* home   ชั้นหนังสือ : เรื่องแปล
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
หลงทาง
เดวิด ซีดาริส

 
ถนนบ้านผมในปารีสตั้งชื่อตามศัลยแพทย์ที่สอนอยู่โรงเรียนการแพทย์ละแวกนั้น ศัลยแพทย์ผู้นี้ค้นพบอาการผิดปกติทางผิวหนังชนิดหนึ่ง เป็นการหดค้างของกล้ามเนื้อที่ทำให้นิ้วมืองอเข้า จนกระทั่งมือกลายเป็นกำปั้นแบบถาวร   ถนนรู ดูพาเทรน สายนี้เป็นถนนสั้นๆ ที่ไม่ได้มีอะไรน่าดึงดูดใจผิดไปจากอย่างอื่นในบริเวณเดียวกัน แต่นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันมักจะมาที่นี่ และต้องตะโกนใส่กันใต้หน้าต่างห้องทำงานผมด้วยเหตุบางประการ

บางรายโต้เถียงกันด้วยเรื่องภาษา โดยฝ่ายภรรยาได้เคยกล่าวอ้างถึงความสามารถบางประการของตน เช่นบอกว่า "ฉันฟังเทปสอนภาษาแล้ว" หรืออาจบอกว่า "ภาษาโรมานซ์พวกนี้มันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ ฉันรู้ภาษาสเปน ดังนั้นเราไม่มีปัญหาหรอก" แต่แล้วผู้คนใช้สแลง หรือถามคำถามที่ไม่ได้ตระเตรียมมาก่อน และทำให้ทุกอย่างพังทลายลง "ก็ไหนเธอบอกว่าพูดฝรั่งเศสได้" ผมได้ยินเรื่องอย่างนี้เป็นประจำ มองออกไปทางหน้าต่างก็จะเห็นคู่รักยืนประจันกันบนทางเท้า

"ใช่สิ" ฝ่ายหญิงจะกล่าว "อย่างน้อยฉันก็ได้พยายามน่ะนะ"

"ก็พยายามให้มันมากกว่านี้ โธ่โว้ย ไม่เห็นมีหน้าไหนฟังเธอพูดรู้เรื่อง"

การโต้เถียงเชิงภูมิศาสตร์เกิดขึ้นบ่อยมากเป็นอันดับสอง ผู้คนสังเกตว่าเคยผ่านถนนสายนี้มาแล้ว อาจจะเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว ตอนที่พวกเขาเหนื่อย หิว และอยากเข้าห้องน้ำ

"ให้ตายเถอะฟิลิป มันจะตายเหรอถ้าจะถามทางใครน่ะ"

ผมนอนบนโซฟาคิดว่า แล้วทำไมเขาไม่ถามเสียเองเล่า ทำไมฟิลิปต้องเป็นคนถามด้วย แต่เรื่องพวกนี้อาจซับซ้อนกว่าที่เห็น ไม่แน่ว่าฟิลิปอาจเคยมาที่นี่แล้วเมื่อยี่สิบปีก่อนและอ้างว่ารู้จักทางดี หรือฟิลิปอาจไม่ยอมปล่อยมือจากแผนที่ หรือไม่ยอมกางแผนที่ออกมาเพราะจะทำให้ดูเหมือนนักท่องเที่ยว

แรงปรารถนาที่จะทำตัวกลมกลืนนั้นเป็นพื้นที่อันตราย ที่อาจนำมาซึ่งการทะเลาะเบาะแว้งชนิดแย่ที่สุดได้ "แมรี่ ฟรานเซส ปัญหาก็คือเธออยากเป็นคนฝรั่งเศส แต่เธอน่ะเป็นแค่คนอเมริกัน" ผมไปดูคู่นี้ที่หน้าต่างและเห็นการสมรสแตกสลายไปต่อหน้าต่อตา แมรี่ ฟรานเซสผู้น่าสงสารสวมหมวกเบเร่ต์สีครีมอ่อน ซึ่งคงจะดูดีตอนอยู่ในโรงแรม แต่ตอนนี้กลับดูชำรุดและน่าขัน หมวกของเธอกลายเป็นแผ่นแป้งทอดสักหลาดถูกๆ ที่เลื่อนมาอยู่หลังศีรษะ เธอยังใช้ผ้าพันคอด้วย โดยมิไยจะคิดว่านี่เป็นฤดูร้อน ผมคิดว่าเครื่องแต่งกายเธออาจจะแย่กว่านี้ก็เป็นได้ เช่นถ้าเธอสวมเสื้อเชิ้ตลายกะลาสี แต่ที่เป็นอยู่นี้ก็แย่พอแล้ว

