*home   ชั้นหนังสือ : เรื่องสั้น
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
One Christmas
Truman Capote


ก่อนอื่น เพื่อเกริ่นประวัติของผมอย่างสั้นๆ แม่ผมเป็นผู้หญิงสวยที่สุดในอลาบามา แม่ฉลาดมากด้วย ใครๆ ก็ว่าอย่างนั้นและเป็นดังนั้นจริง พอแม่อายุสิบหก แม่แต่งงานกับนักธุรกิจจากตระกูลดีทางนิวออร์ลีนส์วัยยี่สิบแปด ชีวิตแต่งงานยาวนานหนึ่งปี แม่ยังเด็กเกินไปที่จะเป็นแม่หรือภรรยา แม่ทะเยอทะยาน อยากเรียนมหาวิทยาลัยและทำงาน แม่จึงจากสามีมา ส่วนผม แม่ฝากไว้ในความดูแลของครอบครัวใหญ่ทางแม่ในอลาบามา

ช่วงปีที่ผ่านไป ผมไม่ค่อยได้เจอทั้งพ่อและแม่ พ่ออยู่แต่ที่นิวออร์ลีนส์ ส่วนแม่พอจบมหาวิทยาลัยก็ไปสร้างตัวให้มีชื่อเสียงในนิวยอร์ก สำหรับผมแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร ผมมีความสุขดี ผมมีญาติใจดีทั้งลุง ป้า ลูกพี่ลูกน้องมากมาย โดยเฉพาะลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งที่อายุมากแล้ว ผมขาว เป็นผู้หญิงที่เดินขโยกเขยกเล็กน้อยชื่อซุค -- มิสซุค ฟอล์ค ผมมีเพื่อนคนอื่นๆ ด้วย แต่เธอเป็นเพื่อนรักที่สุดของผม

ซุคเป็นคนบอกผมเรื่องแซนตาคลอส เรื่องหนวดกับชุดแดง เลื่อนที่เต็มไปด้วยของขวัญ ผมเชื่อเธอ เหมือนกับที่เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า หรือองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างที่ซุคเรียก ไม่ว่าผมจะไปเตะอะไรเข้า หรือตกม้า หรือจับปลาได้ที่ห้วย คือไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีเรื่องร้าย ก็ล้วนแต่เป็นน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซุคบอกอย่างนี้เช่นกันตอนได้ข่าวน่าตกใจจากนิวออร์ลีนส์ว่า พ่ออยากให้ผมไปอยู่กับพ่อช่วงคริสต์มาส

ผมร้องไห้ไม่อยากไป ผมไม่เคยต้องจากเมืองอลาบามาเล็กๆ ที่ห่างไกล ล้อมรอบด้วยป่าไร่นาและแม่น้ำไปไหน ผมไม่เคยเข้านอนโดยไม่มีซุคมาสางผมและจูบราตรีสวัสดิ์ ผมกลัวคนแปลกหน้า ซึ่งพ่อก็นับเป็นคนแปลกหน้า ผมเคยเห็นพ่อหลายครั้ง แต่ความทรงจำเลือนลาง ผมนึกไม่ออกว่าพ่อเป็นอย่างไร แต่ซุคบอกว่า "นี่เป็นน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า ใครจะไปรู้ล่ะ บัดดี้ เธออาจจะเห็นหิมะก็ได้"

หิมะ! ก่อนผมจะอ่านหนังสือออก ซุคอ่านเรื่องให้ผมฟังหลายเรื่อง ดูเหมือนทุกเรื่องจะมีหิมะอยู่ด้วย เป็นเกล็ดที่ค่อยๆ ตกลงมาอย่างน่าอัศจรรย์ในนิทาน ผมฝันถึงหิมะที่เป็นสิ่งน่าทึ่งจนผมอยากไปเห็น ไปแตะต้อง สัมผัส ผมไม่เคยเห็นหิมะเลย ซุคก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน เราจะไปเห็นได้อย่างไร เมื่ออยู่ในที่ๆ ร้อนอย่างอลาบามา? ผมไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงคิดว่าผมจะได้เห็นหิมะในนิวออร์ลีนส์ เพราะนิวออร์ลีนส์ยิ่งร้อนเข้าไปใหญ่ แต่ช่างเถิด เธอแค่อยากให้ผมกล้าเดินทางเท่านั้นเอง

