งเรียงไว้บนชั้น พ่อมองเห็นชัดเจนเหมือนอยู่ต่อหน้านี่แหละ – สะอาดสดชื่นไปเสียทั้งหมด ชินาโนะอากาศหนาวมาก และลมหายใจของเธอก็ออกมาเป็นควันสีขาว”
      ลมหายใจสีขาวนั้นอบอวลด้วยกลิ่นหอมระรวยแห่งวัยสาว ดื่มด่ำอยู่ในความทรงจำ ชินโกฉวยโอกาสในข้อที่ว่าฟูซาโกะ ซึ่งเป็นคนต่างรุ่นต่างวัยมิได้สนใจด้วยเลย
     “สงสัยว่าคาเม็ลเลียต้นนั้นคงจะขึ้นมากว่าสี่สิบปีแล้วเหมือนกัน” ดูท่ามันจะมีอายุมิใช่น้อย ต้องใช้เวลาสักกี่ปีที่ลำต้นอันแคระแกร็นจึงจะมีรูปลักษณะเหมือนกล้ามเนื้อตรงโคนแขนซึ่งเบ่งให้พองขึ้น ? แล้วต้นเมเปิลที่ออกใบสีแดงจ้าอยู่บนแท่นบูชาภายหลังการตายของพี่สาวยาซึโกะเล่า – ยังจะมีใครคอยดูแลมันให้คงชีวิตอยู่ถึงบัดนี้หรือเปล่าหนอ ?

คนทั้งสามมาถึงบริเวณวัด “ขบวนแห่เจ้าชายน้อยๆ” ก็กำลังเคลื่อนไปตามทางปูด้วยหินแผ่นใหญ่ๆ เบื้องหน้าองค์พระพุทธรูปมหึมา ดูเหมือนเด็กชายเล็กๆ เหล่านั้นจะได้เดินมาไกลไม่น้อยแล้ว บางคนจึงเมื่อยล้า ฟูซาโกะอุ้มซาโตโกะขึ้นให้มองเห็นข้ามศีรษะผู้คน ซาโตโกะจ้องตาเป๋งดูกลุ่มเด็กผู้ชายสวมกิโมโนดอกดวงสดสวย เนื่องจากได้ทราบมาว่า มีศิลาจารึกบทกวีของโยซาโนะ อากิโกะ5 ตั้งไว้ในบริเวณนี้ คนทั้งสามจึงเดินอ้อมไปเบื้องหลังพระพุทธรูปเพื่อชมแผ่นศิลานั้น ดูเหมือนจะเป็นลายเขียนของอากิโกะเอง แต่ขยายให้ใหญ่และสลักไว้บนแผ่นศิลา
      “มีคำว่า ศากยมุนีด้วย” ชินโกบอก เขาประหลาดใจมากที่ฟูซาโกะไม่รู้จักบทกวีอันมีชื่อเสียงที่สุดบทนี้ อากิโกะได้ร้อยกรองไว้ดังนี้ :

A summer grove,Kamakura;
A Buddha he may be,
But a handsome man he also is,
Lord Sakyamuni,

"แต่พระพุทธเจ้าไม่ใช่ศากยมุนี แท้ที่จริงพระองค์คือพระอามิทาบาต่างหากล่ะ เมื่อเธอรู้ตัวว่าผิด เธอก็จัดแจงแต่งบทกวีใหม่ แต่ทีนี้บทกวีที่เอ่ยถึงศากยมุนีมีผู้รู้จักแพร่หลายเสียแล้ว และการที่จะเปลี่ยนคำนี้มาเป็นคำว่าพระพุทธองค์หรืออะไรคล้ายๆ อย่างนั้นก็จะทำให้ไม่คล้องจองกัน ทั้งจะมีคำ ‘พระพุทธองค์’ ซ้ำกันถึงสองแห่งด้วย คำผิดก็เลยเป็นผิดอยู่นั่นเอง –เป็นคำผิดที่สลักไว้บนแผ่นหินปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตาเรานี่แหละ”