นักท่องเที่ยวบางรายขึ้นเสียงโดยไม่สนใจว่าใครจะได้ยิน แต่แมรี่ ฟรานเซส พูดด้วยเสียงกระซิบ ซึ่งสามีเห็นว่าเป็นการกระทำเสแสร้งและยิ่งโกรธหนักข้อขึ้นอีก เขาพูดซ้ำว่า "คนอเมริกัน เราไม่ได้พักอยู่ที่ฝรั่งเศส เราอยู่ที่เวอร์จิเนีย เมืองเวียนนา รัฐเวอร์จิเนีย เข้าใจใช่ไหม?"

ผมดูชายผู้นี้แล้วรู้แน่ว่าหากได้พบกันในงานเลี้ยง เขาจะอ้างว่าพักที่วอชิงตันดีซี แต่ถ้าถามที่อยู่ เขาจะมองไปทางอื่นแล้วพึมพำว่า "อยู่รอบนอกของดีซี"

เมื่อการทะเลาะกันเกิดขึ้นในบ้าน ฝ่ายที่บาดเจ็บสามารถล่าถอยไปยังส่วนอื่นของบ้าน หรือออกไปยิงกระป๋องที่หลังบ้านได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นนอกหน้าต่างผม ทางเลือกย่อมจำกัดอยู่ที่การร้องไห้ ทำท่าทางขุ่นมัว หรือแล่นกลับโรงแรม ผมได้ยินว่า "โธ่เอ๊ย มาเที่ยวให้มันสนุกๆ หน่อยก็ไม่ได้" ซึ่งเหมือนกับการสั่งคนให้เห็นว่าเราน่ารัก ซึ่งไม่สำเร็จ ผมเคยลองแล้ว

การโต้แย้งส่วนใหญ่ที่เกิดระหว่างการเดินทางของฮิวจ์กับผม เป็นเรื่องเกี่ยวกับจังหวะการก้าวเดิน ผมเป็นคนเดินเร็ว แต่ฮิวจ์ขายาวกว่าและชอบเดินนำผมไป 6 เมตร ผู้สังเกตการณ์ทั่วไปจะเห็นว่าฮิวจ์ดูเหมือนวิ่งห่างไปจากผม โดยพยายามพุ่งไปยังหัวมุมใกล้สุดเพื่อจงใจให้ผมตามไม่สำเร็จ ถ้าจะถามเรื่องการท่องเที่ยวครั้งล่าสุดของผม คำตอบจะเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นที่กรุงเทพ ที่ลียูบลีอานา บูดาเปสต์ หรือบอนน์ ผมเห็นอะไรน่ะรึ? ผมเห็นแผ่นหลังของฮิวจ์ และเห็นแว่บๆ เท่านั้นก่อนที่เขาจะหายไปในฝูงชน ผมเชื่อว่าก่อนที่เราจะไปไหน ฮิวจ์ได้โทรศัพท์ไปถามเจ้าพนักงาน ว่าคนที่นั่นชอบใส่เสื้อโค้ทสีและแบบไหนมากที่สุด ถ้าสมมติตอบว่า ใส่เสื้อกันลมสีน้ำเงินเข้ม ฮิวจ์จะใส่อย่างนั้น ฮิวจ์ช่างกลมกลืนไปกับคนท้องถิ่นได้อย่างลี้ลับ เวลาเราไปประเทศในเอเชีย ผมสาบานได้ว่าฮิวจ์ทำให้ตัวเขาเตี้ยลง ผมไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไร แต่เขาทำได้ มีร้านในลอนดอนที่ขายหนังสือนำเที่ยวควบคู่ไปกับนวนิยายที่เกิดในประเทศเหล่านั้น เพื่อให้เราได้อ่านหนังสือนำเที่ยวเอาข้อเท็จจริง และอ่านนิยายเอาบรรยากาศ ซึ่งเป็นความคิดที่ดี แต่หนังสือเล่มเดียวที่ผมต้องการคือ วอลโดอยู่ไหน?* พลังงานทั้งหมดของผมถูกใช้ไปกับการตามรอยฮิวจ์ ผลก็คือผมไม่ได้สนุกกับอะไรอย่างอื่นเลย