ผมได้ชุดใหม่ มีบัตรบอกชื่อที่อยู่กลัดที่เสื้อเผื่อหลงทาง ผมต้องเดินทางคนเดียวโดยรถบัส ทุกคนคิดว่าผมจะปลอดภัยด้วยบัตรอันนี้ ยกเว้นแต่ตัวผมคนเดียว ผมกลัวแทบตายและยังโกรธด้วย โกรธพ่อ คนแปลกหน้าที่บังคับให้ผมต้องจากบ้านและจากซุคในช่วงคริสต์มาส

การเดินทางนี้มีระยะทางสี่ร้อยไมล์หรือราวๆ นั้น เราหยุดจอดครั้งแรกที่โมไบล์ ผมเปลี่ยนรถบัสที่นั่น และนั่งต่อไปเรื่อยเรื่อย นานแสนนาน ผ่านดินแฉะชื้น เลียบชายทะเลจนไปถึงเมืองเสียงดังที่ลั่นไปด้วยรถราง แน่นไปด้วยผู้คนแปลกหน้าท่าทางอันตราย

นี่ล่ะนิวออร์ลีนส์

พอผมก้าวลงจากรถ ชายคนหนึ่งก็รวบผมไว้ในแขนทันควัน รัดจนผมหายใจไม่ออก เขาหัวเราะ ร้องไห้ ผู้ชายร่างสูงหน้าตาดีกำลังหัวเราะและร้องไห้ เขาบอกว่า "ไม่รู้จักกันแล้วหรือ? ไม่รู้จักพ่อของลูกหรือ?"

ผมอึ้งไปไม่พูดอะไรสักคำ จนสุดท้าย พอเรานั่งแท็กซี่ ผมก็ถามว่า "อยู่ไหนล่ะ?"
"บ้านเราหรือ? อยู่ไม่ไกล ---"
"ไม่ใช่บ้าน หิมะน่ะ"
"หิมะอะไร?"
"ผมนึกว่าจะมีหิมะเยอะแยะ"
พ่อมองผมแปลกๆ แต่ก็หัวเราะ "นิวออร์ลีนส์ไม่เคยมีหิมะหรอก พ่อไม่เคยได้ยินนะ แต่นี่แน่ะ ได้ยินเสียงฟ้าร้องไหม? ฝนกำลังจะตกแล้ว!"

ผมไม่รู้ว่ากลัวอะไรมากกว่ากัน ระหว่างเสียงฟ้าร้อง สายฟ้าฟาดแปลบปลาบที่ตามมา -- หรือว่าพ่อ ตอนเข้านอนคืนนั้นฝนก็ยังตกอยู่ ผมสวดมนต์แล้วอธิษฐานให้ได้กลับบ้านไปหาซุคเร็วๆ ผมไม่รู้ว่าจะหลับลงได้อย่างไรโดยที่ไม่มีซุคมาจูบก่อนนอน ผมนอนไม่หลับ จึงได้แต่นึกไปว่าแซนตาคลอสจะเอาอะไรมาให้ผม ผมอยากได้มีดที่มีด้ามมุก ตัวต่อจิ๊กซอชุดใหญ่ หมวกคาวบอยกับเชือกเข้าชุดกัน ปืนลมเอาไว้ยิงนก (หลายปีต่อมาผมมีปืนลม ผมยิงมอกกิงเบิร์ดกับนกบ็อบไวท์ และไม่เคยลืมได้เลยถึงความเสียใจและความโศกเศร้าที่เกิดขึ้น ผมไม่เคยฆ่าอะไรอีกเลยนับจากนั้น ปลาที่จับได้ก็จะโยนคืนลงน้ำไป) ผมอยากได้สีเทียน แต่ที่อยากได้ที่สุดคือวิทยุ ซึ่งผมรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ ผมรู้จักคนที่มีวิทยุไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำไป ตอนนั้นเป็นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ และบ้านทางตอนใต้ที่จะมีวิทยุหรือตู้เย็นก็มีน้อยมาก

พ่อผมมีทั้งวิทยุและตู้เย็น พ่อดูจะมีไปทุกอย่าง มีรถที่มีเบาะพับได้ ยังไม่นับบ้านเก่าหลังเล็กน่ารักสีชมพูแถบเฟรนช์ควอเตอร์ ที่มีเฉลียงกับราวเหล็กดัด มีสวนทางเดินเป็นสีสันของดอกไม้ ร่มเย็นด้วยน้ำพุรูปคล้ายนางเงือก พ่อยังมีเพื่อนผู้หญิงอีกเป็นครึ่งโหล ผมเรียกว่าโหลหนึ่งเลยยังได้ พ่อเหมือนแม่ตรงที่ยังไม่แต่งงานใหม่ แต่ทั้งพ่อแม่ก็มีคนมาชื่นชอบอย่างมุ่งมั่น และสุดท้าย ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจ ต่างได้เข้าสู่พิธีแต่งงานในที่สุด พ่อผมเดินทางนั้นถึงหกครั้ง

