|
Merry London | |||
|
SleepyO |
|||
|
This City now doth like a garment wear William Wordsworth
เลยออกไปแถวชานเมืองในแถบ Surrey เห็นป้ายบังตาซ่อนตัวอย่างโดดเดี่ยวในร่มเงา เป็นป้ายสีดำล้วนมีตัวหนังสือสีขาวเล็กๆขับไล่ความเหงาอยู่ตรงกลาง เขียนว่า restart อ่านแล้วรู้สึกเย็นเท้าอยากวิ่งเข้าไปอยู่ในตู้อบ คงเป็นป้ายอวยพรปีใหม่แก่คนที่แอบมาพบเห็น บอกแบบไม่ค่อยให้กำลังใจตามประสา ว่าง่ายนิดเดียวนะชีวิต...จะถึงเวลาเริ่มวันใหม่อีกแล้ว ชีวิตในเมืองสีเทาที่ผู้ใหญ่มักใส่แต่เสื้อสีดำและเด็กเล็กก็มักจะใส่แต่สีแดงเดินสวนทางกันไปมาตามท้องถนน ทำให้นึกว่าผู้ใหญ่นั้นอาจจะหนาวกว่าเด็ก จึงอยากใส่เสื้อสีที่แดดอบอุ่นจะซึมซาบอยู่กับตัวไปนานนาน ใครว่าชาวเมืองสีเทาเย็นชา คงต้องโทษลมโทษฟ้าและความชื้น... ***
ในกรุงลอนดอนมีสิ่งที่น่าประทับใจอยู่สองอย่าง คือสวนสาธารณะกับห้องสมุด เราสามารถหาเจอได้ง่ายๆแทบทุกช่วงถนน สิ่งนี้คงเป็นความเจริญในบ้านเมืองของประเทศที่พัฒนาแล้ว คุณภาพความเป็นอยู่ของชาวเมืองสีเทาจึงมีโอกาสและได้เปรียบกว่าบ้านเรานัก สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในกรุงลอนดอน คือไฮด์ปาร์ค มีเนื้อที่มากถึง 900 ไร่ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีทะเลสาบ Serpentine (สร้างในสมัยควีนคาโรลีนเมื่อปี 1730) ขนาดใหญ่คั่นกลางโค้งไปจนถึงสวนเคนซิงตัน ปาร์คแห่งนี้สมัยก่อนเป็นสวนกวางของพระเจ้าเฮนรี่ที่แปด คุณนึกออกไหมสมัยก่อนมีแต่ต้นไม้สีเขียวกับกวาง และไม่รู้เป็นกวางสีเทาด้วยหรือเปล่า แต่ปัจจุบันเป็นที่เดินเล่นเดินผ่านและเป็นทางตัดลัดกลับบ้านที่หลายคนอดใจไม่ได้จะหยุดเดิน ยืน มอง..แล้วเพิกถอนลมหายใจเหน็ดเหนื่อยประจำวันทิ้งไว้ ทางด้านเหนือของสวนมีสถานที่แห่งหนึ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงและผู้คนชอบเดินไปดู เขาเรียกว่ามุมนักพูด (Speakers Corner) ในประวัติศาสตร์ที่นี้เป็นแหล่งที่คนมีชื่อเสียงเคยมาชุมนุมกัน ตอนเด็กมีคนเล่าให้ฟังว่าคาร์ล มาร์กซ์เคยมาปราศรัยที่นี้ ผมก็ชอบนึกเล่นทุกครั้งที่ได้มายืนว่าอยากเห็นเขาบนแท่นคงสนุกดีพิลึก ข้อที่คนเขาชอบมาปราศรัยเพราะที่นี้ไม่มีกฎ ไม่ว่าจะเป็นใคร ชนชั้นใด อยากจะพูดเรื่องอะไรการบ้านหรือการเมืองก็พูดได้ทั้งนั้น พูดจบก็จบกันไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้น ครั้งหนึ่งผมประทับใจจำได้ว่ามีคนเขาถกเถียงกันเรื่องสิทธิของสุนัข แต่บางคนเขาก็บอกว่าที่นี้เหมือนมีแต่คนบ้า อาจจะเพราะคนผ่านมาไม่คุ้นเคย ถ้าได้ไปบ่อยๆคุณอาจจะเห็นคนหน้าเดิมดุดันอย่างป้าไดอาน่าผู้ไม่ค่อยยิ้มขอบคุณคนมาฟังเลยสักครั้ง พูดถึงปาร์คแห่งนี้ก็ชอบคิดถึงเซนทรัลปาร์คในนิวยอร์ก ที่คิดถึงเพราะไม่รู้มีใครสังเกตหรือเปล่า ที่ด้านหนึ่งในเซนทรัลปาร์คมีทางเดินที่เรียกว่า Literary Walk ตรงนั้นจะมีรูปปั้นของใครคนหนึ่งที่ชื่อว่า วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ ไม่ผิดคนแน่แต่คล้ายคล้ายจะผิดที่ ผมกับเพื่อนเคยคิดกันว่าอยากวางแผนลักพาตัวเขากลับมายืนมองใบไม้สีส้มที่เมืองสีเทา แม้ว่าอนุสรณ์แห่งนั้นจะสร้างโดยชาวนิวยอร์กเองก็ตาม ออกจากไฮด์ปาร์คไปก็เป็นเคนซิงตันการ์เด้น แล้วก็เซนต์ เจมส์ ปาร์ค,บิชอบ ปาร์ค,ฮอลแลนด์ ปาร์ค, กรีน ปาร์ค ไกลขึ้นไปอีกนิดก็เป็นรีเจ็นท์ ปาร์ค ยังไม่รวมสวนเล็กสวนน้อยตามถนนหนทางต่างๆ เรียกว่าถ้าคุณอยากจะพักลมหายใจเมื่อไหร่ ก็ทำได้ในอ๊อกซิเจนสีขาวบริสุทธิ์ที่มีอยู่ในเมืองทุกวินาที ***
