* home   ชั้นหนังสือ
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
เมื่อเด็กๆ ช่วยกันเลือกหนังสือมารับรางวัล
เรื่องและรูป : แก้ว กังหัน

 
มุมอ่านหนังสือของเด็กๆ ในห้องสมุดคูเล็มบอร์กเกือบทุกบ่ายวันพุธ ฉันมักจะจับเด็กๆ ที่บ้านพ่วงซ้อนจักรยานไปห้องสมุดประชาชนในตัวเมืองคูเล็มบอร์ค (Culemborg) อันเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่กลางประเทศเนเธอร์เแลนด์ เป็นเพราะโรงเรียนในเมืองนี้จะเลิกครึ่งวันทุกวันพุธ ห้องสมุดจึงมีเด็กตัวเล็กตัวโตไปขลุกก้มๆ เงยๆ เลือกดูหนังสืออยู่คึกคักตามซอกชั้นหนังสือมากกว่าวันอื่นๆ

เด็กๆ ที่บ้านยังอ่านหนังสือกันไม่ออก แต่พวกเธอก็ร้อง “เย” ด้วยความดีใจทุกครั้งที่ชวนไปห้องสมุด เพราะแผนกหนังสือเด็กชั้นบนมีหมอนรูปตัวสัตว์ขนาดใหญ่วางรองให้นอนเกลือกกลิ้งลงไปกับพื้นขณะที่เปิดหนังสือภาพดูกัน และเพราะที่นั่นพวกเธอจะได้พบเด็กตัวเล็กคนอื่นๆ หยิบหนังสือมานอนเกลือกอ่านอยู่ข้างๆ ฉันชี้ชวนเด็กๆ ให้ช่วยกันเลือกหนังสือเพื่อยืมหอบกลับบ้าน 3-4 เล่ม อันเป็นหนังสือที่จะนำไปวางไว้ที่ชั้นหนังสือข้างเตียง แล้วฉันจะทำหน้าที่อ่านให้เด็กๆ ฟังก่อนนอนสลับกับหนังสือภาษาไทยที่มีอยู่อย่างจำกัด (บางเล่มอ่านวนไปสักร้อยรอบ จนเด็กเริ่มท่องตามได้) ทุกค่ำคืนเด็กๆ จะหยิบหนังสือเล่มที่กำลังชอบมาวางเรียงซ้อนบนหมอน รอเวลาให้แม่จับนั่งซ้อนตักคนละข้างแล้วพลิกหนังสือเล่มต่างๆ อ่านให้พวกเธอฟังอย่างไม่รู้อิ่ม

เวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอน ฉันแอบหวังฝันหวานไปถึงวันเวลาในอนาคตที่เด็กๆ จะสามารถอ่านหนังสือได้ด้วยตัวเอง ฉันไม่ต้องจับเด็กๆ ซ้อนจักรยานปั่นไปห้องสมุด เด็กๆ ไม่ต้องรอถึงเวลาให้ใครอ่านหนังสือให้ฟัง พวกเธอจะต่างคนต่างปั่นจักรยานไปเดินเลือกยืมหนังสือมาอ่านกันเอง ไปร่วมพูดคุยถึงหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งได้อ่านไปกับเพื่อนวัยเดียวกัน ไปร่วมกิจกรรมที่ห้องสมุดจัดขึ้นสำหรับเด็กๆ เหมือนอย่างเด็กวัยโตคนอื่นๆ ที่ฉันเคยพบเห็นอยู่ในห้องสมุด

ที่แอบหวังฝันหวานเช่นนั้น มิใช่เป็นเพราะเริ่มขี้เกียจอ่านหนังสือให้เด็กๆ ฟัง หากฉันรู้ดีว่าเมื่อใดที่เด็กๆ เริ่มอ่านหนังสือได้เอง พวกเธอจะได้ค้นพบว่า "การอ่านหนังสือ" คือ ความสุขส่วนตัวที่น่ารื่นรมย์มากมายเพียงใด