คุณคงพอเห็นภาพแล้วว่าพ่อเป็นคนมีเสน่ห์ พ่อดูจะมีเสน่ห์กับคนมากมาย เว้นแต่ผม นั่นเพราะพ่อทำให้ผมอับอายมาก มักจะหอบผมไปหาเพื่อนๆ ด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นนายธนาคารของพ่อ จนถึงช่างตัดผมที่โกนหนวดให้พ่อวันเว้นวัน และโดยเฉพาะกับเพื่อนผู้หญิงทุกคน ที่แย่ที่สุดคือพ่อกอดจูบผมและโอ้อวดตัวผมตลอดเวลา ผมละอายใจมาก เพราะข้อแรก ผมไม่มีอะไรน่าให้อวดตรงไหน ผมเป็นเด็กบ้านนอกแท้ๆ ผมเชื่อพระเจ้า สวดมนต์อย่างศรัทธาเสมอๆ ผมรู้ว่าแซนตาคลอสมีจริง เวลาอยู่บ้านที่อลาบามา ผมไม่เคยสวมรองเท้าเลย ไม่ว่าจะหน้าหนาวหรือหน้าร้อน ยกเว้นแต่เวลาไปโบสถ์

เป็นเรื่องน่าทรมานแท้ๆ ที่ต้องถูกลากไปตามถนนนิวออร์ลีนส์ในรองเท้าที่รัดแน่นด้วยเชือก ร้อนอย่างนรก และหนักอย่างเหล็ก ผมไม่รู้ว่าอะไรแย่กว่ากันระหว่างรองเท้ากับอาหาร ที่บ้านผมชินกับไก่ทอดและผักกระหล่ำ ถั่วกับขนมปังข้าวโพด และอาหารที่สบายท้อง แต่ในร้านอาหารนิวออร์ลีนส์! ผมไม่มีวันลืมหอยนางรมตัวแรกเลย เป็นเหมือนฝันร้ายที่เลื่อนไปตามลำคอ กว่าผมจะกินหอยนางรมตัวต่อมาก็กินเวลาอีกหลายปี อาหารเผ็ดอื่นๆ แค่คิดก็ทำให้เสียดท้องแล้ว ไม่ล่ะ ผมเลือกบิสกิตสดจากเตา นมสดใหม่รีดจากวัว และไซรัปทำเองจากถังมากกว่า

พ่อที่น่าสงสารไม่ได้รู้เลยว่าผมทุกข์ใจอย่างไร เพราะผมไม่ให้พ่อรู้ เรื่องจะบอกพ่อนั้นไม่มีวันอยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งเพราะพ่ออุตส่าห์จัดการให้ได้สิทธิตามกฎหมายในการดูแลผมในคริสต์มาสปีนี้ แม้แม่จะคัดค้านก็ตาม

พ่อบอกว่า "บอกพ่อมาตามตรง ลูกไม่อยากมาอยู่กับพ่อที่นิวออร์ลีนส์หรอกหรือ?"
"ผมอยู่ไม่ได้"
"หมายความว่ายังไงที่ว่าอยู่ไม่ได้"
"ผมคิดถึงซุค คิดถึงควีนนี เรามีหมาเทอร์เรียตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง มันตลกดี เราทั้งคู่รักมันมาก"
พ่อเอ่ยว่า "ลูกไม่รักพ่อหรือ?"
ผมตอบว่า "รักครับ" แต่จริงๆ แล้ว นอกจากซุค ควีนนี ลูกพี่ลูกน้องไม่กี่คน กับรูปถ่ายของแม่แสนสวยข้างเตียงแล้ว ผมไม่รู้ว่าจริงๆ ว่ารักหมายความอย่างไร

แต่ผมได้รู้ในเวลาต่อมา วันก่อนคริสต์มาส เราไปที่ถนนคาแนล ผมหยุดกึก ละลานใจไปกับสิ่งมีมนต์ขลังที่เห็นในตู้กระจกร้านของเล่นร้านใหญ่ มันเป็นโมเดลเครื่องบินที่ใหญ่พอให้นั่งและถีบได้อย่างจักรยาน เป็นสีเขียวมีใบพัดสีแดง ผมเชื่อว่าถ้าเราปั่นเร็วมากๆ มันจะบินขึ้นได้จริงๆ! แล้วมันไม่น่าสนใจอยู่หรอกหรือ! ผมเห็นภาพลูกพี่ลูกน้องทั้งหลายยืนที่พื้น ขณะที่ผมบินอยู่ท่ามกลางก้อนเมฆ อิจฉาผม! ผมหัวเราะแล้วหัวเราะอีก ซึ่งเป็นอย่างแรกที่ผมทำที่ทำให้พ่อดูมั่นอกมั่นใจ ถึงพ่อจะไม่รู้ก็ตามว่าผมตลกอะไร

คืนนั้นผมสวดมนต์ว่าแซนตาคลอสจะเอาเครื่องบินลำนั้นมาให้

พ่อซื้อต้นคริสต์มาสแล้ว เราอยู่ในร้านไฟว์แอนด์ไดม์กันนานเพื่อเลือกของประดับต้นไม้ แต่แล้วผมก็ทำสิ่งผิดพลาด ผมวางรูปแม่ไว้ใต้ต้นไม้ พอพ่อเห็นรูปนั้น พ่อหน้าซีดและสั่นสะท้าน ผมไม่รู้จะทำอย่างไรแต่พ่อรู้ พ่อตรงไปที่ตู้ หยิบแก้วสูงกับขวดออกมา ผมรู้จักขวดนั้นเพราะลุงที่อลาบามาทุกคนมีขวดแบบนั้นเยอะแยะ เป็นน้ำเมา พ่อรินเต็มแก้วแล้วดื่มรวดเดียว หลังจากนั้นดูเหมือนจะไม่มีรูปอยู่อีกแล้ว

ผมรอวันคริสต์มาสอีฟและการมาถึงที่น่าตื่นเต้นของแซนต้าอ้วน แน่ล่ะว่าผมไม่เคยเห็นยักษ์ลงพุง น้ำหนักมาก มีเสียงกรุ๋งกริ๋ง ตกลงมาจากปล่องไฟ และแจกของขวัญใต้ต้นคริสตมาส บิลลี่ บ็อบ ลูกพี่ลูกน้องผมที่เป็นวายร้ายตัวน้อย แต่สมองเหมือนทำด้วยเหล็ก บอกว่าแซนตาคลอสเป็นเรื่องโม้และไม่จริง

"ตีนสิ" เขาว่า "ใครเชื่อแซนตาคลอสก็ต้องเชื่อว่าล่อเป็นม้า" การโต้เถียงนี้เกิดขึ้นที่ลานเล็กๆ ในศาล ผมว่า "แซนตาคลอสมีจริงเพราะสิ่งที่เขาทำเป็นไปตามน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า อะไรก็ตามที่เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้าย่อมเป็นความจริง" บิลลี่ บ็อบถุยน้ำลายลงพื้นแล้วเดินจากไป "สงสัยแถวนี้จะได้นักเทศน์คนใหม่แล้วเว้ย"

ผมตั้งใจว่าจะไม่ยอมนอนหลับในคืนก่อนคริสต์มาส ผมอยากได้ยินเสียงเต้นรำเยื้องย่างของกวางเรนเดียร์บนหลังคา อยากไปอยู่ที่ปลายปล่องไฟจะได้จับมือกับแซนตาคลอส และยิ่งในคืนนี้ ก็ดูไม่มีอะไรจะง่ายกว่าการลืมตาตื่นอีกแล้ว

บ้านพ่อมีสามชั้น เจ็ดห้อง หลายห้องเป็นห้องใหญ่ โดยเฉพาะสามห้องที่เปิดไปสู่สวนทางเดิน นั่นคือห้องนั่งเล่น ห้องอาหาร และห้อง "ดนตรี" ให้พวกที่ชอบเต้นรำและเล่นไพ่ สองชั้นข้างบนตกแต่งด้วยระเบียงลูกไม้ เหล็กสีดำแกมเขียวอันซับซ้อนได้ขดร้อยอย่างประณีตกับเถาบูกันวิลเยอร์ และเถาองุ่นของกล้วยไม้สกาเล็ตสไปเดอร์ที่ดูเหมือนกิ้งก่าอวดลิ้นสีแดง บ้านหลังนี้จัดแต่งอย่างดีด้วยพื้นลงเงา มีไม้แต่งตรงนี้นิด กำมะหยี่ตรงนั้นหน่อย อาจทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นบ้านคนรวย แต่ที่จริงเป็นที่ของคนอยากแสวงหาความสง่างามมากกว่า สำหรับเด็กจนๆ (แต่มีความสุข) เท้าเปล่าจากอลาบามาแล้ว ก็ดูเป็นเรื่องลึกลับว่าพ่อทำให้สมปรารถนานั้นได้อย่างไร

แต่ข้อนี้ไม่ได้เป็นเรื่องลึกลับสำหรับแม่ ที่จบมหาวิทยาลัยและใช้กลิ่นหอมของแมกโนเลียดีไลท์ให้เป็นประโยชน์เต็มที่ ในระหว่างดิ้นรนหาคู่หมั้นที่เหมาะสมอย่างแท้จริงในนิวยอร์ก คนที่สามารถเป็นเจ้าของอพาร์ตเมนท์ที่ซัททันเพลส และเสื้อโค้ทขนสัตว์ได้ แม่รู้ฐานะของพ่อดี ถึงแม้จะไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้จนกระทั่งอีกหลายปีต่อมาก็ตาม ซึ่งตอนนั้นแม่ก็ได้สายสร้อยมุกแวววับอยู่รอบคอเสื้อขนสัตว์มานานแล้ว

แม่เคยมาเยี่ยมผมที่โรงเรียนประจำหัวสูงในนิวอิงแลนด์ (ค่าเทอมจ่ายโดยสามีผู้ร่ำรวยและอารีของแม่) ผมพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้แม่โกรธ แม่ร้องว่า "ไม่รู้หรือไงว่าทำไมเขาถึงกินดีอยู่ดีนัก? เรือยอร์ชแล้วยังที่ล่องเรือไปตามเกาะในกรีก? เมียๆ ของเขา? ลองคิดดูถึงพวกเมียๆ ทั้งหลายนี่ดู เป็นแม่ม่ายทั้งนั้น รวยทั้งนั้น รวยมาก แล้วก็แก่กว่าเขาตั้งแค่ไหน แก่จนไม่มีผู้ชายหนุ่มดีๆ ที่ไหนจะแต่งงานด้วย แกถึงได้เป็นลูกคนเดียวของเขายังไงล่ะ แล้วนี่ไงที่ทำให้ฉันมีลูกอีกไม่ได้ --ฉันยังเด็กเกินไปที่จะมีลูก แต่เขามันเดรัจฉาน เขาทำชีวิตฉันพัง ทำลายฉัน--"

เป็นแค่จิ๊กกะโล่ ไม่ว่าจะไปไหน คนจะหยุดจับจ้อง. . . . พระจันทร์ พระจันทร์เหนือไมอามี. . . . นี่เป็นรักครั้งแรกของผม โปรดปรานี. . . . เฮ้ คุณพอจะมีเศษสตางค์ไหม?. . . . เป็นแค่จิ๊กกะโล่ ไม่ว่าจะไปไหน คนจะหยุดจับจ้อง. . . .

ตลอดเวลาที่แม่พูด (ซึ่งผมพยายามไม่ฟัง เพราะการบอกว่ากำเนิดของผมได้ทำลายแม่ แม่กำลังทำลายผมไปด้วย) ทำนองเพลงนี้หรือเพลงคล้ายๆ อย่างนี้เล่นไปมาในหัว เพลงพวกนี้ช่วยให้ผมไม่ต้องฟังแม่ และยังเตือนให้นึกถึงงานปาร์ตี้ประหลาดที่พ่อจัดที่นิวออร์ลีนส์ในคืนก่อนคริสต์มาสคราวนั้น

มีเทียนเต็มทั้งที่ทางเดินและห้องเปิดออกสู่ทางเดิน แขกส่วนใหญ่ไปอยู่กันในห้องนั่งเล่น ซึ่งไฟอ่อนๆ ในเตาผิงทำให้ต้นคริสต์มาสโชนแสง แขกหลายคนเต้นรำในห้องดนตรี ตรงทางเดินไปห้องดนตรีมีเครื่องเล่นจานเสียงไขลานอยู่ พอผมถูกแนะนำตัวให้แขกจำนวนมากแล้ว ผมถูกส่งตัวไปข้างบน แต่จากระเบียงนอกประตูห้องนอน ผมเห็นงานปาร์ตี้ได้ทั่วและเห็นคู่เต้นรำได้ทุกคู่ ผมดูพ่อเต้นวอลซ์กับผู้หญิงสง่างามคนหนึ่งไปรอบๆ สระน้ำที่อยู่รอบน้ำพุนางเงือก เธอสง่ามากและแต่งกายด้วยชุดสีเงินเข้ารูปที่ระยิบระยับในแสงเทียน แต่เธอแก่แล้ว แก่กว่าพ่อที่อายุสามสิบห้าปีในตอนนั้นอย่างน้อยสิบปี

ผมรู้สึกขึ้นมาทันใดว่าพ่ออายุน้อยที่สุดในงานปาร์ตี้ ไม่มีผู้หญิงคนอื่นไม่ว่าจะสวยแค่ไหน ที่วัยอ่อนกว่านักเต้นรำสูงโปร่งในชุดสีเงินที่ลอยฟ่องคนนี้ พวกผู้ชายก็เช่นกัน พวกนั้นสูบซิการ์ฮาวานากลิ่นหอมหวาน และกว่าครึ่งในนั้นแก่พอจะเป็นพ่อของพ่อได้

แล้วผมก็เห็นบางอย่างที่ทำให้ต้องกะพริบตา พ่อกับคู่เต้นที่แคล่วคล่องได้เต้นรำไปในมุมที่บังเงาโดยกล้วยไม้สกาเล็ตสไปเดอร์ ทั้งคู่กอดและจูบกัน ผมตกใจ ผมโกรธมาก วิ่งเข้าไปในห้องนอน กระโดดขึ้นเตียง ดึงผ้าห่มปิดหน้า พ่อที่ดูดีและยังหนุ่มของผมไปทำอะไรอย่างนั้นกับผู้หญิงแก่ได้อย่างไร! แล้วทำไมพวกคนข้างล่างถึงไม่กลับบ้านเสียที แซนตาคลอสจะได้มา? ผมนอนลืมตาเป็นชั่วโมงๆ คอยฟังเสียงคนกลับบ้าน พอพ่อบอกลาเป็นครั้งสุดท้ายผมก็ได้ยินเสียงพ่อขึ้นบันได เปิดประตูห้องผมและแอบดูผม แต่ผมแกล้งทำเป็นหลับ

มีหลายอย่างที่ทำให้ผมตื่นตลอดคืน อย่างแรกคือเสียงฝีเท้าพ่อหายใจหนักๆ วิ่งขึ้นลงบันได ผมต้องดูว่าพ่อทำอะไร ผมจึงแอบตรงระเบียงตรงเถาบูกันวิลเยอร์ ตรงนั้นผมเห็นห้องแต่งตัว ต้นคริสต์มาส และเตาผิงที่ไฟยังกรุ่นอยู่อ่อนๆ ผมยังเห็นพ่อด้วย พ่อคลานไปมาใต้ต้นไม้ จัดปิรามิดกล่องที่ห่อด้วยกระดาษสีม่วง แดง ทอง ขาว น้ำเงิน เป็นเสียงกรอบแกรบเวลาพ่อย้ายมันไปมา ผมรู้สึกวิงเวียนเพราะสิ่งที่เห็นทำให้ต้องทบทวนอะไรใหม่หมด หากของขวัญพวกนั้นตั้งใจเอาไว้ให้ผม ก็แปลว่าของขวัญไม่ได้มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ส่งโดยแซนตาคลอส แต่เป็นของขวัญที่ซื้อมาและห่อโดยพ่อ ซึ่งแปลว่าลูกพี่ลูกน้องบิลลี่ บ็อบ เน่าๆของผมกับเด็กเน่าๆคนอื่นไม่ได้โกหก ตอนที่พวกนั้นล้อผมบอกว่าไม่มีแซนตาคลอส ที่ร้ายที่สุดคือซุครู้ความจริงแล้วโกหกผมหรือเปล่า? ไม่หรอกน่า ซุคไม่เคยโกหกผม เธอเชื่อ คือว่า --ถึงเธอจะอายุหกสิบกว่าแล้ว แต่เธอก็ยังเป็นเด็กอย่างผมในบางเรื่อง

ผมดูจนพ่อจัดการธุระเสร็จและดับเทียบที่จุดอยู่ ผมรอจนแน่ใจว่าพ่ออยู่บนเตียงและหลับดีแล้ว จึงคลานมาที่ห้องนั่งเล่นข้างล่างที่ยังฉุนด้วยกลิ่นการ์ดิเนียและฮาวานาซิการ์

ผมนั่งลงคิดว่าจะเป็นคนบอกความจริงกับซุคเอง ความโกรธและความร้ายกาจกำลังก่อตัวขึ้นข้างในผม ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้พุ่งไปที่พ่อ แต่พ่อกลับกลายเป็นเหยื่อของมัน

