I've been things and
done places.
-- Mae West
ฉันเจออพาร์ตเมนท์ในวันที่ไปถึงนิวยอร์กซิตี้ ฉันพักอยู่เหนือร้านอาหารจีนที่มีพีนัทบัตเตอร์กับแซนด์วิชแตงกวาเป็นรายการอาหารพิเศษมื้อกลางวัน ตรงแคชเชียร์มีป้ายห้องว่างให้เช่า ฉันอ่านสัญญาเช่าเหนือชามข้าวที่โรยด้วยยี่หร่ากับผักชีป่น ตอนที่ปากกาฉันสั่นเทาตรงช่องว่างให้กรอกชื่อผู้รับรอง คิมที่เป็นเจ้าของบ้านถามว่า "อยู่เงียบใช่ไหม?" ฉันพยักหน้า ใบไม้ใบหนึ่งร่วงจากผมฉันลงโต๊ะ
"ถ้าเจอแมวนะ มันจะถูกเอาไปชำระ เอาไปทิ้ง จะเอาไปทำเป็นซุปข้น" เขาบอก
"ไม่มีแมวหรอก" ฉันเซ็นสัญญา "ไม่มีเสียงดัง" ไอ้สัตว์ ฉันนึกในใจ
ทุกครั้งที่ฉันกลับบ้าน คิมจะตามฉันที่เตร่ไปตามโต๊ะ เดินอ้อมผ่านครัวพื้นทรายและเดินขึ้นบันไดไปห้องพัก "ลองนี่สิ" เขาบอก ฉันจะหยุด มือจับราวบันได อ้าปาก เขาจะจิ้มอะไรไว้ในไม้จิ้มฟัน หรือถ้าไม่มีเวลาใช้ไม้จิ้มฟันก็จะใช้นิ้วเปื้อนน้ำมันงา อะไรที่ว่านั้นบางทีก็เป็นปอเปี๊ยะกุ้ง แต่ส่วนมากจะเป็นการทดลอง อย่างกุ้ง ฟรา ดีอาโวโล หรือชิ้นพายแกะ พริกฮาลาเพนโญยัดใส้ หอยทาก
ฉันบอกว่า "ป้ายเขียนว่าร้านอาหารจีนนะคิม ทำไมถึงทำสเต็กชาโตบรีออง ?"
"ปู่ผมเป็นคนฝรั่งเศส วันนี้ผมขายได้สี่จานแล้ว" เขาว่า
ฉันเดินทั่วเมือง 5 วันต่อสัปดาห์ ไม่กล้าชี้ที่ป้าย "รับสมัครงาน" และถามว่า "จริงหรือ? จริงหรือ?" ฉันไม่มีเงิน ไม่เคยทำงาน ตอนจากสามีมา ฉันใช้เงินสดทั้งหมดของเขาและใช้เครดิตการ์ดเขาจนเกลี้ยง ฉันมีความสุขที่ได้เห็นเงินเขาไหลผ่านมือฉันจนกระทั่งหมดไป
แต่ฉันกลับบ้านทุกวัน เดินผ่านป้ายนีออน "บัวโภชนา" ขึ้นบันไดยาวๆ จนถึงห้องพักของฉัน ที่วางจานร้อนกับจานชามฉันเรียงในอ่างในห้องน้ำ บางครั้งฉันจะนั่งที่หน้าต่าง ดูลูกค้าเดินเข้าร้านอาหาร มองจากข้างบนแล้ว พวกเขาตัวสั้นลงเรื่อยๆ ตอนใกล้เข้ามา จนกระทั่งกลายเป็นจุดสีบลอนด์ น้ำตาล หรือแดง แล้วประตูร้านจะเปิดออก เวลาที่ฉันแนบแก้มกับหน้าต่าง ฉันรู้สึกได้ว่าตึกเขยื้อน ขยับที่ว่างให้อีกหนึ่งชีวิต ให้อีกหนึ่งผู้หิวโหย
มีคู่รักหลายคู่ บ้างจูงมือกันหรือทะเลาะกัน ความคิดที่ว่าฉันจะไปข้างนอกกับผู้ชายสักคน รับประทานอาหารค่ำ กลับบ้านด้วยกัน ดูจะเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ถึงแม้ฉันจะอยากทำแต่ฉันไม่เคยเอาผู้ชายกลับบ้าน ฉันคิดภาพไม่ออกว่าฉันกับเขาจะเดินผ่านร้านอาหารก้นครัว โดยมีคิมตามเรามากับไม้จิ้มฟันสองอัน ดูผู้ชายจากไปตอนเช้าจากหน้าต่าง ที่เขาจะกลายจากจุดเป็นร่างกายที่ยืดยาวขึ้น
ฉันจึงคอย รอให้สัญญาสิ้นสุด คอยเหตุผลที่ดี ฉันอายุสามสิบแล้ว ฉันบอกตัวเองว่าฉันคอยได้อีก 30 ปี ก่อนจะยอมแพ้
ไม่กี่อาทิตย์หลังฉันย้ายเข้ามา ฉันกลับบ้านหลังจากอีกวันหนึ่งของการท่องไปตามถนน หางานทำ คิมเหลือบมองจากหนังสือเจน แอร์ขาดวิ่น จัดเก้าอี้ให้ตรง เขาเรียก "โมกิ! โมกิ!" และห่อไหล่แคบๆ ของเขาแนบหู
เด็กชายคนหนึ่งโซเซลงบันไดมาจากห้องพักของฉัน สวมกางเกงในฉันไว้ที่ศีรษะ กางเกงในนั้นเป็นสีม่วง เป็นตัวจากกองที่ยังไม่ได้ซัก
คิมรีบฉวยกางเกงชั้นในจากหัวเด็กชาย แต่พลาด ฉันจึงหยิบมันเสียเองแล้วรีบซุกเข้ากระเป๋าเสื้อโค้ททันที
"เอาเด็กนี่มาจากไหน?"