ทุกวันพุธตอนบ่ายสองโมง จะมีอาสาสมัครมานั่งอ่านหนังสือให้เด็กๆ ฟัง

ห้องสมุดที่แดนกังหันนี้ มักจะมีชั้นวางหนังสือเด็กที่เพิ่งสั่งเข้ามาใหม่ให้เห็นเด่นสะดุดตาตรงทางเดินเข้า และในทุกช่วงต้นปีจนถึงกลางปี แผนกหนังสือเด็กจะจัดมุมพิเศษอีกมุมที่มีป้ายเขียนบอกว่า หนังสือมุมนี้ยืมไปอ่านแล้วให้คะแนนส่งเข้าชิงรางวัลได้ด้วย


มุมหนังสือรางวัล ให้เด็กๆ เลือกหยิบไปอ่านเพื่อลงคะแนน

เดือนที่แล้ว ห้องสมุดที่ฉันแวะไปอยู่เป็นประจำขึ้นป้ายย้ำโค้งสุดท้ายกระตุ้นให้เด็กๆ รีบลงคะแนนหนังสือที่อ่านๆ กัน ทำให้อยากเล่าถึงรางวัลหนังสือเด็กแห่งชาติรางวัลหนึ่งซึ่งสนุกสนานน่าสนใจเป็นพิเศษแตกต่างจากรางวัลหนังสือชนิดอื่น เหตุเพราะรางวัลนี้ เชื้อเชิญเด็กๆ ให้มาเป็น “คณะกรรมการ” ร่วมตัดสินด้วยการลงคะแนนหนังสือที่ตัวเองอ่านแล้วชอบมากที่สุดในรอบปี โดยตั้งชื่อรางวัลนี้ว่า Kinderjury Prize (Kidsjury Prize)

Kinderjuryรางวัลนี้จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1988 โดยมี 3 องค์กรร่วมกันจัดขึ้น คือ CPNB (สมาคมสำนักพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งเนเธอร์แลนด์) NBLC (สมาคมห้องสมุดประชาชนแห่งเนเธอร์แลนด์) และ NPS (บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ด้านสารคดีเพื่อเด็กและผู้ใหญ่ )

Kinderjury แยกคุณสมบัติกรรมการและแบ่งหมวดการมอบรางวัลออกเป็น 2 ระดับ คือ รางวัลหนังสือที่เลือกจากกลุ่มเด็กเล็กอายุระหว่าง 6-8 ปี หรือเรียนอยู่ในกลุ่มที่ 3-5 กับรางวัลหนังสือที่เลือกจากกลุ่มเด็กโตอายุระหว่าง 9-12 ปี หรือเรียนอยู่ในกลุ่มที่ 6-8 (ระดับการเรียนที่นี่ กลุ่ม 1-2 คือ ระดับอนุบาล กลุ่ม 3–8 เทียบเท่ากับชั้นประถมศึกษาที่ 1-6 ในเมืองไทย) โดยเด็กหนึ่งคนสามารถลงคะแนนได้เพียงครั้งเดียวโดยระบุเลือกตามเกณฑ์อายุหรือระดับชั้นที่เรียนอยู่

ห้องสมุดประชาชนทุกแห่งทุกเมืองจัดกิจกรรมรณรงค์ให้เด็กอ่านหนังสือเพื่อลงคะแนน โดยเอื้ออำนวยจัดสรรนำหนังสือที่ตีพิมพ์จำหน่ายภายในปี ค.ศ. 2004 มาประชาสัมพันธ์ให้เด็กๆ เลือกหยิบไปอ่านเพื่อร่วมให้คะแนน หากหนังสือเล่มใดที่เด็กสนใจอยากอ่านแต่ห้องสมุดใกล้บ้านไม่มีให้อ่านให้ยืม ห้องสมุดจะมีบริการยืมข้ามห้องสมุดมาให้อ่านได้อีกด้วย

