So many books, So little time.
มีคนถามเรื่องการอ่านหนังสือพอสมควร ตลอดระยะเวลาที่ผมมีชีวิตรู้จักหนังสือโดยเริ่มจากการมองและเอานิ้วเขี่ยรูปภาพ
จนกระทั่งอ่านออกเขียนได้ คำถามที่เจอบ่อยที่สุดก็คือ ทำไมถึงชอบอ่านหนังสือ
เลือกอ่านหนังสืออย่างไร เอาเวลาที่ไหนมาอ่านได้เยอะแยะขนาดนั้น และรวมไปถึงคำถามน่ารักอื่นๆจิปาถะส่วนตัว
เช่น นักเขียนที่ชอบ หนังสือเล่มโปรด หนังสืออ่านไม่จบ ชอบอ่านมุมไหนของบ้าน
ท่าที่อ่าน(มีคนถามแล้วจริงๆ) วิธีคั่นหนังสือ อ่านหนังสือยังไงไม่ยับ
จนโยงใยออกสู่คำถามกว้างๆ...ว่าทำไงให้เด็กๆชอบอ่านหนังสือ มีความคิดเห็นอย่างไรกับการศึกษาไปจนถึงเรื่องวัฒนธรรมการอ่านของผู้คน
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผมไม่ค่อยได้ตอบใคร เหตุเพราะตัวเองก็ไม่เคยนั่งคิดถึงเรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง
ไม่ได้เชี่ยวชาญ แล้วนึกไม่ออกว่ามันจะสนุกอย่างไรกับการเล่าเรื่องการอ่าน
นอกจากจะคุยในเรื่องหนังสือที่อ่านเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้ผมเล่าให้เจ้าของตู้เย็นที่ดอกทิวลิปอาศัยอยู่* ว่ากำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งสนุกมากแต่เป็นหนังสือของแม่
แม่เผลอหลับเลยเอามาอ่าน กับเล่าเรื่องการได้เป็นเจ้าของหนังสือเด็ก(ผมชอบบ่นว่าหนังสือเด็กแพง
เลยไม่ยอมซื้อเสียที) เรื่อง No David ! ของนายเดวิด แชนนอน เธอรู้เรื่องนิสัยการอ่านเรื่อยเปื่อยของผมดีอยู่แล้ว
แต่คงนึกสงสัยขึ้นมากะทันหัน เพราะหลายครั้งที่ผมมีพฤติกรรมแปลกๆหลากรสนิยมในการอ่าน
เธอเลยถามว่า ทำไมชอบอ่านหนังสือ? เป็นเองแต่เด็กๆเลยหรือ ผมเริ่มคิดเรื่องนี้
สำรวจตัวดูก็พบว่า จริงสิ...ไม่เคยนึกเลย ทำไมถึงชอบเอาหนังสือแม่มาอ่าน
ทำไมอยู่หลายคำถาม แล้วนึกไปถึงตอนเด็กว่า มีใครบังคับให้อ่านหนังสือหรือเปล่า?
ทำไมจึงชอบอ่านหนังสือนักหนา?