(หมายเหตุ : หนังสือ Where's Waldo? เป็นชุดหนังสือเด็กที่มีภาพเป็นฉากมีคนเยอะๆ ให้เด็กหาว่า วอลโด (หรือวอลลี่) อยู่ไหนในฉากนั้น วอลโดจะแต่งตัวเหมือนกันเสมอ คือใส่เสื้อลายขาวแดง สวมหมวก ถือไม้เท้า ตัวอย่าง)

เหตุเกิดคราวล่าสุดเมื่อเราไปออสเตรเลีย โดยผมเดินทางไปสัมมนา ฮิวจ์ว่างตลอดเวลาแต่ผมว่างแค่ 4 ชั่วโมงในเช้าวันเสาร์ มีอะไรให้ทำมากมายในซิดนีย์ แต่รายการแรกของผมคือการไปชมสวนสัตว์ทารองก้า ซึ่งผมหวังจะเห็นตัวดิงโก (หมาออสเตรเลียที่ไม่ใช่หมาเลี้ยง -ผู้แปล) ผมไม่เคยดูหนังเรื่องนั้นของเมอรีล สตรีพ ดังนั้นสัตว์ตัวนี้จึงลึกลับดำมืดต่อผม ถ้ามีใครบอกว่า "ฉันเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ดิงโกเลยบินเข้ามา" ผมก็จะเชื่อ ถ้ามีใครมาบอกว่า "บ่อน้ำที่บ้านเต็มไปด้วยดิงโก" ผมก็ก็เชื่ออีกเหมือนกัน มันจะมีสองขา สี่ขา มีครีบ มีขน ผมไม่รู้เลยทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น โดยเฉพาะเป็นความบันเทิงที่เกิดยากในยุคสมัยที่มีทีวีช่องธรรมชาติสัตว์โลกให้ดูได้ 24 ชั่วโมง ฮิวจ์เสนอจะวาดรูปตัวดิงโกให้ผมดู แต่เมื่อมาไกลขนาดนี้แล้ว ผมอยากขยายความไม่รู้ของตนเองให้นานออกไปอีกหน่อย เพื่อจะได้ไปยืนหน้ากรงหรือแทงค์น้ำ และได้เห็นเจ้านั่นด้วยตาตัวเอง ซึ่งย่อมเป็นโอกาสอันบรรเจิดและผมไม่อยากให้เสียของไปในตอนสุดท้ายเช่นนี้ แต่ผมไม่อยากไปสวนสัตว์คนเดียวด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาระหว่างเรา

ฮิวจ์ว่ายน้ำเกือบทั้งวัน เขามีรอยดำวงกลมที่ใต้ดวงตา อันเป็นรอยประทับคู่ที่แว่นกันน้ำทิ้งไว้ให้ เวลาฮิวจ์อยู่ในทะเล เขาจะว่ายน้ำเป็นชั่วโมงๆ ผ่านทุ่นลอยที่บอกเขตปลอดภัยในการว่ายน้ำ มุ่งหน้าสู่เขตน่านน้ำสากล ดูเหมือนฮิวจ์พยายามจะว่ายน้ำกลับบ้านเกิด ซึ่งเป็นเรื่องน่าอายเมื่อผมถูกทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวบนฝั่งกับเหล่าเจ้าบ้าน ผมบอกว่า "เขาชอบที่นี่จริงๆ นะ ชอบจริงๆ"

ถ้าฝนตก ฮิวจ์ก็อาจเต็มใจไปกับผม แต่สภาพอากาศตอนนั้นไม่ได้ทำให้ฮิวจ์สนใจในตัวดิงโกเลย ต้องอาศัยการคร่ำครวญอ้อนวอนหนึ่งชั่วโมงเต็มถึงจะเปลี่ยนใจเขาได้ แต่ถึงอย่างนั้น ฮิวจ์ก็ไม่ได้มีกะใจอย่างเห็นได้ชัด ตอนเรานั่งเรือเฟอร์รี่ไปสวนสัตว์ ฮิวจ์มองน้ำอย่างโหยหา และทำมือไม้ตีไปมาน้อยๆ ยิ่งเวลาผ่านไปฮิวจ์ก็ยิ่งตึงเครียดขึ้นทุกวินาที พอเราขึ้นฝั่งผมก็ต้องวิ่งเพื่อตามให้ทันฮิวจ์ หมีโคอาล่ากลายเป็นภาพเบลอๆ เช่นเดียวกับเหล่านักท่องเที่ยวที่วางท่าถ่ายรูปอยู่เบื้องหน้าฮิวจ์ ผมหอบแล้วบอกว่า "ช่วย...." แต่ฮิวจ์กำลังอ้อมพวกนกอีมู และไม่ได้ยินผม