ส่วนห้องสมุดในประเทศนี้มีมากกว่าสองหมื่นเจ็ดพันแห่ง เวลาที่อยากอ่านหนังสือเก่าหรือใหม่ก็สามารถทำได้ด้วยการไปเป็นสมาชิกของห้องสมุดแห่งใดแห่งหนึ่งซะ ซึ่งมีทั้งฟรีและเสียสตางค์ สนนราคาก็ขึ้นอยู่กับว่าห้องสมุดนั้นเป็นของสาธารณะ (public) หรือส่วนบุคคล (private) ซึ่งถ้าเปรียบเทียบก็ถือว่าราคาถูกกับค่าครองชีพในเมืองโดยมีหนังสือไว้ได้อ่านตลอดปี (ราคาอาหารจานเดียวแบบฟาสต์ฟู๊ดประมาณ 7-10 ปอนด์ เอา 65 บาทคูณต่อหนึ่งปอนด์ ราคาสมาชิกรายปีห้องสมุดโดยเฉลี่ยก็เท่ากับอาหารกลางวันสิบห้าจาน) และยังมีห้องสมุดของโรงเรียนของมหาวิทยาลัยอีกมากมายรอให้อ่าน ห้องสมุดหนึ่งที่เป็นหน้าตาของคนเมืองนี้ คือ ห้องสมุดแห่งชาติที่เรียกว่า The British Library อยู่ในคิงส์ครอสส์ใกล้กับสถานีรถไฟที่มีชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่-รถไฟไปฮ็อกวอร์ตของพ่อหนุ่มน้อยแฮร์รี่ พอตเตอร์ บริทิช ไลบรารี่เป็นอาคารสร้างขึ้นใหม่เพื่อเก็บรวบรวมหนังสือจากหลายที่เข้าไว้ด้วยกันแต่ส่วนใหญ่ก็ย้ายมาจากแผนกห้องสมุดของบริทิชมิวเซียม ที่นี้มีหนังสือให้อ่านมากกว่าหนึ่งล้านห้าพันเล่มในการหมุนเวียน แต่เก็บหนังสือเอกสารต่างๆไว้ถึงสิบสองล้านฉบับ เขาเก็บไว้ใต้ดินลึกลงไปสี่ชั้นเกือบชนอุโมงค์รถไฟใต้ดินหรือลอนดอนอันเดอร์กราวนด์ เดินเข้าไปก็จะเจออาคารปูนสีแดงชาดของตึกใหม่ในรูปทรงขนาดใหญ่คล้ายแถวจัตุรัสเทียนอันเหมิน ที่นี้มีเรื่องราวหลายอย่างที่น่าตรึงใจตามประสาคนชอบหนังสือ ซึ่งเล่ายังไงก็คงไม่หมด ผมชอบตั้งแต่ความขลังของประตูทางเข้าที่สลักชื่อตั้งแต่ด้านบนจนถึงพื้น และมีอีกส่วนหนึ่งที่เป็นกระจกใสมองเห็นความสูงของอาคารหนังสือหกชั้นด้านในตึก ภายในมีหนังสือที่เป็นห้องสมุดทั้งหมดของคิงส์ จอร์ชที่สาม และด้านทางเข้าตึกที่กำแพงหนึ่งมีภาพที่อยากจะชวนคนแก้มชมพูไปดูนัก เธอคงหัวเราะเพราะมันน่ารักดีเป็นภาพที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือที่เธอเคยบอกว่า..ไม่มีวันจะทรมานตัวเองเพื่อจะอ่านหนังสือเล่มนี้ เป็นภาพแบ่งเป็นช่องเล็กๆระบายเป็นสีสลับกันมีคำว่า Yes ติดอยู่ตรงกลางในร้อยกว่าช่องนั้น ซึ่งนำมาจากบทสนทนาหนึ่งในหนังสือยูลิสซิสของเจมส์ จอยส์ ข้างๆกันก็จำได้ว่ามีรูปปั้นเป็นหนังสือเล่มโตล่ามโซ่ติดลูกบอลเอาไว้คงกลัวเขาจะหนี ชั้นหนังสือในตึกนั้นยาวต่อกันประมาณสามร้อยกว่ากิโล เดินทั้งปียังไม่รู้เลยใจสีฟ้าจะเดินครบไหม *** แดดอ่อนคลายตัวออกที่บานหน้าต่างยามเช้า อากาศข้างนอกเย็นนิ่งเหมือนรูปในภาพถ่าย เห็นชายสองคนยืนคุยกันไกลๆมีเพียงควันลอยออกมาจากปากเคลื่อนไหว เสียงเพลงคริสต์มาสของป้าระฆังทองขับกล่อมอยู่ข้างในเบาบาง Have yourself a merry little Christmas, Let your heart be light, Next year all our troubles will be out of sight...So have yourself a merry little Christmas now มิสซิสดัลโลเวย์เกริ่นว่าจะออกไปซื้อดอกไม้เช้านี้ ผมจะบอกให้ช่วยซื้อดอกไม้สีเหลืองสักกำหนึ่ง อืม..เอาไว้เพลินใจหวาน.. The leaden circles dissolved in the air. Such fools we are, she thought, crossing Victoria Street. For Heaven only knows why one loves it so, how one sees it so, making it up, building it round one, tumbling it, creating it every moment afresh;... and the strange high singing of some aeroplane overhead was what she loved; life; London; this moment of June. -1925, Mrs.Dalloway, Virginia Woolf ***
| |||
๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๔ |