"ลูกชายผมเอง" คิมบอก "ผมเพิ่งได้สิทธิเลี้ยงดู เรื่องมันยาวนะ ผมจะตีเขาเอง"
"ตีตัวเองสิ" ฉันว่า "ทำไมถึงปล่อยให้เข้าไปอพาร์ตเมนท์ฉันได้ล่ะ?"
"ไม่ใช่อพาร์ตเมนท์นะ เป็นห้องเฉยๆ" เขาท้วง
ฉันจ้องกลับ "ห้องของฉัน"
ด้วยความโกรธ ฉันดึงกำปั้นเด็กออกแบดู แต่ไม่มีอะไรข้างในนั้น ความรู้สึกโง่เง่าไปกว่าเดิมทำให้ฉันลากเด็กขึ้นบันไดไปห้องฉัน เขาเอียงกะเท่เร่ในแขนฉัน และชี้ที่รอยแตกบนผนังกับเพดาน ผมสีดำของเขากระจายออก เหมือนครีบฉลาม
พออยู่ในห้องแล้ว ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรกับเขา เลยให้เขาดูที่หน้าต่าง ฉันให้เขาดูถ้วยชาม ดูว่าฉันสวมอะไร เขานั่งนิ่งกลางห้องเหมือนคนแจกไพ่
"พูดสิ" ฉันบอก
เขาจ้องฉันด้วยตาสีดำแกมฟ้า
"พูดอะไรหน่อยสิ"
"ไม่พูด"
"แม่เธออยู่ไหน?" ฉันถามอย่างใจร้าย
โมกิดึงมือจนฉันนั่งข้างเขาบนพื้นที่เป็นขุย เขาทึ้งหัวฉันแล้วกัดที่แก้มแรงๆ
ฉันถอยทันใด แล้วแตะตรงรอยฟันน้ำนมนั้น
"เจ็บนะ" ฉันบอกเขา "เวลาทำแบบนี้ เธอต้องทำ . . . ในจินตนาการ"
"อะไยเหรอ?"
"ในสมองน่ะ"
"อะไยเหรอ?"
สุดท้ายเราก็ติดเกมซักผ้า เกมคงเป็นอย่างนี้ คือฉันจับเขาที่ขาอ้วนๆ จนเขาห้อยหัวลง ผมม้าแยกจากหน้าผากเป็นเส้นไฟฟ้าสถิต แล้วฉันบอกว่า "ได้เวลาซักผ้า!" แล้วเขาก็จะหัวเราะแล้วหัวเราะอีก ฉันวางเขาลงค่อยๆ ที่เบาะนอนโดยเอาทางหัวลงก่อน โมกิบอกว่า "เอาอีกนะแม่"
"ฉันไม่ใช่แม่เธอ" ฉันบอก ฉันดึงเสื้อเชิ้ตขึ้นให้เขาดูหน้าท้อง
"เห็นไหม?" ฉันว่า "ไม่ลาย"
เขาหัวเราะแล้วโชว์สะดือตัวเองบ้าง สะดือยังจุ่น เขาเอานิ้วเล็กๆ ที่สะอาดเอี่ยมจิ้มสะดือ แล้วหายไปในความซับซ้อน ฉันมองบนหัวเขาที่ก้มลงไป
ครู่หนึ่งโมกิก็เงยหน้าบอกว่า "เอาอีก"
"เอาอะไรอีก?"