หนังสือที่เข้าข่ายนำมาพิจารณารางวัล Kinderjury แต่ละปีนั้น หมายความรวมถึงหนังสือสำหรับเด็กทุกประเภท ไม่ว่า แนววรรณกรรม หนังสือภาพ บทกวี หนังสือทักษะความรู้ต่างๆ ที่ระบุว่าเหมาะสำหรับเด็กอายุ 6-12 ปี และต้องเป็นหนังสือใหม่ที่ตีพิมพ์ออกจำหน่ายครั้งแรกตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคมของปีนั้นๆ เท่านั้น (ยกตัวอย่าง รางวัลหนังสือประจำปี ค.ศ. 2005 คัดเลือกจากหนังสือที่ตีพิมพ์ออกมาภายในปี ค.ศ. 2004 )

เด็กที่อยากเข้าร่วมเป็นกรรมการตัดสิน ก็แค่ร่วมกติกาง่ายๆ คือหาหนังสือใหม่ที่ออกมาภายในกำหนดปีนั้นๆ มาอ่าน อ่านจบแล้วจดบันทึกความชอบและให้คะแนนไว้ในสมุดโน้ตตลอดทั้งปี เมื่อถึงช่วงเวลาลงคะแนน ก็รื้อฟื้นความทรงจำจากการอ่านคัดเลือกชื่อหนังสือที่ตัวเองชอบมากที่สุดในรอบปี 3 เล่ม (หรือน้อยกว่านี้ก็ได้) กรอกใส่ฟอร์มส่งเข้าไปเสนอชิงรางวัล

การลงคะแนนเสียงเลือกหนังสือไปรับรางวัล มีจุดให้ส่งคะแนนอยู่หลายรูปแบบ เช่น เข้าไปกรอกชื่อหนังสือและคะแนนบน เว็บไซต์ ทางการของรางวัล หรือขอใบลงคะแนนซึ่งมีแจกให้ตามโรงเรียน ตามร้านขายหนังสือ ตามห้องสมุด หรือตัดมุมลงคะแนนจากหนังสือพิมพ์สำหรับเด็กชื่อ Kidsweek เด็กๆ มีเวลาในการส่งชื่อหนังสือและคะแนนได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 1 มิถุนายน

รางวัล Kinderjury ทำให้นักอ่านรุ่นเยาว์คึกคักสนุกสนานกันมาก จนหนังสือพิมพ์ Kidsweek ต้องจัดพิมพ์ฉบับรางวัล Kinderjury ออกมาเป็นฉบับพิเศษ เพื่อลงรายละเอียดของหนังสือมากมายที่ออกมาตลอดทั้งปี และลงบทสัมภาษณ์เด็กๆ ที่อยากบอกเล่าถึงหนังสือเล่มโปรดของตัวเองที่ลุ้นอยากให้ได้รับรางวัล ในโรงเรียนก็มีการจัดกิจกรรมสอดสนองคล้องกัน อาทิ ให้เด็กๆ เขียนหรือเล่าถึงหนังสือที่ตัวเองชอบและอยากให้ได้รับรางวัล Kinderjury ด้วยเช่นกัน

ผลพลอยได้จากการเข้าร่วมเป็นกรรมการเสียงสำคัญและกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คือเด็กๆ จะมีโอกาสลุ้นผลรางวัล รางวัลที่ 1 ได้ไปเที่ยวแบบ V.I.P พร้อมกันทั้งครอบครัว ณ ดินแดนเทพนิยายและสวนสนุกที่เก่าแก่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์ชื่อ Efteling จำนวน 1 รางวัล รางวัลที่ 2 เป็นรางวัลโชคดีแบบหมู่คณะ เด็กคนใดที่ได้รับรางวัลนี้ เพื่อนร่วมชั้นเรียนจะได้รับรางวัลด้วยยกทั้งชั้นเรียน โดยมีเงื่อนไขเล็กๆว่า รางวัลคูปองหนังสือมูลค่า 10 ยูโร 1 ใบมอบให้สำหรับเด็กสองคน (10 ยูโร ประมาณ 500 บาท หนังสือวรรณกรรมเด็กที่นี่ราคาไม่ถูกนัก ตกเล่มละ 10 ยูโร) เพื่อเอาไปใช้เลือกซื้อหนังสือที่ชอบจากร้านหนังสือแล้วมาแบ่งกันอ่าน กล่าวคือ หากทั้งชั้นมีนักเรียน 24 คน ก็จะได้รางวัลคูปองหนังสือมูลค่า 10 ยูโรจำนวน 12 ใบ (เป็นรางวัลที่ช่างมีไอเดียน่ารักชะมัด) รางวัลสุดท้ายจำนวนหลายรางวัล คือ เด็กๆ จะได้ชุดหนังสือที่ได้รับรางวัลแห่งปีทั้งสองเล่ม