ตอนเด็กๆผมเป็นพวกจอมซนอยู่ไม่สุข ต้องออกไปวิ่งเล่นรอบบ้านเสมอ
นอกบ้านคือป่าแห่งการผจญภัยชนิดหนึ่ง ยิ่งแดดออกยิ่งชอบ ใครเผลอก็กระโดดขึ้นรถเขาแอบหัดขับ
หาเรื่องตั้งแต่เด็กซึ่งขับได้ตั้งแต่เวลานั่งขายังยันไม่ถึงพื้น เวลามองกระจกหน้าก็ต้องเขย่งเอา
หรือเล่นทะโมนเป็นลิงเป็นค่างอยู่คนเดียว แต่ความซนนั้นก็จะอยู่แต่นอกบ้าน
เพราะเหมือนมีมนต์ขลัง พอเดินเข้าเขตร่มหลังคาบ้านผมจะนิ่งทันที แล้วยิ่งเดินผ่านห้องหนังสือชั้นหนังสือที่เรียงกันจนมองเห็นหน้าหนังสือเหลืองกรอบอยู่ตามทางเดิน
ก็จะค่อยๆย่องเบาๆ ราวกับกลัวว่าหนังสือจะตื่น สันหนังสือจะแตกด้วยความเก่าจนหลุดลุ่ยออกมาเป็นผุยผง
อิทธิพลและบรรยากาศแวดล้อมภายในบ้านน่าจะมีส่วนสำคัญที่สุดในการเพาะนิสัยการอ่านแบบไม่รู้ตัว
ผมชินกับภาพของการเห็นคนนั่งอ่านหนังสือเป็นเงาเงียบๆตะคุ่มๆอยู่ในบ้าน
มันทำให้เราเงียบไปด้วยจนเป็นที่รู้กันว่าถ้ามีคนอ่านหนังสืออยู่ ต่อให้มีเรื่องด่วนอย่างไรก็จะไม่มีใครอยากกวน
ยกเว้นว่ามีการเงยหน้าขึ้นมามองพอดี เคยมีเรื่องเล่าว่าบรรพบุรุษคนหนึ่งของผมมัวแต่อ่านหนังสือ
ภรรยาให้คนมาบอกท่าน ท่านก็ยกมือเป็นสัญญาณคล้ายบอกว่าให้รอก่อน จนคนมาบอกไม่กล้าพูดอะไร
แล้วในที่สุดภรรยาท่านก็ไปคลอดไม่ทัน ในวัยที่ผมยังอ่านหนังสือไม่ออกนั้น
ผมมักชอบปีนป่ายอยู่แถวบริเวณคนอ่านหนังสือ สืบเนื่องมาจากที่บ้านผมเป็นกรรมพันธุ์ชนิดหนึ่ง
คือชอบอ่านหนังสือออกเสียงพึมพัมพอที่จะให้ตัวเองได้ยินคนเดียว แล้วตอนนั้นอยากรู้ว่าเขากระซิบอะไร
กับเกิดอาการไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่มองเส้นบรรทัดที่มีตัวหนังสือเรียงซ้อนกันเป็นตับในหน้ากระดาษทำไม
อันนี้ต้องทำความเข้าใจตามประสาโลกของเด็ก ว่าผมไม่มีปัญญาควบคุมตัวเองได้ในขณะนั้น
ผมจึงต้องปีนไปพิสูจน์เกาะแถวบริเวณไหล่บ้าง อ้อมไปข้างหลังบ้าง คอยเกาะแกะให้เป็นที่กวนอกกวนใจคนอ่านหนังสือทั้งหลาย
หลังจากนั้นก็รัวคำถามเป็นชุดกับผู้ใหญ่ถึงเรื่องราวที่อ่าน และสิ่งที่ดีที่สุดเมื่อมาคิดถึงในยามนี้คือ
ผมโชคดีที่ทุกคนใจเย็นมาก ตอบคำถามทุกคำ และเล่าให้ฟังทุกเรื่องด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่แตกต่างกันไปตามวัย
แถมยังมีเล่ห์กลทำให้ผมอยากรู้ต่อ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมชอบหนังสือ
เพราะหนังสือตอนนั้นยังเป็นก้อนอิฐอะไรไม่รู้ ได้แต่เอามาต่อเรียงกันเป็นตึกบ้างรถบ้าง
บางทีก็หยิบออกมาจะเปิดหาแต่เล่มที่มีรูปภาพ บ่อยครั้งที่หนังสือถูกนำมาวางกองไว้เต็ม
แล้วหลังจากนั้นไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของบ้านก็จะได้ยินเสียงเรียกชื่อให้ผมมาเอาหนังสือไปเก็บที่เดิม
ครั้งหนึ่งแม่เล่าให้ฟังว่า ตัวฤทธิ์อย่างผมแหงนหน้าทะเลาะกับแม่ปาวๆว่า
ผมอ่านหนังสือไม่ออก ผมเก็บไม่เป็นหรอก....