การประกอบพิธีชงน้ำชาได้จัดขึ้นภายในบริเวณที่กั้นม่านเอาไว้ใกล้ๆ กับแผ่นศิลาจารึก คิคุโกะให้บัตรเข้าชมแก่ฟูซาโกะ การดื่มน้ำชากลางแจ้งนี้ มีรสชาติเป็นพิเศษของมันเองโดยเฉพาะ ชินโกสงสัยว่าซาโตโกะจะยอมดื่มมันหรือไม่ แม่หนูกำขอบถ้วยไว้แน่นด้วยมือข้างเดียว มันเป็นถ้วยชาชนิดธรรมดาที่สุด แต่ชินโกก็เอื้อมมือออกช่วยแกถือด้วย
      “ขมจัง”
      “ขมรึ ?”
ยังไม่ทันจะชิมน้ำชาเลย ซาโตโกะก็ทำหน้าเบ้แสดงความขมเสียแล้ว นางระบำตัวน้อยๆ พากันเข้ามาในเขตม่านกั้น ครึ่งหนึ่งนั่งลงบนแป้นข้างช่องประตู ส่วนที่เหลือก็ยืนออเบียดเสียดกันอยู่เบื้องหน้า ทุกคนแต่งหน้าเข้มหนาและสวมกิโมโนแขนยาวหรูหรา เบื้องหลังมีต้นซากุระอ่อนเยาว์กำลังออกดอกบานสะพรั่งอยู่สองสามต้น สีสันอันฉูดฉาดของเสื้อผ้าที่เด็กหญิงสวมใส่ดูเหมือนจะขับสีดอกไม้ให้ซีดจางลง แสงแดดส่งกระทบสีเขียวชอุ่มของหมู่ไม้ไกลออกไปทางโน้น
      “น้ำ – แม่ –น้ำ” ซาโตโกะพูดพลางจ้องเขม็งดูพวกนางระบำ
      “น้ำไม่มีหรอกลูก – เอาไว้กลับบ้านแล้วค่อยกินนะ” ชินโกเกิดรู้สึกอยากน้ำขึ้นมาบ้างทันที

วันหนึ่งในเดือนมีนาคม จากหน้าต่างรถไฟขบวนโยโกซูกะ ชินโกแลเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งวัยไล่เลี่ยกับซาโตโกะกำลังดื่มน้ำที่น้ำพุ แกหัวเราะด้วยความประหลาดใจเมื่อแกกดปุ่มแล้วน้ำพุ่งปรี๊ดขึ้นไปในอากาศ ใบหน้าอันหัวร่อร่านั้นสะสวยยิ่งนัก มารดาของแกจัดแจงให้น้ำขึ้นพอดีปาก ชินโกมองดูแกดื่มน้ำราวกับว่ามันเป็นน้ำรสอร่อยที่สุดในโลกพลางก็นึกในใจว่า ปีนี้ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว บัดนี้ภาพเหตุการณ์ตอนนั้นได้ย้อนกลับมายังเขาอีก เขานึกฉงนใจว่า มีอะไรเกี่ยวแก่กลุ่มเด็กหญิงผู้แต่งกายเตรียมเต้นระบำนี้หรือที่ทำให้ทั้งเขาและซาโตโกะเกิดกระหายน้ำขึ้นมา ? ซาโตโกะบ่นพึมขึ้นมาอีก
      “ซื้อกิโมโนให้หนูตัวซีจ๊ะ แม่ – ซื้อกิโมโนให้หนูตัว” ฟูซาโกะลุกขึ้นยืน

ในกลุ่มนั้น มีอยู่คนหนึ่งซึ่งหน้าตาชวนดูที่สุด อายุจะแก่กว่าซาโตโกะสัก ๑ - ๒ ปี คิ้วของแกวาดไว้เป็นเส้นเฉียงสั้นและหนา ตรงปลายหางตาอันกลมโตแต้มสีแดงระบายไว้สดใส ซาโตโกะจ้องมองเด็กหญิงผู้นั้น ขณะฟูซาโกะจูงแกออกไป และพอเกือบจะโผล่พ้นม่าน แกก็ชะโงกหน้าไปยังแม่หนูนั่นอีก
      “กิโมโน” ซาโตโกะย้ำคำ “ขอกิโมโน”
      “คุณตาบอกว่าจะซื้อให้หนูในวันสามห้าเจ็ด6ไงละจ๊ะ”
ฟูซาโกะพูดเป็นเชิงแนะกลายๆ “แกไม่เคยมีกิโมโนสวมเลยค่ะคุณพ่อ อย่างดีก็แค่ผ้าอ้อม ที่ตัดเอามาจากกิโมโนผ้าฝ้ายเก่า ๆเท่านั้น –เศษเดนของกิโมโนแท้ ๆ”

