| Memento Mori |
| เดวิด ซีดาริส |
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมพกสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ไว้ในกระเป๋า แบบที่ผมชอบที่สุดชื่อรุ่นยูโร ผมเอาสมุดบันทึกออกมาดูวันละเป็นสิบครั้งเพื่อจดรายการซื้อของ สิ่งที่สังเกตพบต่างๆ ไอเดียการหาเงิน หรือวิธีการทรมานทรกรรมคน บันทึกหน้าสุดท้ายเอาไว้สำหรับจดหมายเลขโทรศัพท์ และผมใช้หน้าก่อนนั้นสำหรับไอเดียเรื่องของขวัญ ซึ่งไม่ใช่ของขวัญที่ผมจะให้คนอื่น แต่เป็นของที่คนอื่นอาจให้ผม เป็นต้นว่า ช้อนรองเท้า ซึ่งผมอยากได้อยู่เรื่อย รวมถึงกล่องใส่ดินสอ ซึ่งไม่ได้มีราคาแพงกว่าโดนัทเลย ผมยังคิดถึงของขวัญในช่วงราคา 500-2,000 เหรียญ ซึ่งมักเป็นของเฉพาะเจาะจง เช่น รูปวาดสุนัขศตวรรตที่ 19 ผมไม่ใช่คนรักหมา ไม่เลย แต่หมาในรูปซึ่งผมคิดว่าเป็นหมาแข่ง มีหัวนมใหญ่น่าตกตะลึง ดังตัวน็อตขันครึ่งทางเข้าไปในพุงหล่อน ที่น่าสนใจคือหล่อนดูจะรู้ตัวดี เห็นได้จากนัยน์ตาหล่อนที่สบตานักวาดว่า "อย่าเพิ่งน่า" หล่อนดูจะบอกอย่างนี้ "ไม่มีมารยาทเลยรึงไง" ผมเห็นรูปวาดนี้ที่ถนนพอร์โทเบลโล ในลอนดอน ผมร้องเรียนจริงจังอยู่หลายเดือน แต่ไม่มีใครซื้อให้ผม ผมถึงกับพยายามจัดการลงทุนร่วม และเสนอลงขันเป็นเงินสองสามร้อยดอลลาร์ แต่ไม่มีใครสน สุดท้ายผมต้องเอาเงินให้ฮิวจ์ แฟนผม ให้เขาซื้อมาให้ ผมให้เขาห่อของขวัญมาให้ "เนื่องในโอกาสอะไรน่ะ" ผมถาม
แต่รูปการณ์ช่างต่างไปมากจากกรณีของฮิวจ์ ถ้าถามว่าเขาอยากได้อะไรวันคริสต์มาสหรือวันเกิด เขาจะบอกว่า "เธอว่ายังไงล่ะ"
ฮิวจ์คิดว่ารายการของขวัญเป็นทางออกที่ดี บอกว่าถ้าผมรู้จักเขาจริงๆ ก็ไม่ต้องถามว่าเขาอยากได้อะไร ผมไม่เพียงต้องค้นหาในร้านค้า แต่ต้องค้นหาจิตวิญญาณเขาด้วย เขาทำให้การให้ของขวัญเป็นการทดสอบ ซึ่งผมว่าไม่ยุติธรรมเลย ถ้าผมเป็นคนที่ออกไปซื้อของขวัญนาทีสุดท้ายก็เชิญบ่นได้ตามสบาย แต่ผมชอปปิ้งล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ผมใส่ใจด้วย ถ้าหากกลางฤดูร้อน ฮิวจ์เปรยว่าเขาอยากได้พัดลมไฟฟ้า ผมจะไปซื้อมาวันนั้นเลยแล้วซ่อนไว้ในตู้ของขวัญ พอเช้าวันคริสต์มาสเขาจะเปิดของขวัญ นิ่วหน้าครู่หนึ่ง ผมบอกว่า "จำไม่ได้เหรอ ก็บอกว่าร้อนตับแตกไง แล้วอยากได้อะไรบรรเทาบ้างก็ยังดี" แต่นั่นเป็นเพียงของขวัญธรรมดา ประเภทของยัดใส่ถุงเท้า ของขวัญชิ้นสำคัญของเขาคือสิ่งที่ผมเฝ้าหา เขารู้ดีและไม่ให้ความร่วมมือแต่อย่างใด หรือจะพูดให้ถูกต้องคือ เขา เคย ไม่ให้ความร่วมมือ จนกระทั่งปีที่แล้วที่เขาเอ่ยเป็นนัย เป็นปริศนาพอควรว่า "ออกไปหน้าประตู เลี้ยวขวา แล้วเลี้ยวซ้าย เดินต่อไปเรื่อยๆ" เขาไม่บอกว่า "หยุดเดินก่อนถึงถนน" หรือ "ถ้าถึงชายแดนประเทศเช็กก็ให้รู้ว่ามาไกลเกินไปแล้ว" เขาไม่จำเป็นต้องบอก