"ซักผ้าอีก"
"ผ้าสกปรก"
"สกปรกซกมกหมกผ้า"
ฉันหิ้วเขาขึ้นมา เขาบอกว่า "แม่"
แล้วเราก็เริ่มใหม่อีก
หนึ่งเดือนแล้วที่ฉันจากสามีแล้วจับรถไฟเที่ยวแรกมาที่นี่ คำสุดท้ายที่ฉันบอกสามีคือ "ใช่สิ และฉันก็เกลียดเท็กซัสด้วย" ตอนที่เขาซัดฉันที่หน้า มือฉันก็ล้วงกระเป๋าสตางค์เขาออกจากกระเป๋าหลัง
ฉันเรียกแท็กซี่จากตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญหน้าร้านขายของชำ ผู้คนจ้องฉัน พอรถแท็กซี่มา คนขับบอกว่า "ผมไม่ไปโรงพยาบาลนะ คุณผู้หญิง"
ฉันบอกว่า "รถไฟ" ฉันนอนลงที่เบาะหลัง เอี้ยวหน้าและเช็ดหน้ากับเบาะรถ
ฉันไม่รู้ว่าขึ้นบันไดสถานีรถไฟได้อย่างไร ที่ช่องขายตั๋ว คนขายไม่เข้าใจว่าฉันพูดว่าอะไร และคิดว่าฉันเมาเหล้าหรือเมายา ฉันได้แต่ดึงเงินออกจากกระเป๋าสตางค์สามีและยัดลงช่อง จนคนขายให้ตั๋วมาหนึ่งใบ เป็นที่นี่ นิวยอร์กซิตี้
ฉันเจอโฆษณางานในใบปลิว และเขาก็จ้างฉันทางโทรศัพท์ งานนี้คือการโทรไปชวนให้คนซื้อหนังสือคำร้องของโอเปร่ากับของสั่วๆ อย่างอื่น ฉันไปทำงานวันแรกด้วยกระโปรงตัวเดียวที่มีอยู่ หัวหน้าชมฉัน แต่พอวันที่สามในกระโปรงตัวเดิม เขาก็นิ่วหน้ากับรอยเปื้อนที่ต้นขาขวา เขาจ้องรอยนั้นจนกระทั่งฉันเอาสมุดโทรศัพท์มาวางบนตัก
ฉันทำงานจากรายการที่พิมพ์ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ เครื่องโทรศัพท์เป็นแบบหมุนสีส้ม หนักประมาณเจ็ดกิโลกรัม ฉันเริ่มจากใช้ดินสอหมุน ยางลบที่ปลายดินสอทิ้งรอยยาวเหนียวสีเขียวไว้ที่ตัวเลข
การขายของเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อรายการผิดพลาด "สวัสดีค่ะ มิสซิสมอร์แกนสเลฟเฟอร์อยู่ไหมคะ?"
"นี่มอร์แกนสเติร์น โทรผิดแล้วค่ะ"
"มอร์แกนสเติร์น" แต่เธอวางหูไปแล้ว
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าคำร้องโอเปร่าคืออะไร ฉันบอกหัวหน้าไปอย่างนี้เมื่อเขาบ่นว่ายอดฉันต่ำ ที่จริงแล้ว ยอดฉันไม่ปรากฏด้วยซ้ำ
"เบอร์พวกนี้ได้จากแหล่งข้อมูลที่คัดเลือกอย่างดีแล้ว" เขาดุ "พวกสาธารณชนที่ฟังโอเปร่า"
"แต่เขาดูไม่รู้เรื่องโอเปร่าเลยนี่คะ"
"หรือไม่เธอก็ควรศึกษาโอเปร่า จะได้เลือกชุดที่มันถูกกับที่พวกเขาจะรู้จัก"
"มีคนนึง พอฉันบอกว่าโอเปร่า เธอก็บอกว่า 'ฉันไม่ดูโอปราห์ ฉันดูแต่เจอรี่ สปริงเกอร์'"
"เธอออกเสียงไม่ชัดน่ะสิ"
"มีอะไรอย่างอื่นที่ให้ฉันได้ใช้ความสามารถได้มากกว่านี้ไหมคะ?"
"ความสามารถอะไร?"
เขาพูดถูก ยังกับฉันเพิ่งเกิดมาอย่างนั้นล่ะ
หัวหน้าไล่ฉันออกหลังจากได้ยินฉันพยายามขายที่วางจานร้อนกับเสื้อโค้ทสักหลาด เขาโกรธมากที่ฉันบอกว่าฉันแค่อยากขายสิ่งที่คนอาจจะต้องการจริงๆ "ฉันถังแตกอยู่ด้วยค่ะ" ฉันอธิบาย
"คนแข็งแรงที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอดนะทูนหัว" เขาบอกแล้วเลื่อนรองเท้าเพื่อถูเท้าในถุงเท้าลายสีดำ แต่ฉันไม่รู้ว่าใครคือผู้ที่แข็งแรงที่สุด เขาไม่มีลูกจ้างคนอื่น เขาแทบจะไม่มีออฟฟิศด้วยซ้ำ โต๊ะของฉันคือลังนมพลาสติกต่อๆ กันด้วยเทปกาว มีแผ่นไม้ที่ผนัง พรมมีร่องตรงกลางเหมือนสันหลังงู
เขาจ่ายเงินสดให้ฉันเป็นค่าแรงครึ่งอาทิตย์ และบอกว่าเป็นจำนวนมากเกินกว่าที่ฉันสมควรได้รับ
พอเงินมาอยู่ในมือ ฉันก็บอกว่า "ฉันจะคิดให้จงหนักถึงเรื่องร้ายๆ ที่จะทำกับคุณ" เขาจะคว้าเอาเงินคืนแต่ฉันดึงมือหนีแล้วก็ไป