ฮิวจ์มีประสาทสัมผัสด้านทิศทางที่มหัศจรรย์ที่สุดที่ผมเคยพบเห็นมาในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แม้แต่ในเวนิสที่ถนนหนทางราวกับถูกออกแบบด้วยมด ฮิวจ์ก็ออกจากสถานีรถไฟโดยดูแผนที่เพียงครั้งเดียว แล้วนำเราตรงดิ่งไปยังโรงแรม หนึ่งชั่วโมงหลังจากเช็คอินเข้าโรงแรม ฮิวจ์บอกทางให้คนแปลกหน้าได้ พอถึงเวลาที่เราจะกลับ เขาสามารถบอกทางลัดให้คนเรือกอนโดเลียได้ ฮิวจ์อาจได้กลิ่นตัวดิงโกหรืออาจจะเห็นกรงของมันจากหน้าต่างเครื่องบิน แต่ไม่ว่าความลับนั้นคืออะไรก็ตาม ฮิวจ์วิ่งตรงไปยังตัวดิงโก ผมตามทันในอีกนาทีต่อมาและก้มตัวลงเพื่อหอบหายใจ แล้วผมก็เอามือปิดหน้าแล้วยืดตัวขึ้น ค่อยๆ กางนิ้วออกจนเห็นรั้วกรงเป็นอันดับแรก เห็นว่าหลังรั้วมีร่องน้ำตื้นๆ ได้เห็นต้นไม้ หาง และผมก็อดรนทนไม่ได้อีกต่อไปจึงทิ้งมือลงข้างตัว

"อะไรกัน เหมือนหมาไม่มีผิด" ผมบอก "เรามาถูกที่แน่นะ"

ไม่มีใครตอบคำถามนี้ ผมหันไปเจอผู้หญิงชาวญี่ปุ่นท่าทางขัดเขิน ผมบอกว่า "ขอโทษครับ ผมนึกว่าคุณเป็นคนที่ผมพามาด้วยครึ่งโลก ด้วยตั๋วเครื่องบินชั้นหนึ่ง"

สวนสัตว์เป็นสถานที่เหมาะสมให้เราทำตัวพิเศษได้ เนื่องจากผู้คนรอบข้างเรามีสิ่งน่ามองที่น่าแขยงกว่า และน่าถ่ายรูปกว่าเรา เช่นกอริลลาที่เพลิดเพลินกับการกินหัวผักกาดแก้ว ซึ่งเป็นเรื่องบันเทิงกว่าชายกลางคนที่พรวดพราดเข้ามาแล้วพูดอยู่คนเดียว สำหรับผมแล้ว การพูดนั้นเหมือนเดิมทุกครั้ง ดังการฝึกซ้อมสุนทรพจน์อำลาของผม "... เพราะครั้งนี้นะที่รัก มันจบสิ้นลงแล้วเพื่อนเอ๋ย จบแล้วจริงๆ" ผมจินตนาการตัวเองเก็บข้าวเก็บของ โยนข้าวของลงกระเป๋าโดยไม่พับ "ถ้าเกิดคิดถึงฉันขึ้นมาล่ะก็ ไปหาหมาแก่ๆ อ้วนๆ มาสักตัว ที่คอยมาวิ่งไล่ตามแล้วทำเสียงหอบหายใจอยู่ห่างๆ ข้างหลัง อย่างที่คุณคุ้นเคยดี แต่สำหรับฉันน่ะ พอกันที"