ผมรู้ว่าเขาหมายถึงอะไรในนาทีแรกที่เห็น สิ่งนั้นคือโครงกระดูกมนุษย์ของจริง แขวนที่หน้าต่างร้านตำราแพทย์ ครูสอนวาดรูปของฮิวจ์เคยมีตัวหนึ่ง ถึงเขาจะเรียนสตรีวิทยาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ผมจำได้ทันใดว่าเขาเคยเล่าถึง "ถ้าผมมีโครงกระดูกอย่างที่มิเนอร์วามี ..." เขาเคยพูดอย่างนี้ ผมจำประโยคที่เหลือไม่ได้เพราะใจลอยเสมอเมื่อได้ยินชื่อครู มิเนอร์วา ชื่อเหมือนแม่มด มีข้าวของที่เรายินดีซื้อหา และข้าวของที่เราไม่ยินดี เช่นอุปกรณ์ไฟฟ้า ผมเกลียดการซื้อของพวกนี้ ไม่ว่าจะทำให้ผู้รับดีใจอย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกอย่างเดียวกันกับคูปองของขวัญและหนังสือกอล์ฟ หรือยุทธศาสตร์การลงทุน หรือจะลดน้ำหนัก 12 ปอนด์ได้อย่างไรโดยเป็นตัวของตัวเอง ผมนึกว่าผมคงชอบโครงกระดูกมนุษย์ แต่พอดูจากกระจกร้าน ผมรู้สึกถึงความผิดหวังที่คุ้นเคย ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรม ผมไม่รู้สึกอะไรที่ซื้อใครที่ตายมานานแล้ว ผมเพียงไม่อยากห่อของขวัญเขา การหากล่องใส่เป็นเรื่องยุ่งยาก แล้วยังต้องหากระดาษห่อซึ่งต้องเอามาแปะต่อกัน เพราะไม่มีใครขายกระดาษยาวขนาดนั้น คิดไปคิดมาผมเกือบโล่งใจเมื่อรู้ว่ากระดูกนั้นไม่ได้มีไว้ขาย ผู้จัดการร้านบอกว่า "เขาเป็นโลโก้ร้านเรา เราขายเขาไม่ได้หรอก" ในอเมริกา นี่แปลว่า "ยื่นข้อเสนอมาซี" แต่ในฝรั่งเศส ผู้คนหมายความตามนั้นจริง มีร้านค้าในปารีสที่ไม่ขายของอะไรเลย ไม่ว่าจะอ้อนวอนเพียงใด ผมว่าคนคงเหงา ห้องพักมีแต่ข้าวของเต็มไปหมด แทนที่จะเช่าที่เก็บของจึงมาซื้อร้านค้า แล้วนั่งท่ามกลางข้าวของ อืดพองจากรสนิยมอันดีของตัวเอง การบอกว่าผมไม่อาจซื้อโครงกระดูกได้ คือสิ่งที่ทำให้ผมยิ่งอยากได้มันจริงๆ นี่อาจเป็นปัญหาก็ได้ มันง่ายไปใช่ไหมล่ะที่บอกว่า "เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย แล้วเดินไปเรื่อยๆ" นี่ต้องอาศัยการล่า "คุณรู้ไหมว่ามีใครขายโครงกระดูกบ้าง" ผมถาม ผู้จัดการคิดครู่หนึ่ง "ก็ลองดูที่กระดานข่าวนะ" ผมไม่รู้ว่าสังคมเจ้าหล่อนเป็นแบบไหน แต่ผมไม่เคยเห็นการโฆษณาขายโครงกระดูกในกระดานข่าว จักรยานมือสองน่ะอาจจะใช่ แต่ไม่ใช่โครงกระดูก ไม่ใช่แม้แต่กระดูกอ่อน "ขอบคุณครับ" ผมบอกไป กระดูกเด็กเล็กๆ นั้นยั่วใจเพราะขนาด ผมห่อในกล่องรองเท้ายังได้ แต่ที่สุดแล้วผมหาโครงกระดูกผู้ใหญ่ อายุ 300 ปี เชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายสายอันประณีต ที่กลางหน้าผากมีลิ้นชัก ถ้าเอาหมุดออกเราจะเปิดหัวกะโหลกได้ และค้นในนั้นหรือซ่อนของได้ เช่นยาเสพติดหรือเครื่องเพชรชิ้นเล็กๆ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะคาดหวังถึงยามสิ้นอายุขัย (ฉันอยากให้หัวฉันเป็นกล่องซ่อนของ) ผมซื้อโครงกระดูกเหมือนอย่างซื้อข้าวของอื่นๆ ไม่ต่างจากซื้อโคมไฟหรือตู้ลิ้นชัก ผมไม่ได้คิดว่าโครงกระดูกเคยเป็นคนมาก่อนจนวันคริสต์มาส เมื่อฮิวจ์เปิดโลงศพกระดาษ "ถ้าเธอไม่ชอบสี เราฟอกสีได้นะ" ผมบอก "หรือไม่ก็เอาไปเปลี่ยนเป็นโครงกระดูกเด็ก" ผมชอบเสนอทางเลือก แม้ว่าในกรณีนี้จะไม่จำเป็นแม้แต่น้อย ฮิวจ์คุมสติไม่อยู่---แสนสุขใจหาใดปาน ผมคิดว่าฮิวจ์จะใช้โครงกระดูกเป็นแบบจำลอง แต่เริ่มไม่ชอบใจนิดๆ เมื่อเขาหิ้วโครงกระดูกเข้าห้องนอนแล้วแขวนบนเพดาน แทนที่จะเอามันไปอยู่ในห้องใต้ดิน "แน่ใจเหรอ" ผมถาม เช้าวันต่อมา ผมเอื้อมหยิบถุงเท้าใต้เตียง แล้วพบสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นต่างหูสามช่อข้างหนึ่ง เหมือนเป็นของที่เราซื้อหาได้จากงานแสดงศิลปาชีพ ซึ่งไม่สวยแต่ดูรู้ว่าทำด้วยมือจากสิ่งที่เหมือนไม้กลายเป็นหิน ผมถือมันไว้ข้างศีรษะเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า เดี๋ยว นี่มันนิ้วชี้นี่ คงหล่นลงมาตอนฮิวจ์แขวนโครงกระดูก แล้วฮิวจ์หรือผมหรือแม่ของเขา ซึ่งมาเยี่ยมในช่วงเทศกาล เผลอเตะมันเข้าไปใต้เตียง ผมว่าตัวเองไม่ได้เป็นคุณหนูอะไรนัก แต่เป็นเรื่องรบกวนใจที่พบนิ้วชี้ที่พื้นห้องนอน "ถ้าเจ้านี่เริ่มสลัดชิ้นส่วนละก็ เธอน่าจะเอาไปไว้ในห้องทำงานเธอนะ" ผมบอกฮิวจ์ เขาบอกว่านี่เป็นของขวัญของเขา ซึ่งเขาจะเอาไว้ที่ไหนก็ได้ตามใจ แล้วเขาก็เอาสายมาต่อนิ้วชี้กลับเข้าไป วันคืนผ่านไป ผมได้แต่หวังว่าโครงกระดูกจะปลาสนาการไปจากการรับรู้ของผม แต่ไม่เลย เมื่อแขวนอยู่ระหว่างตู้ลิ้นชักกับประตูห้องนอน นั่นจึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมเห็นก่อนนอน และเป็นสิ่งแรกที่เห็นตอนเช้า น่าตลกที่ข้าวของบางอย่างสื่อสารได้ เช่นเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าของผม แน่ละว่ามันพูดไม่ได้ แต่ทุกคราวที่เดินผ่าน สิ่งเหล่านี้เตือนผมว่าผมมีชีวิตดีทีเดียว มันส่งเสียงหึ่งๆ ว่า "ไม่ต้องไปซักรีดที่ร้านแล้ว" เตาของผมซึ่งทำให้จิตใจตกต่ำ คอยบอกทุกวันว่าผมทำกับข้าวไม่เป็น ก่อนจะแก้ตัวอะไร ที่ชั่งน้ำหนักกระโดดร่วมวง ตะโกนจากห้องน้ำว่า "แต่เขาต้องทำอะไรบ้างแหละ ตัวเลขฉันถึงพุ่งทะยานอย่างนี้" โครงกระดูกมีคลังคำจำกัดกว่ามาก และบอกเพียงอย่างเดียวว่า "เธอจะต้องตาย" ผมเคยคิดว่าผมเข้าใจสิ่งนี้ แต่เพิ่งรู้ว่า "ความเข้าใจ" นั้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงจินตนาการ ผมคิดถึงความตายตลอดเวลา แต่ในแบบโรแมนติก เข้าข้างตัวเอง มักเริ่มด้วยการป่วยอันน่าโศกเศร้าของผม จบลงด้วยงานศพ ผมเห็นน้องชายทรุดตัวข้างหลุมศพ เปี่ยมด้วยความรู้สึกผิดจนไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ แล้วพูดว่า "ฉันน่าจะคืนเงินสองหมื่นห้าพันเหรียญที่ยืมพี่มา" ผมเห็นฮิวจ์เช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อนอก