* home   ชั้นหนังสือ : เรื่องเล่า
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
To Have or Have No More
SleepyO

 

bookstair

"Biblioholism is the habitual longing to purchase, read, store, admire and consume books in excess." - Tom Raabe

ผมจดข้อความข้างต้นลงบนกระดาษทิชชูในสายวันหนึ่งขณะที่นั่งรอคุณลุงผู้รักการอ่าน ว่าจะถามความเห็นเรื่องอาการติดหนังสือว่าคิดอย่างไร แต่พอเจอหน้าก็ลืมสิ่งที่จะถาม เพราะมัวแต่ฟังเรื่องหนังสือต่างๆที่ให้หยิบยืมมา คุณลุงเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก สรรหาแต่เนื้อเรื่องแปลกๆมาอ่าน ตู้ด้านหลังจึงเรียงรายแน่นไปด้วยหนังสือ โดยแอบเห็นแฮโรลด์ รอบบิ้นพลอดรักอยู่ข้างๆหนังสือจิตวิญญาณของอาเธอร์ แรมโบ (Rimbaud) บนโต๊ะ และมีศาสตร์เกี่ยวกับโครงสร้างสมองวางไว้ด้านบนอีกที คงจะตามประสาความเชื่อที่เคยบอกว่าวิทยาศาสตร์มักทำให้คนเราตายด้าน ศิลปศาสตร์จึงเป็นส่วนเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต และที่น่าสังเกตคือการแสดงความเป็นเจ้าของจากคนรักหนังสือ หลายเล่มมีแผ่น Ex Libris แทนความรักด้วยลวดลายสวยงาม บางเล่มก็มีข้อความแปะตรายางขู่ได้อย่างน่าประทับใจ อย่างเช่น เล่มหนึ่งมีบทกลอนเป็นคำสาปกันคนขโมยหนังสือที่ได้มาจากห้องสมุดในวิหารแห่งซานเปโดร เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ไม่ทราบว่าเป็นข้อความจริงแท้หรือเปล่า แต่ข้อความนี้เห็นบ่อยในห้องสมุดหรือป้ายตามร้านหนังสือต่างๆ เขาเขียนอย่างอ่อนน้อมว่า For him that Stealeth, or borroweth and returneth not, this book from its owner,....... When at last he goeth to his final punishment, Let the flames of hell consume him forever. และเล่มนี้เองด้วยความกลัวตกนรกของคนรักหนังสือ ผมเลยต้องรีบอ่านและนำมาคืนในสภาพเรียบร้อยโดยเร็ว ซึ่งได้รับคำอธิบายปนหัวเราะว่าท่านไม่ได้เป็นคนเขียน หนังสือเล่มนี้เดินทางมาจากร้านหนังสือเก่า ไม่ทราบว่าใครประทับตราทิ้งร่องรอยหัวใจเอาไว้ แต่เราก็สันนิษฐานได้อย่างหนึ่งว่าเจ้าของคนแรกคงรักหนังสือมากพอดู