ผมจะเดินไปที่ประตูและไม่เหลียวหลังอีกเลย จะไม่โทรกลับ ไม่เปิดจดหมายเขา ผมจะยกหม้อชามรามไหที่เราร่วมกันซื้อมาให้เขาไปเลย ผมจะด้านชาถึงเพียงนั้น คติของผมคือ "เริ่มต้นใหม่อย่างขาวสะอาด" ดังนั้นผมจะไปไยดีอะไรกับปึกรูปถ่ายเต็มกล่องรองเท้า หรือเข็มขัดสีแทนที่ฮิวจ์ให้ผมในวันเกิดปีที่ 33 ตั้งแต่สมัยที่เราเพิ่งพบกันและเขายังไม่รู้ว่าเข็มขัดคือของชนิดที่ป้าจะให้เรา ไม่ใช่ของที่จะได้จากแฟน และไม่สำคัญด้วยว่าใครเป็นคนทำเข็มขัด แต่หลังจากนั้นฮิวจ์ก็ดีขึ้นในเรื่องการให้ของขวัญ เช่นให้หมูหุ่นยนต์ขนาดเท่าตัวจริงที่ใช้ขนหมูจริง ๆ หรือให้กล้องจุลทรรศน์จริงๆ ตอนที่ผมกำลังศึกษาสัตว์ในชั้นอะรักนิด (สัตว์เช่นแมงมุม แมงป่อง -- ผู้แปล) และที่ดีที่สุดคือรูปวาดสมัยศตวรรษที่ 17 ของชาวไร่ดัตช์กำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมสกปรก ของพวกนี้ผมจะเก็บเอาไว้ ก็จะทิ้งไว้ทำไมเล่า และผมจะเก็บโต๊ะที่ฮิวจ์ให้ผม ชั้นเหนือเตาผิง และตามหลักการแล้ว ผมจะเก็บโต๊ะเขียนแบบเขาไว้ด้วย เพราะว่าเขาซื้อโต๊ะนี้มาให้ตัวเองชัดๆ และทำทีว่าซื้อเป็นของขวัญคริสต์มาส

ถึงตอนนี้ ดูท่าว่าผมจะต้องจากไปกับรถตู้ แทนที่จะเดินจากไป แต่อย่างไรผมก็จะต้องทำสิ่งนี้ ดังนั้นเอาใจช่วยผมด้วย ผมวาดภาพตัวเองออกรถจากหน้าตึก แต่แล้วก็นึกได้ว่าผมขับรถไม่เป็น ฮิวจ์จึงต้องเป็นผู้ขับให้ ซึ่งก็สมแล้วกับสิ่งที่เขาทำกับผม ปัญหาอีกข้อคือว่ารถตู้นี้จะไปที่ไหน แน่ล่ะว่าจะต้องไปที่อพาร์ตเมนท์แต่ว่าผมจะได้ห้องพักมาได้อย่างไรเล่า ผมจะอ้าปากพูดอะไรได้ก็แค่กับที่ทำการไปรษณีย์ แล้วผมจะพูดกับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างไร เรื่องภาษาไม่ใช่ปัญหาในที่นี้ เพราะต่อให้หาที่พักในนิวยอร์ก ผมก็ไม่น่าทำได้ยิ่งกว่าการหาที่พักในปารีส เวลาพูดถึงจำนวนเงินเกิน 60 เหรียญ ผมจะเหงื่อตก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเหงื่อบนหน้าผาก แต่เป็นเหงื่อท่วมตัว เสื้อผมจะเปียกโปร่งเมื่ออยู่ในธนาคารสักห้านาที และถ้าเป็นสิบนาทีผมก็จะหนืดติดเก้าอี้ น้ำหนักผมลดไปเกือบห้ากิโลครึ่งตอนหาห้องพักคราวล่าสุด ซึ่งผมแค่ต้องเซ็นชื่อเท่านั้น ที่เหลือฮิวจ์เป็นคนจัดการ

มองในด้านดี ผมมีเงิน ถึงจะไม่รู้ก็ตามว่าจะเอาเงินนั้นมาได้อย่างไร ธนาคารส่งรายการบัญชีมาเรื่อยๆ แต่ผมไม่เคยเปิดจดหมายที่ไม่ได้จ่าหน้าแบบส่วนตัว หรือจดหมายที่ไม่ใช่ของแจกฟรี ฮิวจ์เป็นคนจัดการทั้งหมด ทั้งการเปิดจดหมายบ๊องๆ และการอ่านจดหมายเหล่านั้น ฮิวจ์รู้ว่าต้องจ่ายค่าประกันเมื่อไหร่ ต้องต่อวีซ่าเมื่อใด ว่าประกันเครื่องซักผ้าจะหมดอายุเมื่อใด เขาจะบอกว่า "ผมว่าเราต้องต่ออายุนี่แล้ว" โดยรู้ว่าถ้าเครื่องเสีย เขาจะเป็นคนซ่อมมัน อย่างที่เขาซ่อมทุกสิ่งทุกอย่าง ผิดกับผมที่ถ้าอยู่คนเดียวและมีอะไรเสีย ผมจะหาทางออกทางอื่น เช่นใช้ถังแทนที่จะใช้ห้องน้ำ ซื้อที่เก็บน้ำแข็งแล้วเปลี่ยนตู้เย็นเสียให้เป็นตู้เก็บของ เรื่องจะเรียกช่างซ่อมน่ะรึ ไม่มีทาง ยิ่งจะให้ผมซ่อมเองแล้ว ยิ่งไม่มีวัน

ผมในวัย 48 ปีกลัวทุกสิ่งและทุกคน เวลาคุยกับเด็กที่นั่งติดกันบนเครื่องบิน ผมได้แต่คิดว่าตัวเองพูดจางี่เง่าเพียงใด เวลาเพื่อนบ้านห้องข้างล่างเชิญผมไปงานเลี้ยง ผมอ้างว่าติดนัดอื่นแล้ว และต้องอยู่แต่บนเตียงตลอดคืน ด้วยกลัวเพื่อนบ้านได้ยินเสียงฝีเท้าถ้าหากเดินไปเดินมา ผมไม่รู้วิธีเร่งเครื่องทำความร้อน ไม่รู้วิธีส่งอีเมล หรือการโทรเข้าไปฟังข้อความที่มีคนฝากไว้ในโทรศัพท์ หรือการปรุงไก่ในเชิงสร้างสรรค์ ฮิวจ์เป็นคนทำทั้งสิ้น เวลาฮิวจ์ไปต่างเมือง ผมกินอย่างกับสัตว์ป่า โดยที่เนื้อยังเป็นสีชมพูและยังมีเส้นขนติดอยู่ อย่างนี้แล้วจะน่าแปลกใจหรอกหรือที่เขาคอยวิ่งหนีไปจากผม ไม่ว่าผมจะโกรธเขาสักเท่าไรแต่สุดท้ายก็ลงเอยเช่นนี้ ถ้าผมจากไปแล้วจะทำอะไรต่อล่ะ ย้ายไปอยู่กับพ่อน่ะหรือ? ความโกรธเข้มข้นยาวนานครึ่งชั่วโมงจบลงเมื่อผมเห็นฮิวจ์ และรู้ว่าไม่เคยดีใจที่ได้เห็นใครเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต

ผมบอกว่า "อยู่นี่น่ะเอง" พอเขาถามว่าผมไปอยู่ไหนมา ผมตอบเขาตามตรงว่าผมหลงทาง


 
หมายเหตุ : หนังเรื่องนั้นของเมอรีล สตรีพ คือ A Cry in the Dark (1988) อิงจากเรื่องจริงที่เกิดในออสเตรเลียปี 1980 ที่แม่บอกว่าดิงโกคาบลูกสาววัย 2 เดือนครึ่งของเธอออกไปจากเตนท์ ต่อมาแม่ถูกตัดสินให้เข้าคุกด้วยข้อหาฆาตกรรมลูก หลังจากติดคุก 3 ปี ตำรวจพบเสื้อคลุมเด็กใกล้รังดิงโก แม่เด็กถูกปล่อยตัวในที่สุด คดีนี้เป็นคดีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าอคติของตำรวจ (ที่เชื่อว่าแม่ฆ่าลูกตัวเองแต่แรก) บวกกับการจัดการหลักฐานโดยสะเพร่าและไม่เป็นมืออาชีพ และการใช้หลักฐานทางนิติเวชอย่างผิดพลาดทำให้คนบริสุทธิ์ต้องเข้าคุกได้

 

Book Coverจาก Why Does He Always Lose Me? ของ David Sedaris
ตีพิมพ์ในนิตยสาร The New Yorker April 18, 2005
แปลโดย Fay

อ่านรีวิวหนังสือของเดวิด ซีดาริส จาก Faylicity
*Naked (1997) อ่านตัวอย่างเรื่องจาก Naked
*Me Talk Pretty One Day (2000) อ่านตัวอย่างบางเรื่อง
*Dress Your Family in Corduroy and Denim (2004)

Copyright © 2005 faylicity.com

.

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๑ สิงหาคม ๒๕๔๘