เขาพากันแวะเข้าไปที่แผงลอยขายน้ำชา ชินโกออกปากขอน้ำดื่ม ซาโตโกะดื่มเสียสองแก้วรวด ออกจากบริเวณที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ก็พากันเดินกลับบ้าน พอดีมีเด็กหญิงสวมกิโมโนนักระบำคนหนึ่งเดินจูงมือกับมารดาสวนทางมา ดูเหมือนจะกลับบ้านเช่นกัน ท่าไม่ได้การเสียแล้ว – ชินโกนึกในใจ –พลางคว้าไหล่ซาโตโกะไว้ แต่ก็สายเกินไป
      “กิโมโน” ซาโตโกะร้องพลางเอื้อมมือไปคว้าหมับเข้าให้ที่แขนเสื้อของเด็กหญิง
      “อย่า !” แม่หนูผงะถอยแล้วเลยสะดุดแขนเสื้ออันยาวกรอมล้มลง ชินโกอ้าปากหายใจแรงและยกมือขึ้นปิดตา
เด็กนั้นกำลังจะถูกรถทับ ชินโกได้ยินแต่เสียงหอบของตนเองเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยได้ร้องโวยวายออกมา รถยนต์เบรคดังเอี๊ยดหยุดลงกระทันหัน มี ๓ - ๔ คนวิ่งออกมาจากฝูงชนผู้มุงดูอย่างอกสั่นขวัญแขวน

เด็กหญิงลุกพรวดพราดขึ้นได้ก็เกาะกระโปรงแม่ร้องไห้จ้าราวกับโดนจุดไฟเผา
      “ดีเท่าไหร่แล้ว” ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “เบรคใช้การได้ – เป็นรถราคาแพง”
      “ถ้าไปเจอรถบุโรทั่งเข้าละก็ ไม่รอดหรอกแกเอ๊ย”
ซาโตโกะตกใจจนตาเหลือกตาค้าง เด็กบาดเจ็บหรือเปล่า กิโมโนขาดหรือเปล่า
ฟูซาโกะซักถามพลางขอโทษขอโพยมารดาของเด็กหญิงนั้นไม่ขาดปาก หญิงผู้เป็นมารดาเหม่อมองไปทางอื่นอย่างเลื่อนลอย เมื่อแม่หนูหยุดร้องไห้ แป้งที่พอกหน้าไว้หนาเตอะก็เปรอะเป็นทาง แต่ดวงตาของแกสุกใสประหนึ่งถูกชำระล้างจนสะอาดสะอ้าน

จากที่นั่นจนกระทั่งถึงบ้าน ชินโกเกือบไม่มีอะไรจะพูด เขาได้ยินเสียงทารกร้องไห้โยเย คิคุโกะร้องเพลงกล่อมเด็กขณะเดินออกมารับหน้า
      “ฉันเสียใจค่ะ” หล่อนพูดกับฟูซาโกะ “แกร้องเรื่อย ฉันเอาแกไว้ไม่อยู่”
คงจะเป็นเพราะเห็นน้องร้องไห้ หรือเพราะวางใจได้แล้วว่ามาถึงบ้านโดยปลอดภัย ซาโตโกะจึงพลอยร้องไห้ไปด้วย ฟูซาโกะไม่แยแสกับลูกคนโต หล่อนแหวกอกเสื้อออกแล้วรับเอาลูกคนเล็กมาจากคิคุโกะ
      “ดูซี – เห็นไหม พี่เหงื่อแตกซิกเชียวตรงร่องอกนี่น่ะ”

ชินโกเหลือบมองขึ้นไปยังคำร้อยกรองบรรทัดหนึ่ง ซึ่งใส่กรอบแขวนไว้ นัยว่าคัดตัดตอนมาจากบทกวีของริโยคัน7 ดังนี้ “ในห้วงนภาลัย ลมแรงกล้า”
เขาซื้อมันมาตั้งแต่ตอนที่บทกวีริโยคันยังมีราคาถูก แต่นึกกระนั้นมันก็เป็นของปลอมอยู่ดี เพื่อนคนหนึ่งเคยชี้แจงข้อเท็จจริงให้ฟัง และเขาก็เห็นจริงด้วย
      “เราไปชมแผ่นศิลาอากิโกะมาด้วยนะ เขาบอกคิคุโกะ “เป็นลายมือเขียนของอากิโกะ และมีคำว่า ศากยมุนี ด้วย”
      “งั้นเทียวรึคะ ?”

หลังอาหารเย็น ชินโกออกจากบ้านไปคนเดียวเพื่อเสาะดูกิโมโนทั้งใหม่และที่ใช้แล้ว แต่ก็ไม่พบชนิดมี่จะเหมาะแก่ซาโตโกะเลย นึกถึงเรื่องนี้แล้วให้หนักอกหนักใจนัก เขารู้สึกสังหรณ์ใจอย่างไรพิกล เด็กตัวเท่านี้ก็รู้จักโลภมากอยากได้เสื้อสวยของคนอื่นเขาเหมือนกันหรือ ?

ความอิจฉาของซาโตโกะเป็นเพียงแต่ค่อนข้างรุนแรงกว่าปกติเท่านั้นหรือ ? หรือว่าเข้าขั้นร้ายกาจผิดธรรมดาเกินไป ? แต่ในกรณีใดก็ตาม ชินโกเห็นว่ามันเป็นการกระทำเยี่ยงคนวิกลจริต ป่านนี้จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเด็กหญิงในชุดนางระบำถูกรถทับตาย ? ลวดลายของเสื้อกิโมโนตัวนนั้นลอยเด่นอยู่ต่อหน้าต่อตาเขา เสื้อหรูหราฉูดฉาดแบบนี้ไม่ค่อยจะมีวางโชว์อยู่ตามหน้าร้านเลย แต่การกลับไปมือเปล่าก็ทำให้ท้องถนนดูมืดมนเสียนี่กระไร

ยาซึโกะเคยเอากิโมโนเก่าๆ ให้ไปตัดผ้าอ้อมใช้สำหรับซาโตโกะจริงหรือเปล่า ? หรือว่าฟูซาโกะพูดปด ? คำบอกเล่าของหล่อนมีพิษสงปนอยู่ด้วย ยาซึโกะมิเคยให้กิโมโนแก่หลานตอนแรกเกิดหรือตอนไปไหว้พระที่ศาลเจ้าเป็นครั้งแรกหรอกหรือ ? ฟูซาโกะเคยขอเสื้อผ้าแบบตะวันตกหรือเปล่า ?
      “เราลืมเสียแล้ว” ชินโกพึมพำกับตัวเอง
เขาลืมเสียแล้วว่า ยาซึโกะเคยปรึกษากับเขาถึงเรื่องนี้หรือเปล่า แต่ถ้าหากเขาทั้งสองจะสนใจใยดีกับฟูซาโกะให้มากกว่านี้สักหน่อยแล้วละก็ ลูกสาวผู้มิใช่ลูกรักของพ่อแม่อาจจะมีหลานหน้าตาสะสวยให้เขาก็เป็นได้ –ความรู้สึกผิดมาฉุดกระชากเขาอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

“เพราะข้าฯ รู้ว่าก่อนเกิดมันเป็นอย่างไร เพราะข้าฯ รู้ว่าก่อนเกิดมันเป็นอย่างไร ข้าฯ จึงไร้พ่อแม่ที่จะรัก เพราะข้าฯไร้พ่อแม่ ข้าฯ จึงไม่มีลูกที่จะมารักข้าฯด้วย”
วาทะตอนหนึ่งจากละครโนผ่านเข้ามาสู่หัวของชินโก แต่ทว่าเพียงเท่านี้หาได้นำความกระจ่างแจ้งจากท่านปรัชญาเมธีผู้สวมเสื้อคลุมดำมาให้เขาไม่
      “พระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนได้ล่วงลับไปแล้ว ส่วนพระองค์ใหม่ก็ยังไม่เสด็จมา ข้าฯ กำเนิดเกิดขึ้นในความฝัน สิ่งใดเล่าที่ข้าฯ คิดว่าเป็นจริง ? ข้าฯ บังเอิญได้เกิดมาเป็นตัวตนในร่างมนุษย์นี้ซึ่งแสนยากที่จะได้รับโอกาสนั้น”

ซาโตโกะผู้เตรียมกระโจนเข้าใส่เด็กหญิงนักระบำได้สืบสันดานร้ายกาจมาจากฟูซาโกะหรือเปล่าหนอ ? หรือว่าได้มาจากเออิฮาระผู้พ่อ ? ถ้าหากได้มาจากฟูซาโกะละก็ ฟูซาโกะเองล่ะได้มาจากยาซึโกะหรือชินโก ? ถ้าหากชินโกแต่งงานกับพี่สาวของยาซึโกะแล้วไซร้ เขาก็คงไม่มีลูกสาวอย่างฟูซาโกะหรือหลานสาวอย่างซาโตโกะแน่ๆ ขณะนี้ไม่ใช่เวล่ำเวลาที่เขาจะมาเพ้อฝันกระสันถึงบุคคลผู้ตายจากไปนานแล้วอย่างรุนแรง ถึงขนาดที่อยากจะโผเข้าซบอยู่ในวงแขนของนางเลย เขาอายุหกสิบสามแล้ว และสตรีผู้ตายจากไปตั้งแต่ในวัยยี่สิบเศษๆ นั้นหรือก็มีอายุแก่กว่าเขา

เมื่อชินโกกลับมาถึงบ้าน ฟูซาโกะเข้านอนแล้ว หล่อนกกลูกคนเล็กไว้ในอ้อมแขน ประตูระหว่างห้องของหล่อนกับห้องอาหารเปิดอ้าอยู่
      “ยายหนูหลับแล้วค่ะ” ยาซึโกะบอก “หัวใจแกเต้นแรงเหลือเกิน ฟูซาโกะเลยให้กินยานอนหลับ แกเลยหลับผล็อยสบายไป”
      ชินโกพยักหน้า “ช่วยปิดประตูหน่อยเถอะ”
      “ค่ะ” คิคุโกะรีบลุกขึ้น
ซาโตโกะนอนเกาะหลังแม่แจ แต่ดูเหมือนนัยน์ตาจะลืมอยู่ แกมีวิธีมองคนอยู่อย่างหนึ่งคือ ทำตาจ้องเป๋งและนิ่งขึง ชินโกมิได้ปริปากเอ่ยถึงเรื่องออกไปหาซื้อกิโมโนให้หลาน ดูเหมือนฟูซาโกะจะมิได้เล่าเหตุการณ์อันคับขันที่เกิดขึ้นเพราะซาโตโกะอยากได้กิโมโนให้มารดาทราบ

เขาเดินเลยเข้าห้องส่วนตัว คิคุโกะเอาถ่านมาเติม
      “นั่งก่อนซี ลูก” เขาพูดกับหล่อน
      “เดี๋ยวค่ะ” หล่อนออกไปและกลับเข้ามาพร้อมด้วยเหยือกน้ำวางบนถาด ตามปกติไม่ต้องใช้ถาดวางรองเหยือกน้ำ แต่ทีนี้ดูเหมือนจะมีดอกไม้วางมาข้างๆ เหยือกน้ำด้วย
      “ดอกอะไรน่ะ ?” เขาหยิบขึ้นมาถือไว้ช่อหนึ่ง “ถ้าจะดอกคิคโย8กระมัง ?”
      “เห็นเขาเรียกดอกลิลลี่ดำค่ะ”
      “ลิลลี่ดำ ?”
      “ค่ะ เพื่อนคนที่สอนวิธีจัดน้ำชาให้ดอกนี่กับลูกมาเมื่อครู่นี้เองค่ะ”
หล่อนเปิดตู้เก็บของเบื้องหลังชินโกและหยิบแจกันเล็กออกมาใบหนึ่ง
      “ลิลลี่ดำ เรอะ ?”
      “เธอบอกว่าในวาระครบรอบวันตายของท่านริคยู9ปีนี้ ครูใหญ่โรงเรียนเอ็นชูได้จัดพิธีชงน้ำชาขึ้นในศาลาน้ำชาที่พิพิธภัณฑ์ เขาจัดดอกลิลลี่ดำกับดอกไฮยาซินธ์สีขาวใส่แจกันบรอนซ์คอแคบตั้งไว้ในช่องโค้ง เธอบอกว่าเป็นการจัดที่ดูกลมกลืนอย่างน่าดูมากเทียวค่ะ”
      “งั้นเรอะ ?”

ชินโกจับตาดูดอกลิลลี่ดำ มีอยู่สองช่อ ช่อหนึ่งมีสองดอก
      “ฤดูใบไม้ผลิปีนี้ หิมะตกตั้งสิบเอ็ดหรือสิบสามครั้งแล้วกระมังนะคะ”
      “ตกบ่อยจริงๆ ด้วย”
      “เพื่อนลูกบอกว่า วันครบรอบวันตายของท่านริคยูน่ะ หิมะตกหนาถึง ๔ - ๕ นิ้ว นี่ก็ยังเพิ่งจะเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่แปลกมากที่มีดอกลิลลี่ดำแล้ว มันเป็นดอกไม้ภูเขานะคะ คุณพ่อ”
      “สีมันคล้ายๆ ดอกคาเม็ลเลียดำนะลูก”
      “ค่ะ” คิคุโกะรินน้ำใส่แจกัน เธอเล่าว่า
      “เขาเอาตำราของท่านริคยูมาตั้งแสดงไว้ พร้อมทั้งกริชที่ท่านใช้แทงตัวตายด้วยค่ะ”
      “งั้นเรอะ ? เพื่อนของลูกสอนวิธีจัดน้ำชาด้วยรึ ?
      “ค่ะ เธอเป็นแม่ม่ายสงคราม เธอทำงานหนัก และเดี๋ยวนี้ก็ค่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
      “โรงเรียนอะไรล่ะ ?”
      “คังคิวอันค่ะ- ตระกูลมูชาโนโคจิ” มันไม่มีความหมายต่อชินโกผู้มีความรู้เรื่องใบชาน้อยมาก