อาการรักหนังสือทำให้นั่งคิดเพลินอยู่หลายวัน มีคำถามอยู่ว่าอาการแบบไหนถึงมากเกินไป? พอสำรวจดูหนังสือที่มีอยู่ในครอบครอง พบว่าตัวเองเป็นคนไม่เคยเขียนข้อความหรือประทับตราใดใดลงไปในหน้ากระดาษเลย ไม่มีชื่อ ไม่มีวันที่ ไม่มีรอยพับเพื่อคั่นหน้ากระดาษ รอยหักตามสันหนังสือก็แทบจะไม่มี เป็นการแสดงออกทางรักด้วยอาการทะนุถนอมรูปเล่ม ใช้แต่สายตาโลมอ่านตัวหนังสืออย่างเดียวเพื่อเป็นอาหารสมอง ชอบตรงไหนก็จดจำเอา เรียกได้ว่าอ่านจบเล่มก็สามารถนำกลับไปขายได้ใหม่ในร้าน เป็นหนังสือประเภทมือหนึ่งครึ่งโดยไม่มีใครรู้ว่าหนังสือผ่านการอ่านมาแล้ว และเป็นอาการแรกรักที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในเรื่องหนังสือโดยไม่มีความตั้งใจใดเป็นที่ตั้งมาก่อน ผมแค่มีความรู้สึกว่าอยากให้เขาอยู่นานๆ เหมือนกับตอนที่เราเป็นเด็กเราได้มีโอกาสอ่านมรดกหนังสือที่หลงเหลือมาจากผู้เป็นใหญ่ในบ้าน แต่พอจำนวนหนังสือที่หามาอ่านเองเพิ่มจำนวนมากขึ้น ความเรียบกริบของหน้ากระดาษหนากับสันหนังสือที่มุมตั้งสูงขึ้นทุกกองในห้อง ก็ทำให้เริ่มสงสัยเหมือนกันว่า..ทำไมเราถึงไม่เคยทรมานหนังสือเหมือนนักอ่านประเภทที่สอง แบบในหนังสือ Ex Libris ของแอนน์ เฟดิแมนบ้าง แอนน์เล่าให้ฟังว่ามีนักอ่านอยู่สองประเภท ประเภทหนึ่งคือพวก Courtly Love หมายถึงการอ่านแบบเอาใจใส่ทะนุถนอมหนังสือ ไม่ให้เขาชอกเขาช้ำ ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ Canal Love คืออ่านเอาแต่เนื้อหาไม่สนใจใยดีความเป็นไปของตัวเล่ม เป็นนักอ่านประเภทจิกตีกัดกิน(หรือเอาไว้ตบแมลง)ด้วยความพิศวาสในแรงเสน่หาอีกชนิดหนึ่ง คงจะเป็นการดีแท้ถ้าผมทำให้หนังสือรู้สึกอบอุ่นลึกซึ้งด้วยรอยรักแบบช็อคโกลาตมากกว่านี้เหมือนได้ผ่านการอ่านมาอย่างหนัก เขาจะได้ไม่น้อยใจ เหมือนกับหนังสือลุงจอยส์ที่ผมไม่ค่อยอยากมึนหัวอ่านและถูกปล่อยให้เหงาบ่อยๆ จนทุกครั้งที่ผมเดินผ่านตู้หนังสือที่บ้าน ก็มักจะคิดเสมอว่าได้ยินเสียงเดดารัสครวญเป็นเพลง...อ่านฉันนะ กางฉันเถิด ลองอ่านฉันสักนิดที่รัก ปราศจากรักในรอยอ่านของเธอ ชีวิตฉันคงไม่มีความหมาย....

ระยะหลังผมรู้ว่าผมมีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมอัตราประชากรหนังสือ นึกถึงที่บ้าน แรกๆทุกอย่างก็ดูดี มีการแยกกองหนังสืออย่างเป็นระเบียบ หนังสืออ่านแล้ว หนังสือรออ่าน หนังสืออยากอ่านอีก ความสุขในเวลาว่างอย่างหนึ่งคือการเอาหนังสือมานั่งเรียง ไม่รู้ความสุขอยู่ตรงได้เรียง มือได้จับหนังสือคราวละมากๆ ได้กลิ่นกระดาษลอยมาแตะจมูก ได้เปิดดูแล้วย้อนนึกว่าเรื่องนี้เป็นยังไง หรือความสุขอยู่ตรงได้นึกวิธีการเรียงแบบปริศนาต่างๆ ซึ่งเคยเรียงตั้งแต่ขนาดเล่มที่เท่ากัน เรียงตามโทนสี เรียงตามชื่อผู้แต่ง เรียงตามปี เรียงตามตัวอักษรชื่อเรื่อง เรียงตามประเภท เรียงตามชนิดปก สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆแล้วแต่อารมณ์ แต่พอหนังสือเยอะขึ้นเรื่อยๆเริ่มไม่มีที่เก็บ เห็นฝุ่นเกาะแล้วใจหาย ผมก็เริ่มลืมเรื่องการเรียงกลับนึกถึงแต่วิธีเก็บ เริ่มรื้อลิ้นชักแล้วเอาหนังสือไปเก็บแทนถุงเท้า ไล่ไปทุกลิ้นชักที่หาได้ เสร็จแล้วก็ตู้เสื้อผ้า จนออกไปนอกห้องลามไปยังห้องอื่นข้างๆ(หมายเหตุ หลังจากที่ไม่มีที่เก็บในชั้นที่ไม่น่าเกลียดจนน่าสังเกตหลงเหลืออยู่แล้ว) เรียกว่ามีหนังสือซ่อนอยู่แทบทุกซอกทุกมุม ของที่มันควรจะอยู่ในที่ก็เริ่มกระจัดกระจาย ครั้งหนึ่งผมเอาตู้เย็นเสียที่วางนอกบ้านมารื้อออก มันเป็นตู้เย็นแบบสองบานเปิดขนาดยักษ์ที่ไม่มีใครยกไปซ่อมเสียที ผมเอาหนังสือปกแข็งไปเก็บจนเต็ม และวันหนึ่งชะตาเกือบขาด เมื่อผู้เป็นใหญ่ในบ้านไปเปิดตู้จะให้คนยกไปซ่อมแล้วเจอหนังสือเต็มไปหมด ผมได้รับการอบรมทั้งที่ปกติไม่เคยโดนเทศน์เรื่องหนังสือเลยว่า...ถ้าผมเก็บตังค์ไว้บ้าง ผมอาจจะมีเงินเก็บมากอักโขแล้ว และผมควรจะอ่านหนังสือที่มีอยู่แล้วให้หมดก่อน สุดท้ายถ้าผมไม่เลิกซื้อหนังสือใหม่ละก้อ จะส่งผมไปบำบัด...


"Holy cow! What kind of crazy people used to live here anyway?"

มีเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์มากมายที่เกี่ยวกับข้องกับคนบ้าหนังสือ ในภาษาอังกฤษเราใช้คำว่า Bibliomaniac หมายถึง คนรักหนังสือที่เกิดการบ้าไปจริงๆ คือสามารถทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งหนังสือ ผมคงไม่ถึงขั้นนั้นแต่อ่านดูจากแผ่นแม่เหล็กอธิบายบอกประเภทนักอ่านก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเข้ากับพวกไหนดี เช่น

Bibliobibule - คนที่ชอบอ่านมากเกินไป
Biblioclast - คนที่ชอบฉีกหรือทำลายหนังสือ
Bibliognost - คนที่มีความรู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับฉบับพิมพ์ ตัวอักษร หรือเรื่องราวการพิมพ์ต่างๆ
Bibliographe - คนที่อธิบายเรื่องหนังสือได้
Bibliokept - คนที่ชอบขโมยหนังสือ
Bibliolater - คนที่ชอบบูชาหนังสือ
Bibliomaniac - คนรักหนังสือที่กลายเป็นบ้า
Bibliophile - คนรักหนังสือ (ที่ยังไม่บ้า)
Bibliopole - คนขายหนังสือ
Biblioriptos - คนชอบทิ้งขว้างหนังสือ
Bibliosopher -คนที่ได้รับปัญญาจากการอ่าน
Bibliophage - คนที่ชอบกลืนกินหนังสือ (เคยเห็นแต่ไม่ใช่คน ชอบแทะหนังสือ เช่นปลวกหรือน้องหมาที่บ้าน)
Bibliophobe - คนที่กลัวหนังสือจนประสาท (น่าจะเป็นข้ออ้างของเด็กๆที่ไม่อยากทำการบ้าน)
Bibliotaphe - คนที่ชอบฝังหรือเอาหนังสือไปซ่อน (เรื่องนี้เคยเป็นตอนเด็ก ตอนอยากได้หนังสือในร้านแต่ไม่มีตังค์ ก็เลยซ่อนไว้ในชั้นนั้นเอง แล้วอีกอาทิตย์หนึ่งถึงตามไปซื้อมา)

