ไดอารีจ๋า
ฉันได้เรียนรู้มาอย่างหนึ่งว่าเรื่องแปลกประหลาดนั้นเกิดขี้นได้จริงและเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา อย่างเช่นวันนี้ แมวของจิลเพื่อนรักของฉันพูดได้ เรากำลังทำบราวนี่ในครัวแล้วก็ได้ยินแมวบอกว่า ปล่อยฉันออกไปนะ เราเลยรีบวิ่งไปที่ประตูหลังและทำตามนั้นจริงๆ เราได้สัมผัสความมหัศจรรย์และเราก็รอคอยความมหัศจรรย์เรื่องต่อๆไป ถึงเมืองฟรานโคเนียที่เราอยู่จะไม่ได้มีอะไรอย่างนั้นเท่าใดนักก็ตาม ฉันกับจิลรู้จักกันมาตลอดชีวิต มีบ้านหลังหนึ่งคั่นระหว่างบ้านของเรา แต่เราทำเหมือนว่าบ้านหลังนั้นไม่มีอยู่ เราเจอกันก่อนจะเกิดและเราก็อาจจะรู้จักกันกระทั่งหลังจากเราตายไปแล้ว อย่างน้อยเราก็วางแผนกันไว้อย่างนั้น
แม่กับฉันรีบไปแอตแลนติกซิตี้จนฉันไม่มีเวลาโทรหาจิล เราบอกคนอื่นว่าเราไปเยี่ยมป้าแก่ๆ แต่ที่จริงแล้วการจากมาของเราเกี่ยวกับเรื่องรักหรือเกี่ยวกับการไม่มีอยู่ของความรัก และป้านั่นก็ไม่มีอยู่จริง ฉันรู้จักคนที่แม่เก็บข้าวเก็บของกะทันหันเวลาที่พ่อเมาหรือโวยวาย แต่สำหรับเรานี่เป็นเรื่องร้ายแรงกว่านั้น แม่ไม่ใช่คนที่จะไปแอตแลนติกซิตี้ แม่ไม่เรียกใช้บริการของโรงแรมแล้วร้องห่มร้องไห้ แม่เคยบอกฉันว่าใครก็ตามที่แต่งงานควรจะเป็นอย่างแม่ เพราะไม่มีใครในโลกอีกแล้วที่แม่รู้จักจริงจัง แต่นั่นไม่จริงหรอก
เราอยู่ในห้องที่แอตแลนติกซิตี้สามวันโดยไม่ได้ออกไปข้างนอกเลย ต้องขอบคุณในบริการห้องพัก เรากินอย่างกับหมูและไม่สนใจแม้แต่จะแปรงฟันจนลูกพี่ลูกน้องของแม่ชื่อมาร์โกต์มาหาเรา มาร์โกต์หย่าเมื่อหน้าร้อนที่แล้วและเปลี่ยนสีผมเพื่อยกระดับอารมณ์ เธอขับมานิวเจอร์ซีย์ด้วยฟอร์ดมัสแตงเปิดประทุนที่เธอไม่ยอมให้สามีเก่าเอาไป นั่นก็เพราะเขาเอาวิญญาณของเธอไปแล้ว เอาไปกองไว้เหนือถ่านร้อนๆ
"แต่งตัวเดี๋ยวนี้" มาร์โกต์บอกเรา
เราใส่เสื้อคลุมอาบน้ำกำลังดูหนังคาวบอย ซึ่งเพราะอะไรสักอย่างทำให้แม่ร้องไห้ อาจจะเป็นเพราะพวกผู้ชายบนหลังม้าที่ดูแน่วแน่ซื่อสัตย์ก็ได้ ผู้ชายของแม่กับมาร์โกต์ต่างสร้างความผิดหวังให้ แต่ก็ดูทั้งคู่จะยังหวังว่าผู้ชายจะดีขึ้นได้ พูดกันตรงๆแล้วฉันยังมีความศรัทธาในม้ามากกว่าเสียอีก
"เดี๋ยวนี้นะฟรานเชส" มาร์โกต์บอก เพราะเธอเอาจริงเอาจัง แม่จึงแต่งตัวทาปากแล้วเราก็ออกไปร้านอาหารจีน ที่เครื่องดื่มมาในแก้วที่มีร่มคันเล็กๆซึ่งฉันเก็บไว้เป็นที่ระลึก