ฉันนั่งในร้านอาหารตลอดบ่าย มองดูผู้คน คิดว่าจะทำอย่างไร คิมออกมาจากครัวด้วย โคค ฟลอมแบ ฉ่าๆ ให้โต๊ะข้างประตู ตอนเดินกลับเขาขยิบตาให้บอกว่า "จูบผมสิ ผมเป็นชาวกุมภ์"
ฉันอุ้มโมกิที่ตัก กระซิบกับผมเขาว่า "ไม่มีเงิน"
เขาพึมพำ "ไม่มีเอิน" เขาลูบหมายัดนุ่นที่ฉ้นให้เขา ฉันไปเจอหมานี้ในถังขยะและเอามาซักอย่างดีในห้องน้ำด้วยน้ำยาล้างจาน
ฉันพลิกหน้ากระดาษหางานเหนือหัวโมกิ ฉันวงโฆษณาที่ว่า "ต้องการคนแข็งขันที่สร้างสรรค์สำหรับโอกาสอาชีพที่น่าตื่นใจ ต้องชอบพลเมืองที่ผิดปกติทางจิต"
คิมฮัมเพลงขณะตบตะหลิวและสะบัดผ้าเช็ดมือในอากาศ เลยประตูครัวไป ในครัวมีแต่เขม่ากับคราบมัน มือเขาหมุนไปรอบจาน จนมันถูกแต่งด้วยอาหารเหมือนอย่างเด็กถูกจับแต่งตัวในงานปีใหม่ แผ่นสีที่ลอกห้อยออกมาจากผนังเคลื่อนไหวเมื่อเขาเดินผ่าน แต่แล้วก็กลับเข้าที่อีกครั้ง
ฉันมองเงาสะท้อนของคิมผ่านที่ใส่พายโลหะที่เต็มไปด้วยบัคลาวาทำเอง ราสเบอรีท็อร์ตและคุ้กกี้นำโชคที่เป็นการยอมรับต่อวัฒนธรรมจีนผสานอเมริกัน
คิมทำคุ้กกี้เองเรียกว่าคุ้กกี้นำโชคร้าย เขายัดใส้ด้วยข้อความเขียนด้วยลายมือตัวเองประเภท "ต่อให้เป็นเสื้อเชิ้ตลายฮาวายก็ช่วยอะไรคุณจากปรากฏการณ์โลกร้อนขึ้นไม่ได้" ฉันเอาคุ้กกี้ออกมาหนึ่งอันจากห่อ บิให้แตกออก ข้างในคือ "คุณจะได้พบหนุ่มสูงคมเข้มที่เป็นอาชญากร"
เวลาคิมยัดเยียดของที่ปรุงให้ฉัน ฉันจะขัดอยู่เสมอ แล้วฉันจะอ้าปาก พอร้านอาหารปิดในตอนกลางคืน ฉันจะแอบลงมาข้างล่าง ขโมยแฮมเบอร์เกอร์กับก๋วยเตี๋ยวแห้ง ฉันเอาหม้อเปื้อนๆ มาใส่น้ำตั้งไฟ นอนบนเคาน์เตอร์เอาแก้มแนบโลหะเย็นๆ ที่ขัดแล้ว ฉันใส่ใข่ในน้ำต้มแล้วดูว่ามันจะแตกจากความปุบปับหรือเปล่า
ฉันจะต้องทำอะไรสักอย่าง ฉันเขียนป้ายด้วยสีจากนิ้วมากิว่า "ดูดวง สิบเหรียญ" ฉันย่องไปข้างล่าง เอาป้ายหันหลังออก คิมยิ้มให้ฉัน มือมีแต่จาน
ฉันเดินไปที่สวนสาธารณะ ตั้งป้ายข้างม้านั่งในสวน แล้วไปนั่งห่างๆ จากป้ายจนดูเหมือนมันเป็นป้ายของคนอื่น ห้านาทีต่อมา ฉันก็ขยับเข้ามาใกล้ป้ายขึ้น พออีกห้านาทีผ่านไป ฉันก็ย้ายป้ายและตัวเองออกจากสวนมาที่ถนน ฉันยืนพิงกำแพงอิฐแล้วคอยจนฉันรู้สึกงี่เง่าน้อยลง
คนแรกยื่นเงินให้ฉันและยื่นมือให้ ฉันจับมือนั้นด้วยนิ้วแล้วดูที่เส้นลายมือ ฉันไม่รู้ว่านี่เป็นวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ เส้นลายมือของเขาลึกอย่างกับกับมือการ์ตูน
"คุณเป็น . . . คนรักที่เปี่ยมอารมณ์พิศวาส" ฉันบอก
เขาพยักหน้า หน้าผากเป็นสีชมพูเมื่อฉันพูดต่อไป และพูดดังขึ้นแข่งกับเสียงยวดยาน
"ระวังสายการบินที่มีตัวเอฟ กินเนื้อแดงให้น้อยลง กินปลาให้มากขึ้น เจ้านายคุณจะทำความผิดพลาดร้ายแรงแล้วโทษคุณ คุณจะมีชู้รักแต่ให้กลับไปหาภรรยาของคุณ"
เขายิ้มแล้วทิปให้ฉัน
ทั้งวันมีผู้คนถามฉันถึงสิ่งที่เขาทำสูญหาย มรดกตระกูล คนรักเก่า ลูกที่ตายจาก ฉันเห็นภาษาหล่นหายไปจากตัวฉันเหมือนอย่างเส้นทางรถไฟที่เลื่อนผ่านฉันไปเบื้องล่างขณะที่ตัวฉันมุ่งไปข้างหน้า ฉันยึดถ้อยคำแน่นกับอก และปล่อยมันไปเมื่อยึดไม่อยู่ และฉันก็ให้มันพลุ่งออกไป
จึงเป็นเรื่องง่ายเวลาที่มีคนฉวยมือฉันแล้วถามว่า "ฉันจะได้เจอบ็อบบี้น้อยของฉันอีกไหม?"