อิทธิพลของหนังสือทำให้คนบ้าหรือความบ้าในตัวหนังสือนั้นปรากฎในเนื้อหาและชีวิตจริงของคนในหลายรูปแบบ อย่างหนังสือ Zuckerman Unbound ของฟิลิป รอธ มีตอนหนึ่งที่พี่ชายของซัคเคอร์แมนวางแผนจะแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อจะให้ได้หนังสือทั้งหมดที่เขาเคยให้เธอยืมกลับคืนมา และในเรื่องสั้นเรื่องแรกของกุสตาฟ โฟลแบรต์ เขียนขึ้นตอนเขาอายุสิบสี่เมื่อปี 1836 ลงในนิตยสาร Le Colibri ชื่อเรื่องว่า Bibliomania เขาดัดแปลงมาจากเรื่องจริงของดอน วินเซเต้ พระในสเปนที่พร้อมจะฆ่าคนเพราะอยากได้หนังสือเล่มหนึ่งมาเป็นกรรมสิทธิ์ อีกเล่มหนึ่งเป็นวรรณกรรมคลาสสิคเมื่อปี 1935 ของนักเขียนฝีมือรางวัลโนเบล Elias Canetti เขียนไว้ในภาษาเยอรมัน โดยมีฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษชื่อว่า Auto-Da-Fe เป็นเรื่องราวของชายผู้หนึ่งนามปีเตอร์ นักสะสมหนังสือที่วันหนึ่งฝันว่าหนังสือกว่าสองหมื่นเล่มของเขาถูกเผา เขาจึงขอแต่งงานกับหญิงรับใช้เพราะคิดว่าจะให้เธอช่วยดูแลห้องสมุดของเขา ความหลงใหลเกินพอดีของเขาทำให้เขาเป็นบ้าไปในที่สุด

ส่วนกรณีความบ้าช่วยส่งเสริมหนังสือก็มีเช่นกัน เซลด้า ฟิซต์เจอรัลด์ภรรยาของสก็อตผู้เขียน The Great Gatsby เคยเขียนนิยายหนึ่งเล่มเพื่อบำบัดอาการล้มเหลวทางประสาทของตน เรื่อง Save Me the Waltz ซึ่งเขียนภาษาสวยได้แพ้กันกับสามี ป้าเวอร์จิเนีย วูลฟ์นักเขียนภาษาสวยคนโปรดของผม บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าป้าไม่เป็นโรคประสาทคงเขียนได้ไม่ลุ่มลึกเท่านี้ แต่ความบ้าตัวหนังสือที่น่าชื่นชมที่สุดเพราะคนอ่านได้รับประโยชน์มาก คือความบ้าของด็อกเตอร์ ดับบลิว. ซี.ไมเนอร์ หนึ่งในสองของผู้เขียนที่รวบรวม Oxford English Dictionary เขานึกสรรพคุณอย่างละเอียดของคำในชนิดต่างๆขณะอยู่โรงพยาบาลบ้าตลอดระยะเวลาหลายสิบปี

ความรักและหลงใหลบูชาหนังสือนี้ ยังมีเรื่องราวน่าทึ่งอีกหลายเรื่อง อย่างเช่นครั้งหนึ่งซอลลี่ กาเนอร์เล่าในหนังสือบันทึกแห่งความทรงจำของเขา Light One Candle ถึงเหตุการณ์การช่วยชีวิตหนังสือจำนวนหนึ่งของชาวยิวให้รอดพ้นจากการทำลายล้างของฮิตเลอร์ โดยพยายามขนหนังสือออกนอกประเทศเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนเรื่องของคนบ้าหนังสือที่โด่งดังเป็นตำนานเล่าขานกันมา มีเรื่องหนึ่งในสมัยศตวรรษที่สิบแปด โธมัส รอลินสัน นักสะสมหนังสือผู้เคยอาศัยอยู่ที่เกรย์อินน์ ในห้องของเขาเต็มไปด้วยหนังสือแน่นทุกกระเบียดนิ้ว จนไม่มีที่ทางหลงเหลือแม้กระทั่งบนเตียงนอน ทำให้เขาต้องหาที่นอนบนช่องทางเดินภายในห้องแทน หลังจากนั้นเขาไปซื้อคฤหาสน์ใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ไม่นานนักบ้านหลังนั้นก็เต็มไปด้วยหนังสือจนเขาต้องลงไปนอนกับพื้นเหมือนที่เคยทำมาอีก น้ำหนักของตัวหนังสือก็ทำเอาตัวบ้านเกือบถล่ม เขาต้องย้ายออกไปซื้อบ้านใหม่เพื่อสะสมหนังสือทำอย่างนี้จนมีบ้านหลายหลัง ตอนเขาตายเมื่ออายุสี่สิบสี่ บ้านหลังสุดท้ายก็แทบจะไม่มีที่ยืน