ฟังนะเกรเทล มาร์โกต์บอกฉันตอนที่เรากลับไปเก็บของที่ห้อง และแม่ไม่อยู่ในรัศมีจะได้ยิน เมื่อชีวิตแต่งงานแตกแยก พวกลูกๆ คือคนที่จะเจ็บปวด ดังนั้นจงเข้มแข็งไว้ให้ดีนะหนู นี่เองทำให้มาร์โกต์โล่งอกที่เธอกับโทนี่ไม่มีลูก ถึงมาร์โกต์จะน้ำตารื้นทุกครั้งที่เห็นเด็กทารกก็ตาม
"มาร์โกต์เป็นเพื่อนรักของแม่ แต่เป็นพวกเหลวไหลไปหมดทุกอย่างน่ะแหละ" แม่กระซิบบอกตอนที่เราโยนกระเป๋าเสื้อลงท้ายรถ "ฟังอะไรก็ฟังหูไว้หูด้วย อาจจะต้องไว้สองหูเลยก็ได้"
ใครจะว่ามัสแตงเป็นอย่างไรก็ตาม มันอาจจะสวยสง่าแต่มีที่เก็บของนิดเดียว ฉันต้องนั่งเบาะหลังกับที่เป่าผมและชุดเครื่องสำอางบนตักตลอดทางไปฟรานโคเนีย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฉันหยุดภาวนาว่าขอให้เราไปลงเอยที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่บ้าน
เราอยู่ฟลอริดาหนึ่งอาทิตย์ เป็นอาทิตย์ที่เต่าตายบนชายหาดและมีแมงกะพรุนในทะเล พอเราเช็คอินที่โรงแรม เจสันพี่ชายฉันที่ชอบแกล้งทำเป็นว่าเขาไม่ใช่คนในครอบครัวเรา ก็ออกไปศึกษาเรื่องกระแสน้ำแล้วไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย พ่อแม่มานี่เพื่อจะพยายามปลุกชีวิตชีวาการแต่งงานอีกหน ซึ่งดูจะเป็นไปไม่ได้ในสายตาคนนอกทุกคน เกรเทลจ๋า อย่าหวังอะไรมากนะ มาร์โกต์เตือนเสร็จสรรพตอนที่เธอพาฉันไปหาซื้อชุดว่ายน้ำ ซึ่งเป็นภารกิจที่ทำให้ใครก็ตามที่มีรูปร่างไม่ดีพร้อมเป็นบ้าไปได้เต็มขั้น อะไรที่จบแล้วมันก็จบไปแล้ว มาร์โกต์บอก ฉันว่าเธอพูดถูก
ก่อนเครื่องบินจะแตะพื้นที่ไมอามี่ เราก็ได้ยินพ่อแม่ทะเลาะกันแล้ว ที่โรงแรมทั้งคู่เก็บตัวในห้อง ถ้าจะถามฉันแล้ว การพยายามเกินไปในการแต่งงานก็เป็นเรื่องแย่ไปได้เช่นกัน มันทำให้พ่อฉันน่าชังกว่าที่เคย แต่อารมณ์ร้ายของพ่อก็ไม่ได้ผลอะไรกับฉัน ฉันไม่ปริปากอะไร ไปตามทางของตัวเอง เรียกใช้บริการห้องพักและกินลินเซอร์ทอร์เทอกับกุ้งราดซอสคนเดียวในห้องที่เป็นของฉันกับเจสัน แต่เขาก็ไม่คิดจะโผล่มาอยู่แล้ว ฉันอยู่ห้องตรงข้ามห้องพ่อแม่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้ยินเสียงทั้งคู่ทะเลาะกัน