สิ่งที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์ของรางวัล Kinderjury คือตลอดเวลา 17 ปีที่จัดกิจกรรมนี้มา หนังสือที่กรรมการเด็กคัดเลือกส่วนใหญ่ เป็นหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนดัทช์เกือบทั้งสิ้น มีเพียงนักเขียนหนังสือเด็กต่างแดนที่ยิ่งใหญ่ 2 คนเท่านั้นที่สามารถแย่งชิงพื้นที่ดวงใจนักอ่านรุ่นเยาว์แห่งแดนกังหันได้สำเร็จ นั่นคือ ราชาโรอัลด์ ดาห์ล (ได้รับรางวัลเมื่อปี ค.ศ. 1989 / 1991 / 1993) กับราชินีเจ. เค. โรว์ลิ่ง (ได้รับรางวัลเมื่อปี ค.ศ. 2002)

PlukKinderjury เพิ่งประกาศผลรางวัลปี 2005 ไปเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา และจากผลรางวัลถือว่าเป็นปีพิเศษเกียรติคุณ เพราะหนังสือที่ได้รางวัลสำหรับกลุ่มเด็กเล็กชื่อ Pluk redt de dieren (Pluk rescues the animals) เขียนโดย Annie M.G. Schmidt ซึ่งเป็นนักเขียนวรรณกรรมชื่อดังคนสำคัญที่สุดของเนเธอร์แลนด์ ผู้ไม่เคยมีโอกาสได้รับรางวัล Kinderjury มาก่อนด้วยเงื่อนไขของปีพิมพ์ หนังสือชุด Pluk เคยตีพิมพ์ลงเป็นตอนๆ ในนิตยสารรายสัปดาห์ Margriet และเพิ่งจัดพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในปี ค.ศ. 2004 นี้เอง หนังสือที่ได้รับรางวัลในระดับเด็กโต ชื่อ Hoe overleef ik met/zonder jou? (ฉันจะอยู่อย่างไรเมื่อ "มีหรือไม่มี" เธอ?) เขียนโดย Francine Oomen ซึ่งเป็นนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนที่ถือว่ามาแรงที่สุดแห่งยุค (ไม่ผิดความคาดหมายแต่อย่างใด)

Pluk redt de dieren (Pluk rescues the animals)

Pluk เป็นชื่อของเด็กชายผู้มีพาหนะรถลากยกสีแดง เขาจะคอยออกตระเวนทำภารกิจช่วยเหลือเพื่อนบ้านบนโลก วรรณกรรมชุด Pluk นี้มีด้วยกันหลายเล่ม หลายตอน เล่ม “ปลึกกู้ภัยเพื่อนสัตว์” ที่ได้รับรางวัลในปี ค.ศ. 2005 นี้ ปลึกมาทำภารกิจช่วยเหลือขนส่งสัตว์ต่างๆ กลับคืนสู่ท้องถิ่น งานนี้ “ปลึก” ต้องตระเวนผจญภัยไกลสักหน่อย เพราะต้องขับรถเอาหมีกลับไปส่งที่ขั้วโลก เอาปลาหมึกไปปล่อยลงทะเล เอางูกลับไปส่งโซนเขตร้อนใกล้ศูนย์สูตร เป็นเรื่องราวชุดผจญภัยที่เด็กเล็กชื่นชอบกันมาก
ลองอ่าน Pluk บางตอน ในฉบับภาษาอังกฤษ

