| วงการหนังสือเผชิญหน้าวิกฤติเศรษฐกิจโลก | ||||||||
| เฟย์ | ||||||||
กล่าวกันว่าหนังสืออยู่รอดผ่านช่วงเวลายามยากมาเสมอ ยิ่งผู้คนลำบากดิ้นรนมากเท่าไร คนยิ่งหันหน้าเข้าหาหนังสือ ดูอย่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั่นปะไร น่าสนใจว่าธุรกิจหนังสือในประเทษอังกฤษอยู่รอดมาได้อย่างไร และภาวะสงครามส่งผลเช่นใดต่อการพิมพ์หนังสือ
อังกฤษประกาศสงครามในเดือนกันยายน ค.ศ. ๑๙๓๙ ปัญหาแรกที่ต้องประสบคือการขาดแคลนกระดาษ อังกฤษนำเข้าวัตถุดิบเกือบทั้งหมดในการผลิตหนังสือ เช่นเยื่อกกเอสพาร์โตจากแอฟริกาเหนือในอาณัติของฝรั่งเศส เฉพาะปี ค.ศ. ๑๙๓๙ อังกฤษนำเข้าเยื่อเอสพาร์โตคุณภาพดีถึง ๒๗๒,๐๐๐ ตัน เมื่อฝรั่งเศสพ่ายเยอรมนีจึงพลอยทำให้อังกฤษขาดแคลนเยื่อเอสพาร์โต ต่อมาเยอรมนีบุกนอร์เวย์ในปี ค.ศ. ๑๙๔๐ ทำให้อังกฤษขาดแคลนเยื่อไม้ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของหนังสือพิมพ์และกระดาษคุณภาพต่ำ อังกฤษประกาศห้ามนำเข้าเยื่อกระดาษและหันมาใช้โอ๊ต ข้าวสาลี ฟางข้าวบาร์เลย์ภายในประเทศ ซึ่งมีคุณภาพต่ำกว่าเยื่อกระดาษนำเข้า รวมถึงมีการระดมนำเศษกระดาษและกระดาษใช้แล้วมาใช้ใหม่ มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนประหยัดกระดาษและทางการขอรับบริจาคหนังสือเก่าเพื่อนำมาย่อยสลาย ต่อมาอังกฤษยกเลิกการนำหนังสือเก่ามาทำเยื่อกระดาษ เพราะพบการทำลายหนังสือโบราณทรงคุณค่าจำนวนมากเพื่อนำมาทำกระดาษห่ออาวุธยุทโธปกรณ์และกล่องกระสุน นอกจากการขาดแคลนกระดาษแล้ว อังกฤษยังขาดบุคลากรด้านหนังสือจำนวนมาก เพราะอาชีพการพิมพ์ไม่ถือเป็นอาชีพสงวน ดังนั้นบุคลากรสำคัญอาจถูกเรียกไปประจำการในกองทัพ สำนักพิมพ์ต้องหาพนักงานและฝึกช่างเรียงพิมพ์หน้าใหม่ นักเขียนจำนวนหนึ่งไปรับใช้ชาติ เช่น แกรห์ม กรีน เข้าร่วมในหน่วยราชการลับ ซอเมอร์เซ็ต มอห์ม อยู่หน่วยงานประชาสัมพันธ์ในสหรัฐอเมริกา อาร์เทอร์ ซี. คลาร์ก และ โรอัลด์ ดาห์ล ประจำการในกองทัพอากาศ การขาดแคลนกระดาษและบุคลากรเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ เช่นกัน แต่ปัญหาใหม่ในสงครามโลกครั้งนี้คือการสูญเสียโกดังหนังสือ เพราะข้าศึกบินทิ้งระเบิดถล่มเมืองไม่เว้นแต่ละวัน คืนวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๑๙๔๐ เยอรมนีระเบิดใจกลางย่านธุรกิจการพิมพ์ที่ถนนพาเตอร์นอสเตอร์โรว์ในกรุงลอนดอนจนราบคาบ ทำลายร้านหนังสือ สำนักงานและโกดังหนังสือของสำนักพิมพ์ ๑๗ แห่ง รวมทั้งโกดังหนังสือของผู้จำหน่ายรายใหญ่ที่สุดในประเทศ หนังสือห้าล้านเล่มวอดวายไปในคืนนั้น (หนังสือประมาณ ๒๐ ล้านเล่มถูกทำลายในช่วงสงคราม) เมื่อสงครามจบลง มีหนังสือ ๕๒,๐๐๐ เรื่องที่รอให้จัดพิมพ์ใหม่เพราะขาดตลาดเนื่องจากโกดังถูกทำลาย