ฉันออกไปชายหาดตอนดึกๆ เป็นเวลาที่ดึกเกินไปที่ใครจะอนุญาตให้ฉันออกไป ถ้าเพียงแต่จะมีใครยังรู้ว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ ที่ชายหาดฉันได้เจอโจนาธาน แรบบิท ซึ่งตอนนี้กำลังมีความรักกับฉัน เขาเป็นที่รู้จักในชื่อแจ็ค แร็บบิท ซึ่งทำให้ฉันระเบิดหัวเราะออกมา ก็ไม่น่าหรอกหรือที่เด็กผู้ชายที่ตกหลุมรักฉันจะเป็นพวกหนูน่ะ? เขาอยู่ที่แอตแลนตา อยู่ชั้นม.3 พูดตรงๆแล้วเขาน่าเบื่อสิ้นดี ฉันให้เขาจูบครั้งหนึ่ง แต่เชื่อเถอะว่าฉันไม่ได้ยินเสียงระฆังเลย ฉันได้ยินแต่เสียงแมงกะพรุนกระจุยน้ำกับเสียงเต้นอันดังหนวกหูจากหัวใจของแจ็ค แร็บบิท
ฟลอริดาไม่ได้ช่วยอะไรครอบครัวฉัน แต่อย่างน้อยฤดูใบไม้ผลิก็กำลังจะเริ่มแล้ว ฉันกับจิลคอยเฝ้าดูสิ่งมหัศจรรย์ แจ็ค แร็บบิทโทรมาหาฉันตลอดเวลา และนี่ก็เป็นอะไรบางอย่างที่มหัศจรรย์ เขาเขียนหาฉันบ่อยจนน่าจะคิดว่านิ้วเขาคงเริ่มเคล็ดแล้ว ฉันเอาจดหมายพวกนั้นไปโรงเรียน ใครๆจะได้รู้ว่าฉันมีแฟนอยู่ที่แอตแลนตา พวกนี้จะไม่ได้เห็นเขาหรอก จะไม่มีวันได้รู้ว่าเป็นไปได้จริงๆ ที่เด็กผู้ชายจะน่าเบื่อได้ขนาดที่เรายอมจูบเขาเพื่อให้เขาหุบปากลง ฉันควรจะได้เงินจากการต้องฟังเขาทางโทรศัพท์เวลาที่เขาโทรมาด้วยซ้ำไป ฉันควรจะได้หนึ่งเหรียญห้าสิบต่อชั่วโมง อย่างน้อยน่ะนะ
จิลบอกฉันว่าเวลาที่เรามีความรักจริงๆ เราจะรู้ได้ทันที ฉันไม่แน่ใจนักว่ามันเกิดได้อย่างไร เหมือนแสงวาบของฟ้าแลบหรอกหรือ? เหมือนมีเทวดามาแตะไหล่เราไหม? หรือว่าจะคล้ายกับการเลือกลูกหมา? เราคิดว่าเราเลือกตัวที่น่ารักที่สุดแล้ว แต่จริงๆเราก็ลงเอยด้วยการกลับบ้านมากับตัวที่ดึงดันจะปีนตักเรา เราได้หมาเรามาอย่างนั้นล่ะ เจ้ารีโวลเวอร์ เราคิดว่ามันคลั่งไคล้เรามาก แต่กลายเป็นว่าลาบราดอร์ก็ชื่นชมใครๆไปหมดทุกคน แต่ความรักก็อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ เป็นสภาพจิตใจที่พร้อมจะเทอดทูนใครก็ตามที่ยินดีจะยอมรับมัน ใครก็ตามที่จะใส่ใจ
โรงเรียนปิดแล้ว ไชโย แต่ชีวิตก็ยังน่าเบื่อจนกระทั่งฉันเขียนถึงปีเตอร์ แร็บบิททุกวัน ฉันไปสระว่ายน้ำกับจิลก็เอาสมุดโน้ตไปด้วย แล้วเขียนจนรู้สึกหน้ามืดก็จะกระโดดลงไปในน้ำลึก เราไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเพราะไม่มีใครในบ้านพูดจากัน ดังนั้นการไปไหนด้วยกันเป็นเรื่องไม่ต้องเสียเวลาคิด พี่ชายฉันอยู่ในทีมวิทยาศาสตร์หน้าร้อนของโรงเรียนมัธยมปลาย เขาจึงไม่เคยอยู่บ้าน พ่อคอยออกกำลังกายและไปโรงยิม พ่อจึงไม่ค่อยอยู่บ้านเช่นกัน