ฉันบอกว่า "ได้แน่ๆ ค่ะ"
หรือไม่ก็ "ไม่ค่ะ"
คิมให้ฉันช่วยในครัวเวลาที่มีรถทัวร์นักท่องเที่ยวมาลง ฉันไม่ได้ทำอาหารมาเป็นเดือนๆ ดังนั้นจึงรู้สึกดี เวลาที่ผักดิบปะทะน้ำมัน หนังไก่ที่ปริแตก ชิ้นเนื้อปลาชุ่มฉ่ำ คิมบอกว่า "โมกิ ช่วยพ่อ ร้องเพลงให้ฟังหน่อย" โมกิเต้นไปในครัวร้อนๆ ด้วยผักกาดเต็มมือ เพลงปราศจากถ้อยคำ มีแต่เสียงสูงๆ กับเสียงหวิวของลมหายใจ
พอฉันเอาจานร้อนไปที่โต๊ะ นักท่องเที่ยวบอกว่า "ขอบใจ ดูน่ากินจัง" หรือ "ฉันไม่เคยเห็นชีสในอาหารจีนมาก่อนเลย" แล้วก็จะเงียบกันไปจากการกินที่ดุร้าย นานๆ ทีจะมองกันและกันด้วยคิ้วที่วาดไว้ยกสูงจากอารมณ์
พอทุกคนไปกันหมดแล้ว เหลือแต่พวกกินปอเปี๊ยะแปลกๆ ไม่กี่คน คิมจะบอกว่า "นี่ของเรา" เขาจะเอาเป็ดอบออกจากเตา เขาทำให้ฉันดูว่าจะลอกไขมันและราดผิวอย่างไร ให้มันเกิดเป็นหนังนุ่มๆ ชั้นที่สอง
"แล้วเธอทำอะไรทั้งวัน" คิมถาม
"ฉันเป็นพวกดูดวง"
"ดวงผมเป็นไง?" เขายื่นมือที่มีคราบมันและเปื้อนสีดำของซอสถั่ว
"มีชื่อเสียง" ฉันยิ้ม
"เธอมีแฟนไหม?"
"ฉันไม่มีกระทั่งเพื่อน"
"โมกิล่ะ?" คิมถาม โมกิกำลังเคี้ยวแครอทผิดด้าน ฉันจึงดึงมันออกจากปากแล้วกลับด้านให้
คิมกลับไปที่เตา "เธอมาจากโอกลาโฮมา" เขาเอ่ย
"เท็กซัส"
"เธอพูดเหมือนคนเท็กซัส เธอขี่ม้าเป็นไหม?"
"ไม่เป็น"
"แล้วทำอะไรเป็น?"
"ไม่รู้สิ"
"ผมทำอะไรไม่ค่อยเป็น นอกจากทำอาหาร"
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง คิมถามว่า "ทำไมจ้องอย่างนั้นล่ะ?"
"ฉันอยากจะจ้องก็จ้องได้"
คิมถอดผ้ากันเปื้อนแล้วถอดเสื้อเชิ้ตออก "ดูผม" เขาบอก แต่ฉันกำลังดูอยู่แล้ว
เขาค่อนข้างผอม มีกล้ามเนื้อที่ดูมากเกินไปเอาไว้สำหรับประดับเท่านั้น สายเหงื่อ เป็นประกายที่แผงอกที่ปราศจากขน เขาเป็นผู้ชายแท้ๆ เขาเป็นผู้ชายที่สิ้นหวัง
"คิดยังไงล่ะ" เขาถาม ยืดแขนออก
ด้วยความอาย ฉันเบือนหน้าหนีแล้วมองลูกชายเขาที่จ้องฉันด้วยช้อนไม้อันใหญ่อยู่ในปาก
คืนนั้นคิมเคาะประตู ดูว่าฉันสวมอะไรแล้วถามว่า "พร้อมหรือยัง?" ฉันก้มลง เสื้อผ้าฉันไม่ดีเด่นอะไรแต่ฉันก็สะอาด เขาสวมเสื้อเชิ้ตขาวกับเน็คไทลายลูกเต๋าพร้อย
เราไปร้านอาหารฝรั่งเศส อย่างน้อยชื่ออาหารทุกจานก็เป็นภาษาฝรั่งเศส คิมสนใจมากว่าฉันจะสั่งอะไร เขาห้ามจานแรกที่ฉันเลือกโดยบอกว่า "โอ้ย นั่นผมก็ทำได้"
เราคุยกันระหว่างทานอาหาร ฉันดูตัวเองคุยเหมือนไม่มีอะไรจะทำนอกจากนั้น ฉันแทบไม่ได้แตะต้องอาหาร เหตุหนึ่งก็เพราะฉันเคยรสมือคิมแล้ว อย่างอื่นจึงจืดสนิทเมื่อเอามาเทียบกัน
ตอนของหวาน ฉันถาม "แล้วแม่โมกิล่ะ?"
คิมโน้มตัวมา "ตอนคุณมาที่นี่แล้วเซ็นสัญญา นั่นรอยฟกช้ำบนหน้าคุณหรือ?"