รัฐบาลเริ่มปันส่วนกระดาษตั้งแต่เดือนเมษายน ๑๙๔๐ ซึ่งดำเนินต่อเนื่องจนถึงปี ๑๙๔๙ ในเบื้องต้นสำนักพิมพ์ได้โควต้ากระดาษร้อยละ ๖๐ ของกระดาษที่สำนักพิมพ์ใช้ในการพิมพ์หนังสือช่วงเดือนกันยายน ๑๙๓๘ ถึงเดือนสิงหาคม ๑๙๓๙ ซึ่งเป็นช่วงก่อนสงคราม ดังนั้นสำนักพิมพ์ที่ร่าเริงใจคือผู้ที่ผลิตหนังสือขายดีมากๆ ในช่วงเวลานั้น ได้แก่สำนักพิมพ์เพนกวินเพราะหนังสือชุด เพนกวินสเปเชียลส์ เล่มบางที่ออกมาในหัวข้อเหตุการณ์ปัจจุบันต่างๆ เช่น สิ่งที่ฮิตเลอร์ต้องการ การจดจำเครื่องบินข้าศึก ซึ่งขายดีมาก หนังสือในชุดนี้มียอดขายประมาณ ๔๐,๐๐๐ ๒๕๐,๐๐๐ เล่ม เมื่อเทียบกับหนังสือสำคัญในสมัยนั้นที่ขายได้ไม่เกิน ๒๐๐ เล่ม หนังสือชุดนี้ราคาถูกเท่าบุหรี่หนึ่งซอง บ้างเข้าเล่มโดยการติดลวดเย็บกระดาษ แถมเพนกวินใช้ระบบการผลิตที่ประหยัดกระดาษ ทำให้เพนกวินไม่เดือดร้อนใจนักเรื่องโควต้ากระดาษ จนทำให้สำนักพิมพ์อื่นจงเกลียดเพนกวินหาน้อยไม่ (ช่วงสงคราม เพนกวินจัดชมรมหนังสือกองทัพขึ้น หนังสือเพนกวินยังมีขนาดพอดีกับกระเป๋าของชุดทหาร) สำนักพิมพ์อีกสองแห่งที่โชคดีคือ แม็กมิลแลน (Macmillan) ผู้พิมพ์นิยายออกใหม่ขายดีเรื่อง วิมานลอย (Gone With the Wind) และ ฮัตชินสัน (Hutchinson) ผู้พิมพ์ Mein Kampf ฉบับแปลภาษาอังกฤษของฮิตเลอร์ สำนักพิมพ์ได้โควต้ากระดาษน้อยลงเรื่อยๆ ถึงปลายปี ๑๙๔๑ โควต้ากระดาษลดลงเหลือร้อยละ ๔๒.๕ จากช่วงก่อนสงคราม และลดเหลือเพียงร้อยละ ๒๕ ในปี ๑๙๔๒ ในขณะที่สำนักพิมพ์ต่างๆ ต้องใช้กระดาษจำกัดจำเขี่ย สำนักพิมพ์แห่งเดียวที่ได้รับข้อยกเว้นไม่ต้องถูกปันส่วนกระดาษคือสำนักพิมพ์รัฐบาลที่ชื่อว่า His Majestys Stationery Office ผู้จัดพิมพ์ราชกิจจานุเบกษาและเอกสารทางการ รัฐบาลใช้กระดาษเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนสงครามถึงสี่เท่า สำนักงานสงครามใช้กระดาษมากกว่าหน่วยงานต่อไปนี้รวมกัน ได้แก่ กรมไปรษณีย์ กรมสรรพากร สภาหอการค้า และกระทรวง ๙ กระทรวง การขาดแคลนกระดาษทำให้จำนวนหนังสือออกใหม่ลดลงมาก ดังนี้
ในขณะที่จำนวนหนังสือออกใหม่ลดลง ผู้คนกลับต้องการอ่านหนังสือมากขึ้นจนเป็นปรากฏการณ์ ยอดขายหนังสือช่วงสงครามเพิ่มถึงหนึ่งเท่าตัว ผู้คนต้องการอ่านหนังสือด้วยเหตุผลต่างๆ เช่นคลายทุกข์ เพื่อความรู้ ฆ่าเวลายามว่างงานหรือไม่ต้องไปโรงเรียน หรือยามต้องอพยพไปอยู่สถานที่ใหม่ ยามไม่มีอะไรทำระหว่างรอหลบภัยโจมตีทางอากาศ ยามไปรบหรือพักรักษาตัว ดังนั้นหนังสือจึงเป็นสินค้าขาดตลาดตั้งแต่ยังไม่วางขายเลยทีเดียว หนังสือทุกเล่มที่ผลิตในช่วงเวลานั้นคือหนังสือขายดีทั้งสิ้น เพราะผลิตเท่าไรก็ไม่เพียงพอกับตลาด เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย กล่าวกันว่าช่วงเวลาห้าปีของสงครามครั้งนี้คือยุคทองของธุรกิจการพิมพ์ สำนักพิมพ์และร้านหนังสือได้กำไรมากโดยไม่คาดฝัน แต่เนื่องจากรัฐบาลเรียกเก็บภาษีกำไรเกินควร