แม่กับมาร์โกต์และฉันไปดูหนังด้วยกันบ่อย โรงหนังทั้งมืดและเย็น และจะไม่มีใครรู้ว่าเรากำลังร้องไห้นอกจากคนที่นั่งติดกับเราเท่านั้น มาร์โกต์ซื้อของทุกอย่างที่ฉันอยากได้มาให้ แม้แต่จอร์แดนอัลมอนต์ที่ไม่ดีกับฟัน เธอเป็นคนใจดีที่รู้เรื่องความรัก มีพวกผู้ชายโทรหาเธอกลางดึกแต่ไม่มีใครใช้ได้สักคน เธอว่าอะไรอย่างนั้น เธอเหมือนกับจิลที่ยืนยันว่าเธอจะรู้ถ้าหากได้เจอคนที่ใช่ แต่ก็ไม่เหมือนจิลที่เธอบอกฉันชัดเจนว่าหลักฐานของความรักคืออะไร ฉันอยากจะจูบเขาจนตายไปเลย สำหรับฉันแล้ว สิ่งนี้ดูไม่น่าจะหวังถึงนัก แต่ก็ดูใครๆจะหวังถึงมันไปหมด
จิลไปแคมป์กับพ่อแม่และส่งโปสการ์ดมาบอกว่ามันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งมหัศจรรย์ที่เรากำลังค้นหา เหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ ความลับของเทวดา นั่นคือความรัก เป็นรักแท้จริงกับเด็กผู้ชายเตนท์ติดกันที่แอบออกมาหาหลังจากพ่อแม่จิลหลับแล้ว ฉันนั่งจับเจ่าตอนจิลไม่อยู่แล้วคิดทบทวน ฉันฉลาดขึ้นและไม่รอบุรุษไปรษณีย์อีกแล้ว แจ็ค แร็บบิทไม่เขียนมาแล้ว เขาไปค่ายเพื่อจะเป็นที่ปรึกษายุวชน และฉันคาดว่าเขาคงจะแขนหักหรือไม่ก็ไปตกหลุมรักคนใหม่ แล้วนี่จะไม่ทำให้ฉันคิดถึงจดหมายจากเขาแทบคลั่งหรอกหรือ? บางทีฉันก็อ่านจดหมายเก่าๆกลางดึก แล้วนึกแปลกใจว่าฉันคิดอะไรอยู่ตอนได้จดหมายพวกนี้ ฉันคิดว่าเขาน่าเบื่อได้อย่างไร? ตอนนี้ฉันต่างหากที่น่าเบื่อ พอจิลกลับมาฉันอาจจะโกหกจิล อาจจะบอกว่าแจ็ค แร็บบิทเสียชีวิตในอุบัติเหตุทางเรือแคนู คำสุดท้ายที่เขาเอ่ยปากคือชื่อของฉัน พวกนั้นบอกฉันอย่างนั้น ชื่อของฉันทำให้เขาผ่อนคลายได้ในลมหายใจเฮือกสุดท้าย
จิลกับฉันไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันในโรงเรียน เราไม่เคยได้อยู่ร่วมห้อง พวกบริหารไม่อยากให้คนที่ชอบพอกันมาอยู่ด้วยกัน พวกนั้นคิดว่าจะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน ถ้าจะจับคนที่เกลียดกันเอาไว้ห้องเดียวกันได้วันแล้ววันเล่า โดยที่ไม่มีใครลงเอยด้วยการถูกฆ่าตายหรือสูญเสียอวัยวะอะไรไป ฉันไม่ควรจะได้รู้ว่าแม่จิลไปพบจิตแพทย์ อย่างที่จิลไม่ควรจะรู้ว่าพ่อแม่ฉันไม่ได้นอนห้องเดียวกันอีกแล้ว แม่นอนบนผ้าปูที่พื้นห้องฉัน และจะไม่ร้องไห้จนกว่าแม่คิดว่าฉันหลับไปแล้ว