"ใช่" ฉันตอบ
"ผมเสียใจด้วย" เขาว่า
"ไม่เป็นไร" ฉันตอบอย่างโง่ๆ
คิมบอกว่า "แม่โมกิอยู่เม็กซิโก เธอขโมยเงินร้าน เธออ้วนมาก อ้วนกว่าที่คุณคิด เธอบอกว่าเป็นความผิดผม เธอเชื่อว่าโมกิเป็นเนื้องอกที่ท้อง เธอเรียกผมว่าทุเรศ เธอกินฮ็อทดอก เธอย้ายออกไป เธอตัดผมแล้วก็ย้ายออกไป"
"งั้นคุณสองคนก็ไปกันไม่ได้ เป็นความผิดพลาด"
"มองกลับไป ทุกความผิดพลาดก็ดูเหมือนเป็นการไม่ยอมรับ" คิมพับผ้าเช็ดปากแล้วโยนมันลงโต๊ะอยู่ดี
หลังอาหารเย็นเราไปเดินเล่น ฝนหิมะเริ่มตก หิมะบางๆ ก่อตัวเป็นเปลือกบนผมดำของคิม เขายิ้มให้ฉัน "ดูสิ เธอถูกพอกแล้ว" เรายิ้มให้กัน ฉันคิดว่า ฤดูใบไม้ผลิ
"ผมพยายามมากไปหรือเปล่านี่?" คิมถาม
ฉันกำลังดูดวงที่ถนน ชายหัวล้านตบภรรยามีครรภ์ของเขาแล้วขับรถตำรวจออกไป ผู้หญิงทรงตัวบนราวหน้าประตูแถวนั้น แล้วเดินช้าๆ ไปตามถนนด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เธอหยุดตรงหน้าป้ายฉัน แล้วบรรจงนั่งลงที่เก้าอี้สานข้างป้าย เธอเริ่มร้องไห้ในฝ่ามือ
"จะให้ฉันโทรเรียกใครไหมคะ?" ฉันถาม ฉันเอื้อมมือออกไปแต่ไม่ได้แตะต้องเธอ ด้วยไม่รู้จะวางมือตรงไหน
"ฉันต้องการบางอย่าง" เธอบอก ริมฝีปากเผยอจากฟัน เธอกลั้นหายใจขณะร้องไห้เงียบๆ
"หมอไหมคะ?"
เธอหายใจลึกๆ สั้นๆ หลายครั้ง จับสายตาที่ฉัน ถามว่า "เกิดอะไรขึ้น?"
ฉันจึงบอกว่าเธอรักคนผิด ฉันบอกว่าเธอต้องไป ให้เร็วเท่าที่จะเร็วได้ ฉันบอกถึงการหนี การเดินทางบนรถไฟ เลือดและรอยฟกช้ำ
ฉันเริ่มเล่าว่าเธอจะเสียลูกในห้องน้ำสกปรกบนรถไฟ ตอนที่รางวาบผ่านที่ใต้เท้า เธอจะคิดว่าเธอตายตอนรู้สึกมดลูกบีบตัวครั้งแรก เธอจะรู้สึกมีก้อนเลือดไหลระหว่างขา และลอยในโถส้วม ทารกที่เธอไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ ตัวเล็กจิ๋ว ไม่เกินสองสามเดือน เธอเพิ่งทราบว่าทารกนี้ตายอยู่ในเธอขณะที่เธอจากเท็กซัสกับสามีมา ด้วยกระเป๋าสตางค์ซ่อนไว้ที่กางเกงชั้นใน เธอจะนั่งในห้องน้ำสองชั่วโมง จ้องที่ทารกที่ตายแล้ว จนสุดท้ายเธอกดชักโครก จากเท็กซัสไปนิวยอร์ก เธอจะเห็นรางรถไฟเกิดขึ้นใหม่เป็นรูปแบบเดียวกันหมดอย่างน่าสะพรึงกลัว เธอคิดว่าความปรานีไม่มีอยู่จริง
ฉันได้สัมภาษณ์กับตัวแทนบริษัททัวร์ คิมแต่งผมให้ฉัน โมกิจูบฉันแฉะๆ ที่แก้ม พวกเขาสวดว่า "โชคดี โชคดี" และโบกมือจากหน้าต่างขณะที่ย่างอะไรที่เตา "บ๊าย บาย"
บริษัทอยู่ห่างไปแปดบล็อค พอฉันเดินเข้าไป พวกผู้หญิงยิ้มให้จากโต๊ะและพากันปัดมือไล่ควันบุหรี่ ทุกคนอ้วน สิ่งที่วางกระจายบนโต๊ะคือขวดลูกอม คุ้กกี้ กล่องเค้ก ลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์ต้อนรับฉันด้วยหางที่แกว่งไปมา หูพับเหมือนเกี๊ยว
"กินโดนัทสิ" มาร์จอรีผู้เป็นหัวหน้าบอก ฉันหยิบมาหนึ่งชิ้นแล้วถือไว้บนตักโดยไม่ทันคิดอะไร
คำถามแรกที่เธอถามคือ "เธอรู้สึกยังไงกับการเดินทางท่องเที่ยวล่ะ?"