ดังนั้นธุรกิจการพิมพ์จึงต้องจ่ายเงินภาษีจำนวนมากคืนรัฐ ผู้คนใช้บริการห้องสมุดเพิ่มขึ้นมากเช่นกันถึงร้อยละ ๕๐ และมีร้านหนังสือเปิดใหม่ในปี ๑๙๔๑ ถึง ๘๖ ร้าน ผู้คนนิยมอ่านหนังสือประเภทใดยามสงครามหรือ คนอยากอ่านหนังสือคลาสสิกเช่นงานของ ชาร์ลส์ ดิกเกนส์, วิลเลียม แทกเกอรี, แอนโทนี ทรอลลอป คนชอบอ่านนิยายยาวๆ เพราะอ่านได้นานนัก (ถึงขนาดที่ว่าคนนิยมหนังสือ Finnegans Wake ขึ้นมาก) หนังสือขายดีสุดขีดช่วงสงครามคือ สงครามและสันติภาพ ของลีโอ ตอลสตอย และ Mein Kampf ตอนแรกคนนิยมอ่านเรื่องเกี่ยวกับสงครามและการทหาร สัตวแพทย์ การเพาะพันธุ์สัตว์ และกสิกรรม แต่ต่อมาเริ่มเบื่อและหันไปหาหนังสือแนวอื่นอ่านกันมากขึ้น หนังสือขาดตลาดคือตำราต่างๆ ช่วงปลายสงคราม คนนิยมอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่ เช่นหนังสือสถาปัตยกรรม ส่วนหนังสือที่ขายไม่ดีคือหนังสือสวยงามชนิดที่นิยมให้เป็นของขวัญในเทศกาลต่างๆ ในช่วงสงคราม ผู้คนที่มีชีวิตสุขสบายอ่านหนังสือน้อยลง แต่คนที่ทำงานหนักกลับอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น รัฐบาลเชิญชวนให้คนบริจาคหนังสือให้ทหาร กาชาดส่งหนังสือบริจาคหลายล้านเล่มให้เชลยสงครามและทหาร ในปี ๑๙๔๑ เมื่อสงครามมีท่าทีจะยืดเยื้อยาวนาน อังกฤษและเยอรมนีตกลงให้เชลยสงครามอังกฤษที่อยู่ในค่ายกักกัน ๘๐ แห่งในประเทศต่างๆ เช่น เดนมาร์ก ฮังการี ฝรั่งเศส และโปแลนด์ มีสิทธิ์สอบเพื่อรับใบประกาศนียบัตรหรือปริญญาในสาขาต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้เชลยสงครามใช้เวลาในการศึกษาด้วยตนเองและมีโอกาสได้วุฒิการศึกษา เยอรมนีตกลงข้อเสนอนี้ด้วยเห็นว่าตนเองไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไร อีกทั้งหากเชลยสงครามมีอะไรทำก็จะได้ไม่คิดหนีหรือคิดก่อการร้าย (อิตาลีไม่ตอบตกลงข้อเสนอนี้จากอังกฤษ ส่วนญี่ปุ่นนั้นอังกฤษไม่เห็นหนทางว่าจะส่งข้อสอบไปให้เชลยได้อย่างไร) เชลยสงครามได้หนังสือจากกาชาดและมีการตั้งกลุ่มสอนหนังสือกันเอง มีระบบการยืมหนังสือระหว่างห้องสมุดนานาชาติขึ้น ซึ่งอาสาสมัครจากกาชาดลบรอยดินสอทุกรอยออกจากหนังสือก่อนส่งให้เชลยสงคราม ผู้สนใจสมัครสอบได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษาใดๆ มาก่อน ระบบการสอบจัดโดยมหาวิทยาลัยลอนดอนและสถาบันอื่นๆ โดยกาชาดส่งข้อสอบทางไปรษณีย์และรับข้อสอบกลับมาตรวจที่กรุงลอนดอน โดยใช้บริการของหน่วยไปรษณีย์ลับซึ่งจัดส่งรวดเร็วกว่าไปรษณีย์ธรรมดา ผู้ออกข้อสอบและตรวจข้อสอบปริญญาทางภาษาและวรรณคดีอังกฤษจากมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ดคือ ซี.เอส. ลูอิส และ เจ.อาร์.อาร์. โทลคีน ทหารที่ได้ปริญญานี้น่าจะปลื้มไม่หยอกเพราะมีเชลยสงครามเพียง ๑๗ คนที่สอบผ่านข้อเขียนนี้