และเรื่องสุดท้ายที่ถูกนำมาเขียนหนังสือได้เล่มหนึ่ง คือหนังสือ Bibliomania ของ Rev. Thomas Dibdin เมื่อปี 1809 เป็นชีวิตของ Richard Heber แต่ที่น่าสนใจคือชีวิตของเซอร์ โธมัส ฟิลลิป ผู้ประมูลหนังสือของฮีเบอร์มาไว้ครอบครองในปี 1836 ท่านเซอร์เก็บทั้งหนังสือทั้งเอกสารไม่เคยทิ้งสักแผ่น สะสมใส่กล่องคล้ายโลงศพเพราะเกรงว่าเวลาเกิดไฟไหม้จะได้ขนย้ายสะดวก และจ้างผู้เชี่ยวชาญการพิมพ์มาช่วยรวบรวมแคตตาล็อตที่ท่านเซอร์เขียนขึ้น หนังสือและเอกสารทั้งหมดนี้มีจำนวนมากมหาศาล จนทำให้ครอบครัวต้องติดหนี้ติดสิน แต่ท่านเซอร์ก็ไม่เคยยอมขายสิ่งใดเลยมีแต่หาเข้ามา ในที่สุดครอบครัวก็ถึงกับล่มสลาย เนื่องจากท่านเซอร์จะบังคับให้ลูกและภรรยาทำงานโดยทำรายชื่อเอกสารและหนังสือทุกวัน ในห้องนอนเหลือพื้นที่ไม่กี่ตารางฟุตสำหรับเลดี้ฟิลลิปแต่งตัว เมื่อนานวันเข้าภรรยาก็รับสภาพมัวซัวภายในบ้านไม่ไหวล้มป่วยจนเสียชีวิต ท่านเซอร์ก็ไม่สนใจใยดี หลังจากงานศพภรรยาก็ประกาศหาคนแต่งงานด้วยเพื่อหาเงินมาซื้อหนังสือต่อ ครั้งหนึ่งท่านเซอร์เขียนจดหมายไปบอกเพื่อนว่า " I am for sale at £50,000." แต่ในช่วงนั้นการหาสุภาพสตรีที่มีเงินมากมายขนาดนั้นมาแต่งงานด้วยเป็นเรื่องยาก ท่านเซอร์เลยติดต่อกับบรรดาบิดาของสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานถึงเจ็ดราย เพื่อต่อรองอัตราค่าแต่งโดยแถมตำแหน่งเลดี้ให้ จนในที่สุดก็ได้เจ้าสาวที่บิดาของเธอยอมจ่ายค่าใช้จ่ายให้ปีละ 3,000 ปอนด์ และตัวท่านเองก็บ้าหนังสือมากขึ้นทุกวัน เริ่มเก็บสะสมทุกอย่างโดยไม่สนใจคุณค่าของมันไม่ว่าราคาจะถูกหรือแพง ท่านเคยประกาศกลางบ้านว่า "I wish to have one copy of every book in the world!!!" ในช่วงบั้นปลายของชีวิต เซอร์โธมัส ฟิลลิปทะเลาะกับเจมส์ ฮอลลิเวล ลูกเขยซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเอกสารเช็คสเปียร์ เรื่องการแย่งสมบัติเอกสารและหนังสือในปราสาทมิดเดิล ฮิลล์ที่ท่านอาศัย เพราะตามกฎหมายทุกอย่างภายในบ้านจะตกเป็นของลูกเขยเมื่อท่านสิ้นชีวิต ท่านเลยวางแผนด้วยการขายไม้ในพื้นที่ แล้วนำไปซื้อบ้านใหม่ในเชลเธนแฮม โดยขนหนังสือและเอกสารทั้งหมดด้วยรถลากเป็นพันคัน ใช้เวลาถึงแปดเดือนกว่าการโยกย้ายจะเสร็จสิ้น มิดเดิล ฮิลล์จึงว่างเปล่าไม่เหลืออะไรเลย แผนแก้แค้นนี้ยังตามชำระกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวจนจบชีวิต

booktubอาการบ้าหนังสือเหล่านี้ทำเอาหวั่นใจอยู่เงียบๆ กลัวว่าจะเป็นพวกอ่านมาก เริ่มคุยกับใครไม่รู้เรื่องหรือเปล่า จนวันหนึ่งคนใจหวานอารมณ์ดีหอบหนังสือราคาถูกมาหนึ่งโหลจากร้านหนังสือมือสอง ผมเลยเริ่มเลียบๆเคียงๆ ทำใจดีสู้เสือบอกคนใจหวานนิ่งๆว่าให้ท่องคาถายั้งใจไม่ให้ซื้อนะคราวหน้า ท่อง...To have or have no more มันเป็นคาถาเวลาเราไปยืนตาใสอยู่ตรงหน้าชั้นหนังสือในร้าน คอยบอกตัวว่าห้ามใจอ่อนนะ ไม่ให้ฟังเสียงหนังสืออ้อนวอน ต้องหัดเป็นคนใจร้ายแล้ว... เธอคงขำเพราะเห็นผมทำเป็นพูดดี เธอเลยบอกว่าผมนะอาการหนักกว่าเธอเยอะ ผมรู้ว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำยากที่สุดสำหรับคนรักหนังสือ การห้ามตัวเองไม่ให้เข้าร้านหนังสือทุกครั้งที่ไปมอลล์ หรือไม่ให้ซื้อหนังสือสักเล่มเพราะนึกออกว่าที่บ้านมีรออ่านเต็มไปหมด แต่เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่คงต้องเริ่มทำ เพราะไม่งั้นอีกหน่อยจะเก็บยังไง แล้วคงจะพิลึกนักถ้าบ้านเรามีหนังสือแต่ละเล่มซ้ำกันอย่างละสองฉบับ

***

On the Return of a Book to a Friend
By Christopher Morley

I give hearty and humble thanks for the safe return of this book,which having endured the perils of my friend's bookcase and the bookcase of my friend's friends, now returns to me in reasonably good condition. I give hearty and humble thanks that my friend did not see fit to give this book to his infant for a plaything, nor use it as an ashtray for his burning cigar, nor as a teething-ring for his mastiff. When I loaned this book, I deemed it as lost; I was resigned to the business of long parting; I never thought to look upon its pages again. But now that my book has come back to me, I rejoice and am exceedingly glad! Bring hither the fatted morocco and let us rebind the volume and set it on the shelf of honor, for this my book was lent and is returned again. Presently, therefore, I may return some of the books I myself have borrowed.

หมายเหตุการเล่า: ข้างบนคือป้ายขู่คนยืมหนังสืออีกแผ่นหนึ่งที่น่ารัก
-ประวัติของท่านเซอร์โธมัส ฟิลลิปปรากฎอยู่ในหนังสือหลายเล่ม แต่เล่มที่อ้างอิงคือ Eccentric Lives โดยจอห์น มิเชล ส่วนบทความแสนสนุกในหนังสือ Ex Libris ของแอนน์ เฟดิแมน มีคนรักหนังสือสองคนแปลเล่นเอาไว้ถึงสามสี่บท จะไปตามขออนุญาตสักบทนำมาลงประกอบในโอกาสต่อๆไป และสุดท้ายการ์ตูนจากหนังสือนิวยอร์กไทมส์ ซึ่งมิได้ขออนุญาตเจ้าของคือแซม กรอสสที่วาดไว้ในปี 1967 เรื่องนี้อาจจะทำให้ผู้เล่าติดคุกได้ในไม่ช้า ก็ขอให้เป็นคุกที่มีหนังสือเถิดเพราะอาการนี้คงรักษาไม่หายขาด

copyright © 2001 faylicity.com

 

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๑ สิงหาคม ๒๕๔๔