ปีหน้าแล้วสินะ...เด็กคนโตที่บ้านฉันจะมีคุณสมบัติครบวัยสามารถเข้าร่วมเป็นกรรมการ Kinderjury ได้เป็นครั้งแรก ปีนี้ฉันเลยซื้อสมุดโน้ตมาคอยจดรายชื่อหนังสือใหม่ๆ ที่อ่านให้เธอฟังก่อนนอน ต่อแต่นี้เราคงมีกิจกรรมสนุกจากการอ่านหนังสือร่วมกันเพิ่มขึ้นมา นั่นคือ การลุ้นว่าเราจะเลือกมอบรางวัลให้กับหนังสือเล่มใด และนักเขียนคนใดจะสลับสับเปลี่ยนเข้ามาอยู่ดวงใจของเรา...ทุกๆ ปี


 

4 นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนคนสำคัญและยอดนิยมแห่งรางวัล Kinderjury
 

แอนนี่ เอ็ม.จี. ชมิดท์ (Annie M.G. Schmidt)

นักเขียนวรรณกรรมเด็กคนสำคัญที่สุดของเนเธอร์แลนด์ เธอเขียนหนังสือ บทกวี บทเพลงสำหรับเด็กๆ ไว้มากมาย หนังสือหลายเล่มของเธอถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ตัวเอกในหนังสือของเธอ Jip en Janneke (เด็กชายยิปและเด็กหญิงยานเนเกอะ) เป็นตัวการ์ตูนสีดำที่มีชีวิตชีวาในใจผู้อ่านชาวดัทช์มานานกว่า 50 ปี

ในปี ค.ศ. 1988 แอนนี่ถูกเสนอชื่อโดยแอสทริด ลินด์เกรน (Astrid lindgren นักเขียนชื่อดังชาวสวีดิช ผู้เขียนหนังสือชุดปิ๊ปปี้ ถุงเท้ายาว - Pippi Longstocking) เพื่อรับรางวัลในงาน Hans Christian Andersen Award ซึ่งถือเป็นรางวัลโนเบลสำหรับวรรณกรรมเยาวชน

แอนนี่เปรียบตัวเองด้วยความดีใจตอนได้รับรางวัลทรงเกียรตินี้อย่างน่ารักว่า "Dear Hans, I have been an ugly duck for a long time, now I am an old ugly swan. But still a swan." ไว้ในจดหมายที่เขียนขอบคุณฮานส์ คริสเตียน อันเดอร์เซ่น ผลงานมากมายของแอนนี่นับเป็นงานวรรณกรรมเยาวชนคลาสสิกที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์วรรณกรรมเยาวชนที่ชาวดัทช์อ่านกันมาตั้งแต่รุ่นปู่-ย่าจนถึงเยาวชนรุ่นปัจจุบัน แอนนี่เสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1995 เมื่อเธออายุได้ 85 ปี

ภาพของ Jip en Janneke เป็นฝีมือและความคิดของ Fiep Westendorp นักวาดภาพประกอบคู่บุญให้กับหนังสือของแอนนี่ตลอดมาทุกเล่ม ฟี้ปสร้างการ์ตูนเด็กสองคนนี้ขึ้นมาเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ซึ่งขณะนั้นระบบการพิมพ์ยังไม่ได้ทันสมัยใช้คอมพิวเตอร์เหมือนในปัจจุบัน เพื่อป้องกันลายเส้นพิมพ์ขาดตกหล่น ไม่สวยงามเหมือนเส้นร่างต้นฉบับ ฟี้ปเลยออกแบบตัวการ์ตูนยิปกับยานเนเกอะออกมาเป็นภาพย้อนแสงซีลูเอท... มีสีดำตลอดเวลา จนกลายเป็นเอกลักษณ์แห่งตัวการ์ตูนที่มีชื่อเสียงที่สุดของเนเธอร์แลนด์

ฟรานซิน โอมเมน (Francine Oomen)