คิคุโกะรอจัดดอกไม้ใส่แจกัน แต่ชินโกยังถือไว้ช่อหนึ่ง
      “ดูเหมือนจะเฉาไปหน่อย คงไม่ถึงกับแห้งเหี่ยวหรอกนะ ?” ไม่หรอกค่ะ ลูกเอาแช่น้ำไว้ก่อนแล้ว”
      “ดอกคิคโยล่ะ เฉาง่ายไหม ?”
      “ทานโทษ –คุณพ่อว่าไงนะคะ ?”
      “ดูเหมือนมันจะเล็กกว่าดอกคิคโยสักนิดนะ ?”
      “อาจจะใช่ค่ะ”
      “มองทีแรกก็ว่ามันสีดำ แต่ไม่ยักใช่หรอก คล้ายๆ จะเป็นสีม่วงแก่ แต่ก็ยังไม่ใช่อีกนั่นแลหะ – มีเหลือบๆ สีแดงเข้มด้วย เอาไว้พรุ่งนี้จะดูให้ชัดๆ ในแสงสว่างอีกที”
      “ถ้าดูกลางแดดก็เป็นสีม่วงใสเหลือบแดงค่ะ”

ดอกไม้เหล่านั้นถึงบานเต็มที่ก็ยังกว้างยาวไม่เกินหนึ่งนิ้ว มันมีหกกลีบ ปลายเกสรตัวเมียแยกออกเป็นสามแฉก และมีเกสรตัวผู้อยู่สี่หรือห้าเส้น ใบแยกออกไปทั้งสี่ทิศในระยะห่างกันประมาณนิ้วหนึ่ง ขนาดของใบมีความยาวไม่ถึงสองนิ้ว ซึ่งนับว่าเล็กเกินไปสำหรับต้นลิลลี่ ในที่สุดชินโกก็สูดดมดอกไม้นั้น
      “กลิ่นเหมือนผู้หญิงสกปรก” เป็นคำเปรียบเทียบที่ไม่เหมาะสมเลย เขามิได้เจตนาที่จะให้มันหยาบโลน แต่คิคุโกะหลบตาลงต่ำ ใบหน้าแดงเรื่อตรงขอบตา
      “กลิ่นไม่ได้เรื่องเลย เขารีบกล่าวแก้ “เอ้า – ลองดมดูซี”
      “ลูกไม่ขอสำรวจละเอียดละอออย่างคุณพ่อหรอกค่ะ” หล่อนจัดแจงเอาดอกไม้ใส่แจกัน “สี่ดอกนี่มากเกินไปสำหรับพิธีชงน้ำชา แต่ลูกจะปล่อยมันไว้อย่างนี้ดีไหมคะ ?”
      “ดีแล้วละ ลูก”

คิคุโกะตั้งแจกันไว้ในมุมเว้าผนังห้อง
      “หน้ากากอยู่ในตู้เก็บของใบที่ลูกหยิบแจกันออกมานั่นแหละ ช่วยหยิบมันให้หน่อยได้ไหม ?”
เขานึกถึงหน้ากากโนขึ้นมาได้ เมื่อวาทะตอนหนึ่งจากละครโนผ่านเข้ามาในห้วงนึก เขาหยิบหน้ากากจิโดขึ้นมาถือไว้ “อันนี้คือภูต – เป็นสัญญลักขณ์แห่งความหนุ่มสาวชั่วนิรันดร์ พ่อบอกลูกหรือเปล่าตอนที่เพิ่งซื้อมา ?”
      “เปล่าค่ะ”
      “ทานิซากิ ผู้หญิงคนที่เคยทำงานในออฟฟิศ พ่อซื้อหน้ากากแล้วก็ให้หล่อนลองสวมดู – เข้าทีจริงๆ น่าแปลกใจมาก”

คิคุโกะจัดแจงสวมหน้ากาก “ผูกไว้ข้างหลังใช่ไหมคะ ?” เบื้องหลังกระบอกตาของหน้ากาก ดวงตาของคิคุโกะจ้องตรงมายังเขา
      “ถ้าไม่ขยับเคลื่อนไหว มันก็จะไม่มีสีหน้าอะไรเลย” วันที่นำหน้ากากกลับมาบ้าน ชินโกจวนเจียนจะจูบริมฝีปากสีแดงสดของมันเข้าแล้ว เขารู้สึกวาบหวามประหนึ่งประสบรสเสน่หาแห่งสรวงสวรรค์
      “มันอาจจะซุกซ่อนอยู่ภายใต้พงรกชัฏ แต่ในขณะที่มันยังมีบุปผาแห่งดวงใจ…….” นี่ก็ดูเหมือนจะเป็นวาทะจากละครในเช่นกัน

ชินโกมิอาจจะมองดูคิคุโกะขณะที่หล่อนส่ายหน้ากากอันสดใสผุดผ่องไปทางโน้นทีทางนี้ที หล่อนมีดวงหน้าเล็กจุ๋มจิ๋ม ปลายคางเกือบจะหลบหายเข้าไปใต้หน้ากาก หยาดน้ำตากำลังไหลจากปลายคางที่แทบมองไม่เห็นลงสู่ลำคอ มันไหลลามลงมาเป็นสองแนว แล้วกลับเพิ่มเป็นสาม
      “คิคุโกะ” ชินโกเรียกชื่อหล่อน “คิคุโกะ ลูกคิดไว้ว่าถ้าหากต้องแยกทางกับชูอิจิละก็ ลูกจะไปหากินทางวิชาจัดน้ำชา เพราะฉะนั้นลูกจึงไปหาเพื่อนคนนั้นใช่ไหมล่ะ ?” คิคุโกะในหน้ากากจิโดก้มศีรษะรับ
      “ลูกอยากอยู่กับคุณพ่อที่นี่แล้วรับสอนวิชานี่ไปด้วยค่ะ” แม้จะมีหน้ากากบังอยู่ก็ยังได้ยินชัดถ้อยชัดคำ

เสียงซาโตโกะร้องไห้จ้า นางทิรุเห่าลั่นอยู่ในสวนดอกไม้ ชินโกรู้สึกว่ามันล้วนแต่เป็นลางไม่ดี คิคุโกะทำท่าประหนึ่งกำลังเงี่ยหูฟังเสียงกระโตกกระตากจากประตูรั้วที่จะบ่งบอกว่า ชูอิจิผู้ออกไปหาผู้หญิงแม้แต่ในวันอาทิตย์ ได้กลับมาถึงบ้านแล้ว



1 พุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นได้แบ่งออกเป็นหลายนิกาย อาทิ นิกายเทนได,ชินงอน,โฮซโซ,ริตสึ,นิชิเรน,ชิน, ฯลฯ นับได้เป็นจำนวนสิบ ๆนิกาย นิชิเรนเป็นนิกายใหญ่นิกายหนึ่งที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

2 พ่อตาของอนุชาองค์สุดท้องแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน เป็นที่เชื่อกันทั่วไปว่ามรณกรรมของท่านเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๔๘ นั้นเป็นอัตวินิบาตกรรม

3 เท้าความถึงนวนิยายชื่อนี้ซึ่งแต่งโดย นิวะ ฟูมิโอะ เมื่อ ค.ศ.๑๙๔๗

4 พันธุ์ไม้ประเภทเขียวตลอดปี ต้นไม่โตนัก ใบหยักคล้ายใบสาเก ดอกสีขาวบานในฤดูหนาว ใบใช้เป็นสมุนไพรทำยาได้

5 จินตกวีหญิงชาวญี่ปุ่น (ค.ศ. ๑๘๗๘ - ๑๙๔๒) กวีบทนี้หากจะถอดความเอาแต่เพียงคร่าวๆ ก็คงจะได้ดังนี้ คือ คามาคูระถิ่นนี้ที่พักร้อน อนุสรณ์พระพุทธองค์ผู้ทรงศรี ท่านงามเฉิดเลิศหล้าหาไหนมี ศากยมุนีศาสดาจอมราชันย์

6 วันที่ 15 พฤศจิกายน บิดามารดาจะพาเด็กๆ ในวัยเหล่านั้น (คือ ๓ - ๕ - ๗ ขวบ)ไปไหว้พระตามวัดวาอารามและแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สดสวยเป็นพิเศษ

7 จินตกวีชาวญี่ปุ่น (ค.ศ.๑๗๕๗ - ๑๘๓๑)

8 Kikyo – พันธุ์ไม้ยืนต้น ชอบขึ้นตามภูเขา ดอกสีม่วงแก่ กลีบเดียว แต่แยกออกเป็นห้าแฉก มักเรียกกันว่า ดอกกระดิ่ง

9 Rikyo – ผู้ริเริ่มพิธีน้ำชาของญี่ปุ่น มีชีวิตอยู่ในสมัยศตวรรษที่สิบหก เป็นคนสนิทของ โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ ขุนศึกผู้เรืองนาม


 

Book Cover

เสียงแห่งขุนเขา (1954) หน้า 175-201
YAMA NO OTO (The Sound of the Mountain)
ยาสึนาริ คาวาบาตะ เขียน
อมราวดี แปลจากต้นฉบับของ เอดวาร์ด จี. ไซเดนสติกเกอร์
พิมพ์ครั้งที่สอง : ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๑
สำนักพิมพ์ดวงกมล ชุดวรรณกรรมเอเชีย อันดับที่ 30/06