หนังสือสมัยนั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นน่าเกลียด เพราะตัวหนังสือแออัดในหน้ากระดาษบางๆ ที่เว้นขอบไว้น้อยเหลือเกิน จะมีสะสวยเพียงหน้าปกที่พยายามออกแบบให้ดึงดูดผู้อ่าน การใช้ฟอนต์ที่เหมาะสมช่วยให้หนังสืออ่านง่ายขึ้น เช่นฟอนต์ Bembo, Caslon และ Fournier แต่ถึงอย่างไรการมีหนังสืออ่านก็ยังดีกว่าไม่มี สำนักพิมพ์ไม่ได้ถูกบังคับให้ทำตามข้อตกลงนี้ แต่สำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมจะได้โควต้ากระดาษมากกว่าผู้ที่ไม่เข้าร่วม (ผู้เข้าร่วมได้โควต้ากระดาษร้อยละ ๓๗.๕ ของช่วงก่อนสงคราม ผู้ไม่เข้าร่วมได้เพียงร้อยละ ๒๕) ดังนั้นสำนักพิมพ์เกือบทุกแห่งจึงตกลงทำตามกฎนี้ รัฐบาลไม่เพียงควบคุมการปันส่วนกระดาษ แต่ยังควบคุมการโฆษณาชวนเชื่อ กระทรวงสารสนเทศมีแนวคิดการผลิตหนังสือรูปแบบใหม่ โรเบิร์ต เฟรเชอร์ อดีตนักเขียนของหนังสือพิมพ์ เดลีเฮราลด์ ผู้สานต่อแนวคิดนี้บอกไว้ว่า หนังสือต้องมีราคาถูก เป็นเรื่องดราม่า เป็นเลือดเนื้อและมีชีวิตชีวา ที่สำคัญต้องมีรูปภาพ เพื่อให้เป็นหนังสือสองเล่มในเล่มเดียวกัน นั่นคือหนังสือภาพและหนังสือเรื่อง ต้องมีเนื้อความโฆษณาชวนเชื่อลงเต็มๆ ครั้งแรกในเนื้อความ และซ้ำอีกครั้งในรูปภาพและคำบรรยายภาพ ซึ่งภาพและคำบรรยายภาพจะเล่าเรื่องต่อเนื่องกันไปสำหรับผู้ที่ไม่ได้อ่านเนื้อความ เมื่อเราเพิ่มสิ่งนี้ลงในต้นฉบับโฆษณาชวนเชื่อทางการที่ดี เราอาจผลิตหนังสือขายดีขึ้นมาได้ ตัวอย่างหนังสือแนวนี้คือ The Battle of Britain (๑๙๔๑) ซึ่งขายได้เกือบ ๕ ล้านเล่มในอังกฤษ และออกฉบับแปลภาษาต่างๆ ๒๔ ภาษาตามมาในปีถัดไป ช่วงสงครามยังมีการจัดพิมพ์การ์ตูน เพราะช่วยให้เด็กๆ ร่าเริงขึ้น เด็กอ่านและแลกเปลี่ยนการ์ตูนชื่อดังเช่น Beano และ Dandy ซึ่งการ์ตูนชุดนี้ยังโด่งดังจนทุกวันนี้ ช่วงสองปีแรกของสงคราม การ์ตูนสองเรื่องนี้วางขายทุกอาทิตย์ ต่อมาการประหยัดกระดาษทำให้ออกเป็นรายปักษ์โดยสลับกันวางขายในแต่ละอาทิตย์ การ์ตูนต่างๆ ในช่วงนี้อ้างอิงภาวะสงคราม เช่นมีภาพตัวเอกต่อยฮิตเลอร์ออกจากอังกฤษกระเด็นกลับไปเยอรมนี มีหนังสือออกใหม่ให้คำแนะนำพ่อแม่ว่าควรอ่านหนังสือเพื่อกล่อมให้ลูกน้อยหลับระหว่างอยู่ในหลุมหลบภัยที่เสียงดัง ซึ่งแนะนำหนังสือเช่น วินนีเดอะพูห์ และ อลิซในแดนมหัศจรรย์ สงครามสิ้นสุดลงในปี ๑๙๔๕ แต่ปัญหาของธุรกิจหนังสือไม่ได้สิ้นสุดลงไปด้วย เพราะเศรษฐกิจและความเสียหายจากสงครามทำให้รัฐบาลคงมาตรการจำกัดกระดาษต่อไป ถึงอย่างไร จำนวนหนังสือใหม่มีมากขึ้นเรื่อยๆ (ปี ๑๙๔๕ มีหนังสือออกใหม่ ๕,๘๐๐ เรื่อง และเพิ่มเป็น ๑๑,๖๐๐ เรื่องในปี ๑๙๕๐)
* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนกับหนังสือ นิตยสาร สารคดี ฉบับเดือนเมษายน ๒๕๕๒ Copyright © 2009 faylicity.com |
||||||||
| . |
๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ |