* home   ชั้นหนังสือ : บทความ
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
ชีวิตรักของ มาร์ควิสที่สองแห่งคาซาลดูเอโร
เฟย์

 
Book Cover

กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ เล่าความรักน่าประทับใจของท่านมาร์ควิสที่สองแห่งคาซาลดูเอโร ในนวนิยาย ความรักและปีศาจตัวอื่นๆ เมื่อเปิดเรื่อง ท่านมาร์ควิสสูงศักดิ์ผู้นี้อายุ 65 ปี เป็นคนผอมบอบบาง ใบหน้าซูบ ผิวซีดเพราะถูกค้างคาวดูดเลือดยามนอน มีดวงตาสีฟ้าปิดซ่อนความรู้สึก ท่าทางซึมเศร้า ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง นิสัยขี้อายสุดขีด หวาดกลัวการเข้าสังคม และกลัวสิ่งสารพันแทบทุกอย่างในชีวิต เขาไม่ออกจากบ้านมาหลายปีแล้ว สวมชุดสีดำไว้ทุกข์ตลอดเวลา วันๆ เอาแต่นอนเฉาบนเปลที่ผูกกับต้นไม้ในสวน

ชีวิตเขากลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ครั้งหนึ่งเขาเคยหนุ่มแน่น เคยเชื่อมั่นตัวเอง และเคยมีความรักเต็มหัวใจ

บิดาของท่านมาร์ควิสเปี่ยมอำนาจราชศักดิ์ อีกทั้งฐานะมั่งคั่งเหลือหลาย ท่านมาร์ควิสเป็นบุตรชายคนเดียว ซึ่งน่าจะยังความผิดหวังให้บิดาไม่น้อย ด้วยตั้งแต่เด็กก็ไม่เคยฉายแววว่าจะเอาดีทางใดได้เลย เขาเพิ่งอ่านออกเขียนได้ตอนโตเป็นหนุ่ม ซ้ำยังมีลักษณะไม่สมประกอบทางจิตใจ ท่านมาร์ควิสไม่เคยรักใคร จนอายุ 20 ปีจึงตกหลุมรักเป็นครั้งแรก เป็นรักที่เกิดกับสาวบ้านใกล้เรือนเคียง

บ้านของท่านมาร์ควิสอยู่ติดสถานกักกันหญิงวิกลจริต บรรดาหญิงเสียจริตเหล่านี้ชอบยืนร้องเพลงหรือตะโกนเซ็งแซ่ที่ระเบียง ท่านมาร์ควิสถูกขับกล่อมด้วยเสียงดนตรีเหล่านี้มาตลอดชีวิต เมื่อเขาเห็นสาว ดุลเซ โอลิเวีย ครั้งแรก เขารู้ว่าเธอโดดเด่นจากหญิงบ้าทั้งหลาย การ์เซีย มาร์เกซ บรรยายดุลเซ โอลิเวียว่าเป็นหญิงหลักแหลม บุคลิกมั่นคง “จึงจับพิรุธว่าเธอเป็นบ้าได้ยาก” เธอเหมาะกับท่านมาร์ควิสทุกอย่าง เสียดายที่มีข้อเสียประการเดียว นั่นคือ “ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็สอนเธอไม่ให้กินอุจจาระของตัวเองไม่ได้”

ทั้งคู่เริ่มจีบกันด้วยการส่งสัญญาณมือ ต่อมาดุลเซ โอลิเวีย อาศัยความเก่งกาจทางศิลปะการพับกระดาษ เขียนสาส์นรักใส่กระดาษแล้วพับเป็นนก ร่อนให้ท่านมาร์ควิสอ่าน ท่านมาร์ควิสหัดอ่านเขียนหนังสือได้เพราะจดหมายรักจากเธอนี่เอง ช่างเป็นอานุภาพความรักที่น่าประทับใจ ซึ่งย่อมมีความหมายตราตรึงใจท่านมาร์ควิสสุดซึ้ง เขาขอหญิงคนรักแต่งงานและเธอตกปากรับคำ แต่น่าเสียใจว่าไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจความรักนี้