เกี่ยวกับผู้เขียน ยาสึนาริ คาวาบาตะ (2442-2515) เกิดที่โอซาก้า เรียนด้านวรรณคดีที่มหาวิทยาลัยโตเกียวอิมพีเรียล เป็นคนญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม (2511) ในช่วงต้นปี พ.ศ.2477 ที่ได้มีการสำรวจงานของเขานั้น คาวาบาตะได้กล่าวไว้ว่า แม้ตนจะเป็นหนี้บุญคุณวัฒนธรรมตะวันตก ถึงกระนั้นก็ยังซื่อสัตย์ต่อวัฒนธรรมตะวันออกอย่างเหนียวแน่น “ข้าพเจ้าเคยสนใจวรรณกรรมตะวันตก เคยเลียนแบบวรรณกรรมตะวันตกมาก่อน แต่เมล็ดพันธุ์แห่งวรรณกรรมของข้าพเจ้าได้มาจากตะวันออกโดยแท้ ข้าพเจ้าสามารถพูดได้ว่าไม่เคยหลงทางแม้แต่ครั้งเดียวตลอดช่วงสิบห้าปีมานี้” ในปี พ.ศ. 2490 คาวาบาตะได้เขียนข้อความซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วเอาไว้ว่า ตัวเขานั้นเป็นนักเขียนที่ยึดมั่นในรูปแบบดั้งเดิม แต่คำว่ารูปแบบดั้งเดิมตามความหมายของเขานั้น มิได้เพียงแค่ความงดงามและความอ่อนโยนเท่านั้น ลักษณะที่เด่นที่สุดแห่งงานเขียนของเขา ก็คือการแสดงออกถึงการยอมรับสภาพต่างๆ นั่นเอง “ความเหงาเศร้าและความหดหู่นั้น มิใช่ลักษณะนิสัยของชาวตะวันตกที่มีบุคลิกเปิดเผย ข้าพเจ้ามิเคยพบเห็นผู้คนในญี่ปุ่นที่มีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อความสิ้นหวังและความพินาศเหมือนอย่างที่ผู้คนในตะวันตกมีกันเลย”

ผลงานบางส่วนของคาวาบาตะ
1. เมืองหิมะ (ยุกิงุนิ หรือ Snow Country)
2. กระเรียนพันตัว (เซ็มบะซุรุ หรือ Thousand Cranes)
3. บันทึกของหนุ่มน้อยวัยสิบหก (จือโระกุไซ โนะ นิกกิ หรือ Diary of a Sixteen-Year-Old)
4. ระบำเร่ (อิสึ โนะ โอะโดะริโกะ หรือ The Izu Dancer)
5. แก๊งอะซากุซาแดง (อะซากุซา คุเระไนดัง หรือ Scarlet Gang of Asakusa)
6. สัตว์ป่าสกุณาไพร (คินซู หรือ Of Birds and Beasts)
6. แววตาเมื่อใกล้ตาย (มัตสึโงะ โนะ เมะ หรือ Eyes in Their Last Extremity)
7. ลูกแก้วมหัศจรรย์ (ซุยโซ เร็นโซ หรือ Crystalline Fantasy)
8. ราชาโกะ (เมอิยิน หรือ Master of Go)
9. เสียงแห่งภูเขา (ยะมะ โนะ โอะโดะ หรือ The Sound of the Moutain)
10. วิมานมายา (เมมูเรรุ บิโจ หรือ House of the Sleeping Beauties)
11. แขนนาง (คะตะอูเดะ หรือ One Arm)
12. กรุงเก่า (โคะโตะ หรือ Ancient Capital)
13. ทะเลสาบ (มิซุอุมิ หรือ The Lake)
14. ความงามกับความเศร้า (อุตซึกุซิซะ โตะ คะนะชิมิ โตะ หรือ Beauty and Sadness)
16. แต่งงาน (ไซกอนซา หรือ remarried)
17. คนโตเกียว (โตเกียว โนะ ฮิโตะ หรือ Tokyo People)
18. ชีวิตนักเขียนของข้าพเจ้า (บุงงะกุเกติ ชิโซเด็น หรือ My Life as a Writer)
19. หน้ากากแห่งความตาย (The Death Mask)
20. ญี่ปุ่นดินแดนที่งดงามและข้าพเจ้า (Japan, the Beautiful & Myself)
21. น้ำตก (Waterfall)
22. ทะเล (ยังค้นไม่พบหลักฐานว่าเขียนเมื่อใด แต่พบมีผู้แปลต้นฉบับภาษาจีน คือ คุณเรืองรอง รุ่งรัศมี ลงพิมพ์ในนิตยสาร “คุรุปริทัศน์”ฉบับ 11 มีนาคม 2529 เป็นเรื่องสั้นๆ ขนาดไม่เกินสองหน้ากระดาษพิมพ์ดีด).

ข้อมูลจาก “ระบำเร่ (The Isu Dancer) และรวมเรื่องสั้นของ ยาสึนาริ คาวาบาตะ”
วัฒนา พัฒนพงศ์ แปล สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2531

(ขอบคุณผู้อ่านเฟลิซิตี้ที่กรุณาส่งเรื่องนี้มาให้เราค่ะ)
.

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๑ สิงหาคม ๒๕๔๕