เร็วๆนี้ มาร์โกต์กับฉันออกไปกินไอสครีม เราได้บัตเตอร์สก็อตช์ซันเดย์กับไอสครีมวานิลลา มาร์โกต์ของคำปรึกษาจากฉัน เธอเห็นพ่อที่ร้านอาหารหรูหราชนิดที่พ่อจะไม่มีวันพาเราไป พ่ออยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งที่มาร์โกต์ไม่เคยเห็นมาก่อน และเธอไม่รู้ว่าจะบอกแม่หรือไม่บอกดี ฉันไม่ได้เป็นพวกชอบซุบซิบนินทา ถึงจะรู้ดีว่าบางครั้งความจริงก็เป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสม แต่นี่ดูไม่ใช่เวลาอย่างนั้น ใครจะไปรู้ ผู้หญิงคนนั้นอาจจะเป็นคนที่มาติดต่อเรื่องงานก็ได้ ถึงมาร์โกต์และฉันเต็มใจเดิมพันด้วยชีวิตก็ตามว่าไม่ใช่หรอก
คำแนะนำจากฉันคืออย่าบอกแม่เลย แม่ร้องไห้และต้องนอนกับพื้นอยู่แล้ว ความจริงจะช่วยอะไรแม่ได้ในตอนนี้เล่า? มาร์โกต์ไม่ได้กินซันเดย์ของเธอ และพอเธอยื่นไอสครีมให้ฉัน ฉันรู้ตัวว่าท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด ฉันคิดตกว่าในโลกนี้เลือกฮอทฟัดจ์ไว้จะดีกว่า
วันฮัลโลวีน จิลแต่งดำทั้งชุดและทำหูด้วยขนที่ติดกาวกับที่คาดผมพลาสติก จิลเป็นแมวดำ เธอมีหางที่ถักจากผ้าพันคอไหมสามผืน ฉันยืมสร้อยข้อมือเงินวงใหม่จากยายมาสามสิบเส้น ฉันเป็นแม่หมอ เราน่าจะเอะใจตั้งแต่เห็นพระจันทร์ที่เป็นสีส้มดวงใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อ อย่างกับว่าเราก้าวยาวๆก็จะได้ไปที่นั่น เป็นเด็กหญิงพระจันทร์ที่หล่นจากขอบโลก พี่ชายหัวเราะพวกเรา ว่าเราไม่โตไปหน่อยหรือที่จะเล่นฮัลโลวีน? มันก็จริงแต่เราไม่สนใจ เราเดินไปเดินมาเก็บลูกกวาด แล้วเราก็เดินไปไกลกว่าเขตโรงเรียน ผ่านทุ่งหญ้า ที่เราจะได้สูบบุหรี่ได้ข้างๆลำธาร จิลขโมยบุหรี่มาจากกระเป๋าแม่ ฉันได้ไม้ขีดมาจากยาย
"ตราบใดที่ไม่เอาไปสูบบุหรี่ล่ะก็" ยายบอกฉันอย่างนั้น ซึ่งทำให้เสียบรรยากาศไปมาก ฉันไม่สนุกกับการสูบแม้แต่อึดใจเดียว ยายฟรีดามาเยี่ยมตอนสุดสัปดาห์ และยายสามารถท่องคาถาคำสาปชั้นสูงใดๆ ก็ตามได้ ยายหลับบนพื้นห้องฉันเหมือนกันและห้องก็เริ่มแน่น ฉันหารองเท้าผ้าใบไม่เจอ หากางเกงในก็ไม่เจอ ทุกคืนพอฉันหลับก็จะได้ยินเสียงบทสนทนากระซิบกระซาบ ที่ทุกครั้งดูจะมีคำว่าความเศร้าอยู่ในนั้น
จิลได้หัดและรู้วิธีเป่าควันเป็นวงกลม ตอนที่เธอปล่อยวงแหวนหมอก พวกผู้ชายบางคนจากโรงเรียนมัธยมปลายที่ตั้งใจจะก่อกวนก็เข้าใกล้เข้ามา จิลดูสาวกว่าอายุ และถึงจะอยู่ในชุดอย่างนี้เราก็บอกได้ว่าเธอสวย พวกผู้ชายพยายามจะจูบจิล พอจิลไม่ยอมพวกนั้นก็รวบเธอ ทุกอย่างเกิดเร็วจนฉันได้แต่นั่งตรงนั้น เหมือนเป็นผู้ชมและทุกอย่างเป็นละคร แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น ฉันตีผู้ชายคนหนึ่ง สร้อยข้อมือเงินของฉันหนักจนเจ้านั่นล้มไป ความตกใจจากที่ฉันฟาดคนเข้าให้ทำให้เรามีเวลาวิ่ง เราวิ่งและวิ่ง เหมือนอย่างจะไปถึงพระจันทร์ได้ถ้าจำเป็น เราวิ่งจนเรากลายเป็นควัน เราลอยอยู่เหนือสนาม ล่องอยู่ใต้หน้าต่างและประตู
"ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอทำอย่างนั้น" จิลบอกตอนเราถึงบ้านในที่สุด เธอทำหางกับหูหายไปแล้ว แต่หน้าตาแจ่มใส "เธอฟาดเขาน่ะ"
ฉันรู้สึกดีไปหลายวัน
เราไม่ฉลองในโอกาสเทศกาลใดๆ เราไปบ้านยายฟรีดาในวันพาสโอเวอร์ แต่เราข้ามฮานุกกาที่พ่อยืนยันว่าไร้สาระ และเราข้ามวันขอบคุณพระเจ้าที่พ่อคิดว่าเป็นพิธีที่ไร้ความหมาย แต่เราไปคริสต์มาสที่บ้านมาร์โกต์ทุกปี เป็นเทศกาลที่เธอรู้สึกเหมาะสมที่จะฉลองนับตั้งแต่เธอแต่งงานกับโทนี่ มอลินาโรมาตลอดปีเหล่านั้น พ่อไม่เคยไปบ้านมาร์โกต์ และปีนี้เจสันก็ไม่ได้ไป มีแต่เราเท่านั้น เราประดับต้นไม้ด้วยเครื่องประดับสวยๆของแม่โทนี่ มีเทวดาที่ฉันชอบมากตลอดมาประดับด้วยแก้วเงิน ตอนที่แม่ของโทนี่ยังอยู่ เธอรับรองว่าเทวดานี่จะนำโชคดีมาให้คนที่แขวนเทวดากับต้นไม้ แม่ของโทนี่ชอบมาร์โกต์มากกว่าลูกชายตัวเองเสมอ ตอนที่เลิกกัน เธอก็ล้มหมอนนอนเสื่อและเสียชีวิตในฤดูใบไม้ผลิถัดมา
ถึงมาร์โกต์กับโทนี่จะหย่ากันแล้ว มาร์โกต์ก็จะให้แม่สามีเก่าของเธอเข้าร่วมในงานฉลองเสมอมา แม่ของโทนี่อายุอย่างน้อยเก้าสิบแล้ว มือของเธอสั่นเวลาที่ถือเทวดา "เรื่องของโชคก็คือ" เธอบอกฉันเมื่อคริสต์มาสครั้งสุดท้ายของเธอ "เราไม่รู้ว่าจะมันจะดีหรือร้ายจนกว่าเราจะได้เห็นอะไรบ้างแล้ว"
ปีนี้เราชนแก้วให้หญิงชราคนี้ และมาร์โกต์ก็ร้องไห้ออกมาจริงๆ พอเราแต่งต้นไม้เสร็จหิมะก็เริ่มตก เรารีบไปดูกันที่หน้าต่างด้านหน้า เราแทบจะไม่ได้เห็นหิมะแบบนี้เลย เป็นหิมะที่ตกหนักและแสนสวยจนเราตกหลุมรักฤดูหนาว ถึงแม้เราจะรู้ว่าต้องกวาดหิมะตอนเช้าก็ตาม
มาร์โกต์ทำไก่งวงใส่ใส้ เส้นพุดดิ้งอบ กับเค้กสีขาวหน้ามะพร้าวที่ดูเหมือนหิมะข้างนอก หลังอาหารเย็น มาร์โกต์กับแม่ใส่ผ้ากันเปื้อนแล้วล้างจานพลางหัวเราะ ฉันยอมปล่อยให้ทั้งคู่ฟังเพลง บลูคริสต์มาส ของเอลวิส ฉันแทบไม่เห็นแม่มีความสุขเลย แล้วฉันจะบ่นอะไรได้เล่า?