พอรุ่งสาง ผมตรวจตราป้ายบนกล่องทุกกล่อง ทุกป้ายเขียนว่า "แด่บัดดี้" ยกเว้นกล่องเดียวที่เขียนว่า "ให้ เอเวอลีน" หญิงผิวดำชราที่ดื่มโคคาโคล่าตลอดวันและมีน้ำหนักร้อยสามสิบกิโล เธอเป็นคนดูแลบ้านและยังเป็นเหมือนแม่ของพ่อด้วย ผมตกลงใจเปิดกล่องของขวัญ นี่เป็นเช้าวันคริสต์มาสและผมตื่นแล้ว ทำไมจะไม่น่าเปิดเล่า? ผมจะไม่เสียเวลาบอกว่ามีอะไรในนั้น เป็นพวกเชิ้ตกับสเวตเตอร์และอะไรน่าเบื่อทำนองนั้น อย่างเดียวที่ผมประทับใจคือปืนแก็ปที่ดูเท่ ผมคิดขึ้นมาว่าคงสนุกดีถ้าจะปลุกพ่อด้วยการยิงปืน ผมจึงทำอย่างนั้น ปัง ปัง ปัง

พ่อวิ่งออกมาจากห้อง หน้าตาตื่น
ปัง ปัง ปัง
"บัดดี้ --เล่นบ้าอะไรน่ะ?"
ปัง ปัง ปัง
"พอได้แล้ว!"
ผมหัวเราะ "ดูสิพ่อ ดูของน่าทึ่งพวกนี้ที่แซนตาคลอสเอามาให้ผมสิ"
พ่อสงบลงแล้วเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น กอดผม "ชอบของที่แซนตาคลอสเอามาให้ไหมลูก?"

ผมยิ้มให้พ่อ พ่อยิ้มให้ผม ช่วงเวลาอ่อนโยนที่อ้อยอิ่งอยู่พังทลายไปเมื่อผมพูดว่า "ชอบครับ แล้วพ่อจะให้อะไรผมล่ะ?" ยิ้มของพ่อจางหายไป สายตาหรี่ลงอย่างสงสัย --พ่อคิดว่าผมอาจเล่นแง่อะไรอยู่ แต่พ่อหน้าแดง ดูละอายใจที่คิดอะไรอย่างนั้น พ่อตบหัวผม กระแอม แล้วบอกว่า "พ่อว่าจะรอให้ลูกไปเลือกของที่ลูกอยากได้ มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษไหม?"

ผมบอกพ่อเรื่องเครื่องบินที่เห็นในร้านของเล่นที่ถนนคาแนล พ่อหน้าสลดไป ใช่สิ พ่อจำเครื่องบินลำนั้นได้ จำได้ว่ามันแพงแค่ไหน อย่างไรก็ตาม วันต่อมาผมได้นั่งในเครื่องบินลำนั้น ฝันว่ากำลังบินขึ้นฟ้า ขณะที่พ่อเขียนเช็คให้คนขายที่ปลื้มใจ มีเรื่องถกเถียงกันเรื่องการส่งเครื่องบินลำนี้กลับอลาบามา แต่ผมดื้อดึง--ยืนกรานว่าเครื่องบินต้องไปพร้อมผมในรถบัสออกตอนบ่ายวันนั้น คนขายตกลงโดยโทรไปหาบริษัทรถบัสซึ่งบอกว่าจะจัดการให้เรียบร้อย

แต่ผมยังไม่เป็นอิสระจากนิวออร์ลีนเสียทีเดียว ปัญหาคือขวดเหล้าสีเงินขวดใหญ่ อาจเป็นเพราะการจากไปของผมก็ได้ แต่ยังไงก็เถอะ พ่อดื่มตลอดวัน ระหว่างทางไปสถานี พ่อทำให้ผมตกใจด้วยการรวบข้อมือแน่นและกระซิบดุๆ ว่า "พ่อจะไม่ปล่อยให้ลูกไป พ่อให้ลูกกลับไปหาครอบครัวบ้าๆ ในบ้านเก่าบ้าๆ นั่นไม่ได้หรอก ดูสิว่าพวกนั้นทำกับลูกยังไง เด็กหกขวบเกือบเจ็ดขวบยังพูดถึงแซนตาคลอส! เป็นความผิดของพวกนั้น พวกทึนทึกแก่ๆที่มีไบเบิลกับไม้นิตติ้งกับพวกลุงขี้เมา ฟังพ่อนะ บัดดี้ ไม่มีพระเจ้าอยู่จริงหรอก! ไม่มีแซนตาคลอสอะไรทั้งนั้น!"