ผู้หญิงคนอื่นๆ ในบริษัทร่วมวงด้วย "รู้จักวินโดวส์ไหม? โอ้ย มันง่ายๆ แล้วทำไมผิวถึงได้ดูนุ่มนวลอย่างนั้น?"
"สำเนียงอะไรจ๊ะ หนูจ๋า? เธอมาจากไหน?" มาร์จอรีถาม
"นั่นบ้างนี่บ้าง"
พวกนั้นให้หมาออกลวดลาย "มอริส -- กระโดด! กระโดด! ฮื้อ ปกติมันชอบกระโดดน่ะ"
มอริสวิ่งกลับไปกลับมา หามือที่ฉันยื่นออกไป "มันเป็นพวกลูบให้ตัวเองน่ะ" มาร์จอรีอธิบาย "เอาล่ะ เธอได้งาน เราจ่ายได้แค่ค่าจ้างกันตาย แต่จะมีอาหารตลอด ดังนั้นเธอจะมีชีวิตอยู่ได้ เป็นอันตกลงไหม?"
ฉันพยักหน้า มอริสยังคงขยับไปมา พยายามเค้นเอาความการุณออกจากสิ่งที่เป็นเพียงมือ มือของฉัน
พอฉันออกไปแล้ว ฉันเลี้ยวเข้าซอยแรกที่มองเห็นแล้วกระโดดขึ้นๆ ลงๆ กำมือแน่น ยิ้มกว้าง ฉันกระโดดผ่านผู้ชายที่นอนข้างกำแพง เขาพลิกตัวมาถามว่า "มีเศษตังค์ไหม? แม่กระต่าย?"
ฉันหยุดกระโดดแล้วล้วงกระเป๋า แต่มันว่างเปล่า ฉันกลับกระเป๋าออกมาให้เขาดู บอกหอบๆ ว่า "ขอโทษด้วย ฉันไม่มีเงินเลยสักแดงเดียว" ฉันกระโดดต่ออีกครั้ง
"เดี๋ยวก่อน" เขาล้วงเข้าไปในรองเท้าแล้วหยิบอะไรสักอย่างอยู่ในมือด้วยความดุดัน ฉันไม่ยอมเข้าไปใกล้จนเขาแบมือให้ดูว่าเป็นอะไร "นี่แน่ะ" เขาบอก มันเป็นเหรียญยี่สิบห้าเซนต์ เขาโยนมันมาให้ฉันแล้วหมุนตัวกลับไป
* * *
โมกิวิ่งเป็นวงกลมรอบห้องฉัน แล้วหยิบแปรงสีฟันฉันที่ไปอยู่บนพื้นด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง โมกิเอามันมาหวีผมและหยุดเมื่อฉันทำเสียง อาา-อาา-อาา แล้วเขาก็แกล้งทำเป็นแปรงเบาๆ เหนือหัว แล้วแกล้งทำว่าแปรงสีฟันเป็นม้า แล้วควบไปรอบห้อง
ฉันอ่านบทความในนิตยสารที่อธิบายว่าจะดึงความสนใจจากคนรักได้อย่างไร บทความนี้แนะนำให้ฉันเรียกชื่อชายอื่นขณะกำลังเร่าร้อน ให้เขาเอาไว้เดาเล่น
"ทายซิ?" โมกิถาม
"ทายอะไร"
"ช้าง"
ชั้นล่าง คิมกำลังปิดร้านอาหารค่ำนี้ ฉันได้ยินเขาปิดเครื่องคิดเงินที่เคาน์เตอร์ ฉันนึกภาพได้ว่าเขาจะเคลื่อนที่ไปมาอย่างไร เป็นเหมือนแมงมุม --- ที่ผอมพอจะลอดผ่านที่แคบๆ แต่ก็ได้ถักสถานที่ทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันด้วยแขนยาวๆ ของเขา ฉันคิดถึงเวลาที่เขากลับไข่โดยไม่ต้องมอง
คืนก่อน เขาทำอาหารค่ำพิเศษให้ฉัน ฉลองงานใหม่ เขาให้ฉันนั่งที่โต๊ะข้างหน้าต่าง ให้ลูกค้าคนอื่นๆ ร้องเพลง "เพราะหล่อนเป็นคนดีที่ร่าเริง" ควบคุมดนตรีด้วยตะเกียบ โมกิเคาะหม้อด้วยตะหลิว เดินไปรอบๆ
พอลูกค้าคนสุดท้ายออกจากร้าน คิมเดินมาส่งฉันที่ห้อง เขาจูบฉันรีบๆ ที่บันได แล้วก็นานๆ เขากลับลงไปข้างล่าง ฉันยืนตรงนั้น หน้าแดงในความมืด ฟังเสียงเขาล็อคประตู
เขาเดินขึ้นมาที่ห้องฉันโดยไม่เคาะประตู ยกโมกิกับฉันจากพื้น พาเราไปที่ครัวมืดๆ เรานั่งที่เคาน์เตอร์กับมะเขือเทศเหี่ยวๆ และแตงกวาในถัง
คิมจับมือฉันไว้แล้วถูมันจนฉันเจ็บ เขาทัดผมฉันกลับหลังใบหูแล้วประคองหน้าฉันไว้ในอุ้งมือ ฉันมองตาเขา ทั้งดำและเป็นรูปร่างแน่นอน อย่างหยดน้ำตาคู่ เขาปล่อยหน้าฉัน ฉันรู้สึกอุ่นที่หน้า แม้ว่ารอยอุ่นนั้นจะจางไปแล้ว
แล้วเขาก็ดึงโมกิไว้กับตัว บอกว่า "ตาเธอเล่าเรื่องทั้งหมดแล้ว"
ฉันจึงบอกเขาเรื่องเท็กซัส
คืนหนึ่ง สามีทุบตีฉันจนฉันปิดปากไม่ได้ มันเจ่ออย่างกับฉันกำลังหาวนอน เวลาฉันพยายามจะหุบขากรรไกรลง บางอย่างในขมับฉันจะลั่น และฉันมองไม่ค่อยเห็น ฉันร้องไห้เหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง
เขาจากไป กระแทกประตูในอากาศหนาวเย็น ฉันคอยที่หน้าต่างในความมืด สุนัขฝั่งถนนตรงข้ามเห่าที่โซ่ของมัน
หน้าปั๊มน้ำมันเอาร์แชนส์ที่ถนนฝั่งตรงข้าม มีร่างจางๆ ร่างหนึ่งอยู่ใต้แสงไฟจากถนน เป็นหญิงชรากำลังเดินที่ฉันมองเห็นผ่านรถราที่แล่นบนถนน รองเท้าสำหรับคนเป็นโรคกระดูกของเธอมีส้นสูง และมีอะไรวูบวาบที่คอ อาจจะเป็นลูกปัดแก้ว เป็นคืนเที่ยวของสุภาพสตรี ศีรษะเธอโยกไปข้างหน้า-หลัง หน้า-หลัง
มีรถผ่านไปเร็วจนดูเหมือนเป็นภาพนิ่ง เมื่อฉันเห็นผู้ชายวิ่งมาข้างหลังเธอ และใกล้ขึ้น แล้วยกกำปั้นเตรียมพร้อม ขณะที่หญิงชรามองข้ามไหล่อย่างช้าๆ
หญิงชราเปิดกรงเล็บ ฉันกลั้นหายใจและยึดขอบหน้าต่าง แต่ฉันเห็นไม่ชัด รถแต่ละคันที่ผ่านไปบังเธอไว้
เธอพุ่งไปที่คอเขาด้วยการสับคาราเต้ กระเป๋าของเธอเหวี่ยงจากข้อศอก เธอหมุนรอบๆ แล้วกระโดด เธออยู่กลางอากาศ เป็นไปไม่ได้ พอเธอลงมาที่พื้น เท้าเธอก็สถิตที่ไตของเขา เขาล้มลง อย่างนั้นล่ะ
ไม่มีรถอีกแล้ว ชายงอก่องอขิงบนพื้น หญิงชราย่อตัวลงพูดอะไรบางอย่าง ชุดไหมของเธอมีรอยยับที่ไหล่ เมื่อชายคนนั้นคว้าเธอไว้สั้นๆ และฉีกกระโปรงจากเธอ และแล้ว? ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ลูกเตะบิน เท้าข้างหน้าของเธอก็วางที่ลำคอเขา หมดจดดังการจัดโต๊ะอาหาร
ดูเหมือนเธอจะพอแล้ว เพราะเธอถอยและหมุนตัวกลับ เธอจัดสายกระเป๋าที่คล้องไหล่แล้วเดินจากไป ทิ้งให้ชายคนนั้นบิดตัวที่พื้น มวยผมของเธอส่องประกายอยู่ด้านหลัง เป็นพระจันทร์สีเงิน
ฉันพูดอะไรแทบไม่ออก
ฉันจากไปในรุ่งเช้าของวันต่อมา ฉันไม่ได้เอาอะไรไปนอกจากกระเป๋าสตางค์ของสามี และเสื้อที่ฉันสวม แต่ตลอดคืนนั้นฉันได้แต่คอยอยู่นอกบันได รอให้เขากลับบ้าน ขณะที่ฉันคอย หิมะเริ่มตก ฉันจำไม่ได้แล้วว่าเห็นหิมะครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
ถนนเริ่มเปียก แล้วเงียบด้วยเสียงเบาๆ ของหิมะที่ตกทับบนหิมะ ฉันห่อเสื้อโค้ทให้กระชับตัว ฉันคิดถึงที่หญิงชรากระโดดสูงและเตะ ร่างกายเธอมีรูปร่างใหม่ ฉันไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนเลย และอย่างช้าๆ ฉันคิดว่าอาจเป็นฉันก็ได้ หิมะแตะหน้าฉัน ดังคำเตือนที่อ่อนโยน และอย่างช้าๆ ทุกอย่างเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นเทา เป็นสีขาว ประกาย
ฉันบอกตัวเองว่า สิ่งนี้ก็เป็นไปได้เช่นกัน
จากเรื่อง Mercy ในหนังสือ Come Up and See Me Sometime แปลโดย Fay
COME UP AND SEE ME SOMETIME : Erika Krouse
ISBN 1-84115-434-2 Fourth Estate 202 pages, £6.99
Copyright © 2002 faylicity.com
|