Oomenเธอกำลังเป็นนักเขียนยอดนิยมที่สุดของนักอ่าน ณ ยุคนี้ สองปีที่ผ่านมาแม้หนังสือดังอย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่เด็กทั่วโลกฮือฮายิ่งนัก ยังกระโดดข้ามกำแพงความแรงของนักเขียนในบ้านกับงานเขียนชุด survival tips ชุด Hoe overleef ik…? ของฟรานซิน โอมเมนไม่ได้ เพราะฟรานซินกวาดรางวัลขวัญใจเด็กอายุระหว่าง 10-12 ปีมาหลายครั้งกับหนังสือหลายเล่ม ไม่ว่า Hoe overleef ik een gebroken hart? (จะทำอย่างไรถ้าฉันอกหัก?) Hoe overleef ik meself? (ทำอย่างไรให้เป็นตัวของตัวเอง?) Hoe overleef ik mijn eerste zoen? (ทำอย่างไรกับจูบแรก?) Hoe overleef ik de brugklas? (ทำอย่างไรให้สอบผ่านชั้นคัดเลือก?)

ฉันได้อ่านหนังสือชุดนี้ของโอมเมนหลายเล่ม อ่านเพราะความอยากรู้อยากเห็น ปรากฏว่าฉันอ่านหนังสือของโอมเมนจบอย่างรวดเร็วด้วยความเพลิดเพลิน เพราะโอมเมนวางพล็อตหนังสือชุดนี้ไว้สนุกมาก เธอเดินเรื่องด้วยภาษาง่ายๆ ให้คนอ่านมีลุ้นมีภาพราวเดินย่องตามดูเด็กสาวตัวเอก (ที่ชื่อ Rosa) ไปตลอดเรื่อง เนื้อหาของหนังสือชุด Hoe overleef ik...? สอดแทรกการแก้ปัญหาวัยรุ่นไว้อย่างคมคายคลี่คลายในทุกพล็อตทุกกรณี อ่านแล้วเหมือนย้อนวัยกลับไปสิงร่างเด็กวัยรุ่นที่คิดอะไรเองไม่ตก หาตัวตนที่แท้จริงยังไม่เจอ เมื่อมีปัญหาจะมุ่งปรึกษาเพื่อนก่อนพ่อแม่ จึงเข้าใจได้เลยว่าทำไมหนังสือชุดนี้จึงได้รับความนิยมมากมายจากนักอ่านรุ่นทีนเอจแดนกังหัน

คาร์รี่ สเล (Carry Slee)

ราชินีนักเขียนขวัญใจแห่งรางวัล Kinderjury สเลได้รับรางวัล Kinderjury มากที่สุดถึง 14 ครั้ง หนังสือของเธอถูกเลือกเข้ามาโค้งสุดท้ายมากที่สุดถึง 18 เล่ม สเลเขียนหนังสือใช้ภาษาวางพล็อตหนังสือได้เหมาะกับเด็กอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป หนังสือเธออ่านสนุก มีแง่คิดทันสมัยทันสังคม อีกทั้งยังใช้ภาษาอ่านง่าย สื่อตรงกระชับ ไม่ซับซ้อน เธอไม่เพียงแต่เขียนหนังสือสำหรับเด็ก หากเขียนนิยายสำหรับผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน นับเป็นนักเขียนฝีมือดีที่มีพลังสร้างสรรค์งานอย่างน่าทึ่งคนหนึ่งของวงการวรรณกรรมดัทช์

เปาล์ ฟาน โลน (Paul Van Loon)