พ่อบีบข้อมือแรงจนผมเจ็บ "บางครั้งนะ พระคุณเจ้า พ่อคิดว่าแม่กับพ่อ เราสองคนน่ะ น่าจะฆ่าตัวตายไปซะที่ก่อเรื่องแบบนี้ --" (พ่อไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่แม่ทำอย่างนั้น แม่เดินตามทางนั้นเมื่อสามสิบปีก่อน) "จูบพ่อ นะ นะ จูบพ่อบอกว่าลูกรักพ่อ" แต่ผมพูดไม่ได้ ผมกลัวตกรถ ผมห่วงเครื่องบินที่รัดอยู่บนหลังคารถแท็กซี่ "บอกว่า ลูกรักพ่อ บอกหน่อยนะ บัดดี้ บอกสิลูก"

โชคดีที่คนขับแท็กซี่เป็นคนจิตใจดี เพราะถ้าไม่ได้เขาช่วยและไม่ได้คนขนของแคล่วคล่องกับตำรวจใจดีที่เป็นมิตรแล้ว ผมก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราไปถึงสถานี พ่อเซไปมาจนยืนแทบไม่อยู่ ตำรวจพูดคุยกับพ่อ ทำให้พ่อสงบลง ช่วยให้พ่อยืนตรงๆ และคนขับแท็กซี่บอกจะพาพ่อกลับถึงบ้านอย่างเรียบร้อย แต่พ่อไม่ยอมไปจนพ่อเห็นคนขนของพาผมขึ้นรถบัสไปแล้ว

พออยู่บนรถบัส ผมขดตัวบนที่นั่งแล้วหลับตา รู้สึกเจ็บแปลกๆ เป็นความเจ็บที่ปวดไปทุกที่ ผมคิดว่าถ้าถอดรองเท้าปีศาจร้ายกาจออก ความทุกข์ทรมานจะทุเลา ผมจึงถอดออก แต่ความเจ็บปวดลึกลับยังไม่หาย มันไม่เคยจากไปเลย และจะไม่มีวันจากไป

สิบสองชั่วโมงต่อมา ผมอยู่บนเตียงที่บ้าน ห้องมืด ซุคนั่งข้างๆ ผม โยกตัวบนเก้าอี้โยก เสียงนั้นปลอบโยนเหมือนเสียงคลื่นในทะเล ผมพยายามเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้เธอฟัง และหยุดเล่าเมื่อเสียงแหบแห้งเป็นหมาหอนไปแล้ว ซุคลูบนิ้วที่เส้นผมของผมแล้วบอกว่า "มีแซนตาคลอสจริงสิ เพียงแต่ไม่มีใครคนเดียวจะทำทุกอย่างที่แซนตาต้องทำได้ องค์พระผู้เป็นเจ้าเลยแจกจ่ายงานไปในพวกเรา ทุกคนถึงได้เป็นแซนตาคลอส ฉันก็เป็น เธอก็เป็น บิลลี่ บ็อบ ลูกพี่ลูกน้องของเธอด้วย หลับได้แล้ว นับดาว คิดถึงสิ่งเงียบๆ อย่างหิมะ ฉันเสียใจที่เธอไม่ได้เห็นหิมะ แต่หิมะกำลังตกผ่านหมู่ดาว ---" ดวงดาวกะพริบ หิมะหมุนในหัว สิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้คือเสียงอันสงบขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่บอกสิ่งหนึ่งที่ผมต้องทำ และวันต่อมา ผมก็ทำอย่างนั้น ผมกับซุคไปไปรษณีย์ ซื้อโปสการ์ดหนึ่งใบ โปสการ์ดใบนั้นยังอยู่จนวันนี้ พบในกล่องเซฟของพ่อตอนที่พ่อตายปีที่แล้ว ผมเขียนถึงพ่อว่าอย่างนี้ สวัสดีครับพ่อ พ่อคงจะสบายดี ผมสบายดี ผมกำลังปั่นเคื่องบินให้เร็วมากๆ จนผมจะได้ไปอยู่บนฟ้า พ่อคอยดูผมได้บนนั้น ผมรักพ่อคับ บัดดี้
 

Book Coverแปลจาก One Christmas โดย Fay

A Christmas Memory, One Christmas, & the Thanksgiving Visitor Truman Capote
ISBN : 0679602372 Modern Library (1996) paperback 107 pages $13.95

เกี่ยวกับผู้เขียน Truman Capote

Copyright © 2001 faylicity.com

.

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๔