บิดาของท่านมาร์ควิสอับอายชาวบ้านจนไม่ยอมรับความรักนี้ ท่านมาร์ควิสตอบบิดาในข้อที่ว่าผู้หญิงคนนี้บ้าอย่างน่าจับใจว่า “คนบ้าจะไม่ถือว่าเป็นบ้าหรอก ถ้าเรายอมรับเหตุและผลของเขา” เมื่อท่านมาร์ควิสยืนกรานจะแต่งงานให้ได้ บิดาจึงเนรเทศไปอยู่บ้านไร่ในชนบท ชีวิตช่วงนี้ของท่านมาร์ควิสเหมือนกับ “ตายทั้งเป็น”

ท่านมาร์ควิสกลัวสัตว์ทุกชนิดในโลก ยกเว้นไก่ แต่เมื่อไปอยู่ไร่ได้ใกล้ชิดได้เห็นไก่มากขึ้น จึงกลัวไก่ไปด้วย ซ้ำยังกลัวไก่ยิ่งกว่าสัตว์ทั้งปวง เขารำพึงว่า “ฉันอยู่โดยมีแต่ความกลัวการมีชีวิต” ประสบการณ์ช่วงนี้เองที่บ่มเพาะนิสัยให้เขาเป็นคนระวังตัวแจ มีท่าทีหงอยเศร้า คิดช้าพูดช้า

หนึ่งปีผ่านไป สุดท้ายท่านมาร์ควิสยินยอมตัดใจ จบความรักครั้งนั้นตามใจบิดา แต่บิดาไม่ไว้ใจลูกชายอีกต่อไป ถึงกับเขียนพินัยกรรมว่าลูกต้องแต่งงานกับหญิงผู้ดีมีชาติตระกูลเท่านั้น

ต่อมา ท่านมาร์ควิสแต่งงานกับ โดญา โอลายา เด เมนโดซา หญิงสูงศักดิ์ผู้ได้เกียรตินิยมในการเป็นครูสอนดนตรีและขับร้อง ทั้งสวยและเก่งสารพัดวิชา (สามารถประกอบเปียโนแยกชิ้นส่วนได้ด้วยตัวเอง) แต่จนแล้วจนรอดท่านมาร์ควิสไม่ยอมนอนกับเธอสักที ยังรักษาพรหมจรรย์ตนเองเหนียวแน่น

ดนตรีทำให้สามีภรรยาคู่นี้ใกล้ชิดกัน ภรรยาสอนให้ท่านมาร์ควิสเล่นเครื่องสายเธอาร์โบ ทั้งคู่ฝึกดนตรีกันตอนเช้าใต้ต้นไม้ในสวน ด้วยความอุตสาหะและความรักของภรรยาทำให้ทั้งคู่เล่นเพลงรักจนได้ คืนหนึ่งที่พายุแรง ภรรยาตัดสินใจบุกห้องนอนสามี ประกาศว่าฉันมีสิทธิ์ครึ่งหนึ่งในเตียงนี้ เธอกะว่าถ้าพูดจาดีๆ ไม่รู้เรื่องก็จำต้องใช้กำลัง เธอทำสำเร็จและพรากพรหมจรรย์ท่านมาร์ควิสได้

เช้าวันหนึ่งที่อากาศแสนสดใส ฟ้าไร้เมฆ ท่านมาร์ควิสและภรรยาเล่นดนตรีใต้ต้นส้มในสวน จู่ๆ ฟ้าผ่าภรรยาตายคาที่

เมื่อกลับจากงานศพภรรยา ท่านมาร์ควิสพบนกกระดาษจำนวนมากร่วงลงมาในสวนราวหิมะ เขาคว้านกตัวหนึ่งมาแกะอ่าน พบข้อความ “สายฟ้าที่ผ่าลงมานั้นเป็นของฉันเอง”

ตั้งแต่ภรรยาเสียชีวิต ท่านมาร์ควิสแต่งชุดดำเรื่อยมา เขาเลิกไปโบสถ์ หลบลี้หนีหน้าผู้คน ใช้ชีวิตแต่ในเปลใต้ต้นส้มตลอดเวลา โดยมีสภาพแวดล้อมเป็นบรรดาหญิงวิกลจริตที่คอยขว้างปาเศษอาหารใส่เขา คอยตะโกนด่าทอเขาหยาบๆ คายๆ ด้วยความรักใคร่

ดุลเซ โอลิเวียปวดร้าวใจ เธอหาโอกาสหลบหนีจากสถานกักกันทุกครั้งที่ทำได้ แอบเข้ามาบ้านท่านมาร์ควิสยามกลางคืน ยอมอดนอนเพื่อทำความสะอาดและดูแลบ้าน คอยแขวนเชือกร้อยกระเทียมเพื่อไล่ยุง คืนหนึ่งหลังจากเป็นม่ายไม่ถึงปี ท่านมาร์ควิสพบดุลเซ โอลิเวียกำลังขัดถูหม้อกระทะ ทั้งคู่สานมิตรภาพต่อกัน แต่ถึงอย่างไรๆ ท่านมาร์ควิสบอกว่าจะไม่ยอมแต่งงานอีก ตอนนั้นเขาอายุ 52 ปี

แต่แล้วไม่ทันไร เขาพบเบอร์นาร์ดา วัย 23 ปี เธออ่านลายมือแม่น ท่านมาร์ควิสจึงชอบตามมาดูลายมือระหว่างงีบตอนบ่าย เวลาผ่านไป 2 เดือนโดยท่านมาร์ควิสไม่มีทีท่าอันใด ฝ่ายหญิงจึงเป็นผู้ปลุกปล้ำโดยใช้ผ้ารัดคอให้ท่านมาร์ควิสหายใจไม่ออกและหมดแรง (ผู้ชายฐานะดีและโสดเช่นท่านมาร์ควิสก็น่าสงสารอย่างนี้)

จากนั้นมา ทั้งสองร่วมรักกันเป็นประจำที่สวนในตอนบ่าย ทำอย่างรีบเร่งและปราศจากความรัก มีเสียงเพลงลามกเชียร์ประกอบจากบรรดาหญิงบ้า ต่อมาฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ ท่านมาร์ควิสทำไม่รู้ไม่ชี้ ประวิงเวลาจนวันหนึ่งบิดาของฝ่ายหญิงมาหาที่บ้านพร้อมปืนหนึ่งกระบอก สองวันถัดมา ท่านมาร์ควิสก็แต่งงาน

ท่านมาร์ควิสมีลูกสาว นิยายเรื่องนี้เริ่มเมื่อลูกเขาอายุ 12 ปี ถึงตอนนั้นชีวิตแต่งงานเลวร้ายสุดขีด ทั้งคู่เกลียดชังกันจนหน้ายังไม่อยากจะมอง แต่เชื่อไหมเล่าว่าดุลเซ โอลิเวีย ยังคอยแอบมาทำความสะอาดบ้านในยามดึกไม่เสื่อมคลาย ตอนนั้นเธอแก่ อ้วน ฟันหายไป 2 ซี่ หากในวันที่ชีวิตท่านมาร์ควิสตกต่ำ เธอมาทำอาหารให้เขากินแล้วบอกว่า “ชีวิตของเราน่าจะได้เป็นอย่างนี้”

ใครจะรู้ว่าชีวิตควรเป็นเช่นไร บนเส้นทางเดินชีวิตมีทางแยกมากมาย เราต่างต้องเลือกเดินโดยไม่อาจรู้ได้ว่าทางนั้นจะนำไปสู่อะไร เพียงหวังว่าจะนำไปสู่สิ่งดีงาม

ท่านมาร์ควิสไม่เคยมีชีวิตรักที่เป็นสุข แต่ยังดีว่าเขารู้จักรักใครสักคนจริงๆ เขารักลูก แม้ความรักนั้นจะเกิดขึ้นช้า แม้เขาจะไม่ถนัดในการแสดงออกและการให้ความรัก แต่รักนั้นเปลี่ยนแปลงตัวเขา แม้จะรู้ว่าแต่งงานแล้วต้องมีชีวิตคู่เลวร้ายขนาดนี้ หากเลือกได้เขาคงไม่เลือกเดินทางอื่น

เพราะเส้นทางนี้ทำให้เขาพบลูกสาว และพบรักแท้

ชื่อหนังสือ Of Love and Other Demon (ความรักและปีศาจตัวอื่นๆ)
ผู้เขียน กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ
ฉบับภาษาอังกฤษแปลโดย เอดิธ กรอสแมน ฉบับไทยแปลจากภาษาอังกฤษโดย ชัยณรงค์ สมิงชัยโรจน์
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๗ สำนักพิมพ์คณะพระมหาไถ่ (issara.com) ๑๕๐ หน้า ราคา ๑๒๐ บาท

* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนในหนังสือ นิตยสาร ฅ คน ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๕๐
 

Copyright © 2007 faylicity.com

.

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๒ กันยายน ๒๕๕๐