นักเขียนที่สร้างกระแสฮือฮามากอีกคนหนึ่ง ขนาดเกิดเป็นคลับนักอ่านเรื่องเขย่าขวัญ ฟาน โลนเขียนหนังสือเด็กแนวเขย่าขวัญน่าตื่นเต้นติดตามมากกว่าจะสยองขน อาทิ De Griezelbus (รถเมล์เที่ยวเขย่าขวัญ) ดำเนินเรื่องโดยนักเขียนชื่อ Onnoval ผู้ชวนเด็กๆ มาร่วมขึ้นรถเมล์เที่ยวประหลาดนี้ครั้งแรกในช่วงงานสัปดาห์หนังสือเด็ก รถเมล์คันนี้วิ่งเฉพาะช่วงกลางคืน ระหว่างทาง Onnoval จะมาเล่าเรื่องสยองขวัญที่เขาแต่งขึ้นแบบจบเป็นตอนๆ ไป (หนังสือชุดนี้มีด้วยกัน 6 เล่ม คือเล่ม 0-5 เล่ม 0 คือ ภาคที่มา ผู้เขียนแนะนำว่าควรอ่านเป็นเล่มสุดท้าย ปี ค.ศ. 2005 กำลังจะมีภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาฉายด้วย)

หนังสืออีกชุดของ ฟาน โลนที่ได้รับรางวัล Kinderjury บ่อยมากอีกเช่นกัน ชื่อว่า ชุดเด็กน้อยหมาป่า Dolfje Weerwolfje มีตอนต่อหลายภาคหลายเล่มจนถึงปัจจุบัน หนังสือของฟาน โลนได้รับการแปลไปหลากหลายภาษาในภาคพื้นยุโรป เขาเป็นนักเขียนยอดนิยมคนหนึ่งของเด็กๆ แถบนี้ และโปรดอย่าตกตะลึงหากคลิกเว็บไซต์ตรงชื่อเขา แล้วไปเจอรูปผู้ชายหน้าตาเหมือนสมาชิกวงร็อค แอนด์ โรล เพราะนั่นล่ะ คือ เขาเอง (ไม่อยากเชียร์อย่างออกนอกหน้าเลยว่า ฉันชื่นชอบงานเขียนของฟาน โลนมากไม่แพ้เด็กๆ เขาเลยเชียวล่ะ)

หมายเหตุ 1 ระหว่างปี ค.ศ. 1988 - 1997 รางวัล Kinderjury มอบรางวัลให้หนังสือ 3 ระดับอายุ โดยมีรางวัลสำหรับเด็กวัยรุ่นอายุ 13-16 ปีด้วย นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 จึงเริ่มมีการตัดสินรางวัลแยกโดยใช้ชื่อรางวัลใหม่ว่า Jongejury (Youngjury) ตลอดช่วง 8 ปีที่แจกรางวัลหนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น Carry Slee เป็นนักเขียนชาวดัทช์ที่ได้รับคะแนนคัดเลือกผูกขาดไว้เพียงผู้เดียวตลอด 5 ปีแรก และถูกเจ.เค. โรว์ลิ่งผู้นำแฮร์รี่ พอตเตอร์มาสกัดผลช่วงชิงความนิยมไปได้ในปี ค.ศ. 2002 หากในปี ค.ศ. 2003 หนังสือยอดนิยมก็หวนกลับไปอยู่ที่นักเขียนคาร์รี่ สเลคนเดิม และสองปีล่าสุดที่ผ่านไป ฟรานซิน โอมเมน นักเขียนขวัญใจเด็กแดนกังหันคนล่าสุดนั่นเอง

หมายเหตุ 2 หนังสือของนักเขียนดัทช์ที่เคยได้รับรางวัลเหล่านี้ ยังไม่มีฉบับแปลเป็นภาษาไทย หวังว่าสักวันคงมีใครสักคนนึกสนุกที่จะแปลงานเขียนภาษาดัทช์ให้เพื่อนนักอ่านคนไทยได้อ่านกันบ้าง


 

เกี่ยวกับผู้เขียน แก้ว กังหัน   มีงานหลักเป็นแม่(บ้าน) ผู้ชอบทำกับข้าวและถักเสื้อกันหนาวให้ลูกสาวสามคน ยามลูกเผลอจะมาช่วยทำงานอาสาสมัครโครงการ www.books4brains.org ชอบอ่านหนังสือเพราะไม่ดูทีวี ปัจจุบันขี่จักรยานอยู่บนดินแดนกังหัน อนาคตจะกลับไปดูแลต้นปีปตรงเนินเขาภาคเหนือ-เมืองไทย
   
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