คริสต์มาสเป็นเรื่องใหญ่ของครอบครัวจิล และฉันรู้ว่าพอไปบ้านจิลเช้าพรุ่งนี้ เธอก็จะมีของขวัญดีๆเป็นโหลมาให้ฉันดู และฉันต้องพยายามไม่อิจฉา จิลกับฉันให้ขวดน้ำหอมไวท์มัสค์กลิ่นโปรดของเราแก่กันและกัน ฉันริษยาจิลไปเกือบทุกอย่าง แต่ฉันไม่ได้อิจฉาจิลในตอนที่ฟังเอลวิสในบ้านมาร์โกต์ ที่จริงแล้วฉันไม่อยากอยู่ที่ไหนมากไปกว่าที่นั่น โชคดีของเราที่มาร์โกต์อยู่แค่ตรงหัวมุมจากเรา บ้านของเธอคือบ้านของเรา และในทางกลับกันเช่นกัน เว้นแต่ว่าพ่อจะอยู่บ้าน แม่กับมาร์โกต์ตั้งใจจะอยู่ใกล้กันตลอดไป ทั้งคู่มีแผนการร้อยแปด แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกแผนจะสำเร็จเสมอไป
ฉันได้ยินพ่อพูดโทรศัพท์ พ่อตั้งใจจะย้ายออกทันทีที่บรรยากาศเริ่มดีขึ้น เมื่อไหร่ที่พ่อบอกข่าวร้ายกับเราได้ พ่อก็จะไป พ่ออยู่ในภาวะรักษาท่าที พ่อบอกอย่างนั้นแต่ฉันแน่ใจว่าพ่อไม่ได้รักษาเพื่อเรา ฉันไม่ได้บอกแม่ว่าได้รู้อะไรมา ฉันไม่ได้บอกใครเลย ฉันอยากเห็นมาร์โกต์กับแม่เต้นรำในครัวตอนล้างจานเสร็จและจานรอแห้งบนชั้นวาง ฉันอยากเห็นทั้งคู่โยนผ้ากันเปื้อนลงกับพื้น
ตอนเราเดินกลับบ้านคืนนั้น แม่โอบฉันไว้และบอกให้ฉันขอพรจากดาว แม่ยังเชื่อเรื่องพวกนี้ เรายืนอยู่ในหิมะและฉันพยายามสุดกำลังแต่ก็มองไม่เห็นดาวสักดวง แต่ฉันโกหก บอกว่าฉันเห็นและขอพรไปแล้ว เรายืนอยู่และแม่ก็พยายามอย่างไร้ผลที่จะมองหาดาวดวงนั้น นิ้วของฉันหนาวจนแข็งไปหมด ฉันจึงเอามือใส่กระเป๋า เทวดาอยู่ในกระเป๋านั้น ฉันรู้ว่าถ้าฉันพยายามขอบคุณมาร์โกต์ เธอก็จะบอกให้ฉันพอได้แล้ว และบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องอะไรเลย แต่นี่เป็นเรื่องที่มีความหมายบางอย่างสำหรับฉัน
ดึกแล้วแต่เรายังได้ยินเสียงรถราจากซัทเทินสเตทปาร์กเวย์ถึงจะเป็นวันคริสต์มาสและหิมะตกหนักก็ตาม เราได้แต่แปลกใจว่าใครกันที่คนในรถพวกนั้นจากมา และใครกันที่พวกเขาจะขับไปหา พวกเขาจะรู้หรือไม่ว่าในที่ไกลๆ เสียงสะท้อนของล้อบนราดยางถนนดังเหมือนเสียงแม่น้ำ ซึ่งสำหรับใครบางคนอย่างเช่นฉันแล้ว นี่ก็ดูจะเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่ฉันเฝ้ารอ
แปลจาก Dear Diary บทแรกในหนังสือ Local Girls โดย Fay
Local Girls Alice Hoffman
ISBN : 0-425-17434-4 Berkley (1999) paperback 197 pages $12.95
หมายเหตุผู้แปล : เรื่อง Local Girls อ่านได้ง่ายและเพลิน แต่จะได้ความรู้สึกเหมือนผู้เขียนจงใจเขียนเป็นเรื่องสั้นเป็นตอนๆ ที่ไม่ตั้งใจให้อ่านต่อเนื่องกัน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะบทหลังบางบทก็มาแนะนำตัวละครกันใหม่อีก หรือบุคลิกของตัวละครเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไม่มีน้ำหนักและอ่อนเหตุผล เมื่อต้องอ่านรวมเป็นเล่มจึงรู้สึกไม่ค่อยสัมพันธ์กันเท่าที่ควร มีตอนที่ซ้ำและขัดกันกับตอนก่อนๆจำนวนมาก แต่หากอ่านแล้วจะไม่ใส่ใจอะไรมากก็คงทำให้เพลินได้บ้าง และน่าจะอ่านได้ดีมากหากเป็นการอ่านอย่างไม่ต่อเนื่องกันรวดเดียวจบ ทิ้งไว้ให้พอลืมๆบ้างแล้วค่อยมาอ่านต่อน่าจะเป็นวิธีอ่านที่เหมาะสมที่สุดกับหนังสือเล่มนี้ (เป็นความเห็นของผู้แปลที่อาจไม่จริงสำหรับผู้อ่านก็ได้) บทแรกๆ ในเล่มเขียนได้น่ารักดี และยังไม่ปรากฏความซ้ำหรือความไม่คงที่ในเนื้อหา สิ่งที่น่าชมที่สุดคงเป็นภาษาของฮอฟแมนที่อ่านง่ายได้รื่นไหล เล่มนี้จึงไม่ดีมากขนาดจะแนะนำให้อ่าน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความดีเอาเสียเลย จึงลองแปลตอนแรกเป็นการแนะนำ และคำตรงนี้ก็เพื่อบอกว่าผู้ที่ชอบจากบทลองอ่านตรงนี้ก็อย่าเพิ่งคิดว่าการอ่านทั้งเล่มจะดีเสมอไป
เกี่ยวกับผู้เขียน Alice Hoffman เกิดที่นิวยอร์กซิตี้ในปี 1952 จบการศึกษาปริญญาโทด้านการเขียนจากสแตนฟอร์ด เริ่มเขียนหนังสือเล่มแรกตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ดปี ในเรื่อง Property Of จากนั้นเธอได้เขียนนวนิยายสิบสามเรื่อง นวนิยายขนาดสั้นหนึ่งเรื่อง และหนังสือเด็กอีกสามเรื่อง หนังสือ Practical Magic ได้รับนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์
I wrote to find beauty and purpose, to know that love is possible and lasting and real, to see day lilies and swimming pools, loyalty and devotion, even though my eyes were closed and all that surrounded me was a darkened room. I wrote because that was who I was at the core, and if I was too damaged to walk around the block, I was lucky all the same. Once I got to my desk, once I started writing, I still believed anything was possible.
Alice Hoffman, New York Times -August 14, 2000
Copyright © 2002 faylicity.com
|