แล้วร้องไห้หนักขึ้นเมื่อจำได้ว่าผมซื้อเสื้อนี้ให้เขา สิ่งที่ผมไม่เห็นคือผู้คนที่อาจฉลองความตายของผม แต่โครงกระดูกที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ตามใจชอบนี้ เปลี่ยนแปลงความคิดเหล่านี้ไปสิ้น บางขณะโครงกระดูกคือหญิงชราฝรั่งเศส คนที่ผมไม่ลุกให้นั่งในรถเมล์ ตามหลักการของผม ถ้าคุณอยากให้คนปฏิบัติต่อคุณในฐานะคนชรา คุณต้องดูแก่ หมายความว่าไม่มีการดึงหน้า ผมบลอนด์ และไม่มีการใส่ถุงน่องตาข่ายเด็ดขาด ผมว่านี่เป็นหลักการถูกต้องดีทุกอย่าง แต่คงไม่ถึงคอขาดบาดตายถ้าคำนึงถึงไม้เท้าที่หล่อนถือมาด้วย "ผมขอโทษ" แต่ก่อนคำพูดจะออกจากปาก โครงกระดูกเปลี่ยนร่างเป็นชายชื่อ สตู ที่ถูกผมโกงในการซื้อยา สตูและหญิงฝรั่งเศสจะดีใจที่ผมตาย และยังมีคนต่อแถวอีกหลายร้อยคน บางคนผมบอกชื่อได้ ที่เหลือคือคนที่ผมทำร้ายและดูถูกโดยไม่ได้รู้จักกันเป็นทางการ ผมไม่ได้คิดถึงคนพวกนี้มาหลายปี แต่นี่คือความฉลาดของโครงกระดูก เขาเข้ามาในหัวตอนผมหลับ แล้วขุดคุ้ยขี้เลื่อยในกะโหลกผม "ทำไมต้องเป็นฉันด้วย" ผมถาม "ฮิวจ์นอนเตียงเดียวกัน ทำไมไม่ไปยุ่งกับเขาบ้างล่ะ" โครงกระดูกตอบว่า "เธอจะต้องตาย"
ผมบอกฮิวจ์ว่า "แน่ใจว่าไม่ชอบโครงกระดูกเด็กมากกว่าเหรอ" อาทิตย์แรกๆ ผมได้ยินเสียงแต่ตอนอยู่ในห้องนอน แล้วเสียงก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งห้องพัก ตอนผมนั่งในห้องทำงาน กำลังนินทาทางโทรศัพท์ โครงกระดูกจะแทรกเข้ามาด้วยเสียงเหมือนโอเปอร์เรเตอร์นานาชาติว่า "เธอจะต้องตาย" ผมเหยียดตัวในอ่างอาบน้ำ ชุ่มด้วยน้ำมันหอม นอกหน้าต่างมีขอทานมาชุมนุมกัน เหมือนลูกแมวมาอยู่ที่ช่องระบายความร้อน "เธอจะต้องตาย" ในครัว ผมโยนไข่ดีๆ ทิ้งไป ในตู้เสื้อผ้า ผมสวมสเว็ตเตอร์ที่เด็กตาเกือบบอดบางคนทำขึ้นด้วยค่าจ้างเป็นเมล็ดงา 10 เมล็ด ในห้องนั่งเล่น ผมหยิบสมุดบันทึกออกมา เติมการกวาดล้างซาตานลงไปในรายการของขวัญที่อยากได้ "เธอจะต้องตาย เธอจะต้องตาย เธอจะต้องตาย"
การเสียชีวิตตั้งแต่สามร้อยปีก่อนทำให้มีเรื่องมากมายที่โครงกระดูกไม่เข้าใจ เช่น ทีวี ผมบอกเขาว่า "นี่ แค่กดปุ่ม ความบันเทิงจะมาหาถึงบ้าน" ดูเขาประทับใจ ผมจึงพูดต่อไป "ผมสร้างมันขึ้นมา เพื่อช่วยคนชราและคนป่วย" "เธอจะต้องตาย" เขาเป็นเหมือนเครื่องดูดฝุ่น ขนาดผมเอามันดูดฝุ่นจากศีรษะเขาแล้ว "เธอจะต้องตาย" ผมทนไม่ไหวแล้ว บอกว่า "ฉันยอมทำทุกอย่าง จะขอขมาคนที่ฉันทำร้าย จะอาบน้ำด้วยน้ำฝน บอกมาสิ ช่วยพูดอะไรอย่างอื่น อะไรก็ได้" โครงกระดูกลังเลครู่หนึ่ง "เธอจะต้องตาย ... สักวัน" ผมวางเครื่องดูดฝุ่น คิดว่า ก็เป็นจุดเริ่มต้นละน่า
* แปลจาก Memento Mori จากนิตยสาร The New Yorker May 5, 2006 โดย Fay
Copyright © 2008 faylicity.com |
| . |
๒ มกราคม ๒๕๕๑ |