แต่เรื่องของเรื่องก็คือไม่มีใครเคยบังคับให้อ่านหนังสือเลย ไม่ว่าจะหนังสืออ่านเล่นหรือหนังสือเรียน
ทุกคนต่างอ่านให้เห็นเอง และการได้อยู่ในโลกที่มีแต่หนังสือก็ทำให้หยิบขึ้นมาอ่านเองเวลาไม่มีอะไรทำ
แม่เคยพูดครั้งหนึ่งเรื่องหนังสือว่า อ่านอะไรได้ก็อ่านไปเถอะ อ่านมากๆเข้าก็จะรู้จักแยกแยะไปเอง
อย่าอ่านหนังสือแบบจัดอันดับหนึ่งสองสาม เพราะหนังสือทุกเล่มมีคุณค่าทั้งนั้น
ถ้ายิ่งอ่านมากขึ้นก็จะเห็นว่าการอ่านทำให้เราตัวเล็กลงทุกที เราแทบจะไม่มีความหมาย
เพราะมีเรื่องราวในโลกที่เรายังไม่รู้อีกเยอะ เวลาผมปิดเทอมกลับบ้านก็จะใช้เวลาอ่านแต่หนังสือ
ตะลุยอ่านจนแม่ต้องวางแผนให้ออกนอกบ้านเพื่อไปเจอคนอื่นบ้าง คุณยายต้องแกล้งจ้างให้ไปทำโน่นทำนี่
ผมมีคนสนิทอยู่คน เขาจะตระเวนหาหนังสือเช่ามาให้ผมอ่าน การ์ตูน เรื่องแปล
เรื่องสั้น เรื่องยาวทุกชนิดเป็นอาหารที่ไม่เคยทำให้อิ่ม สิ่งเหล่านี้กลับกันกับตอนเด็กๆ
เพราะพอกลับบ้านได้อ่านหนังสือ นั้นคือโลกแห่งการผจญภัย พอออกนอกบ้านอารมณ์จะนิ่งๆเหมือนผ่านการทำสมาธิมาแล้ว
โลกข้างนอกเป็นโลกแห่งการสังสรรค์ การมีมารยาทบนโต๊ะอาหาร การประพฤติตัว
กลับกลายเป็นเรื่องของกรอบและระเบียบวินัย ความชาชินทำให้ผมไม่ค่อยตื่นเต้นกับมันเท่าไหร่นัก
หนังสือจึงเป็นทางเดียวที่โลกจะปราศจากความอึกทึก ผมมีหนังสือในความทรงจำมากมายในวัยนั้น
To Kill a Mocking Bird ของฮาเปอร์ ลีเคยทำให้ผมน้ำตาตกตอนอายุสิบสี่ อมาญาส์ของจันทรำไพ
โลกสีครามของท่านมุ้ย พระจันทร์กระดาษและหนังสือแปลของเทศภักดิ์ เจ้าพ่อของลุงอาจินต์
ตะวันยอแสงของทมยันตี หนังสือของดอกไม้สด เรียกว่าขอให้อยู่ในตู้หนังสือ
ไม่ว่าจะของใครก็จะไล่อ่านไปทีละเล่มด้วยความสนุก แต่ก็ยังคิดอยู่ดีว่าเวลามีน้อย
ปิดเทอมอ่านไม่ทัน ทำไงดีถึงจะได้อ่านหนังสือแบบฟูลไทม์
ครั้งแรกที่บอกแม่เรื่องอยากเรียนวรรณคดี แม่ถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความรู้ทัน
เพราะแม่รู้ว่าผมขี้เกียจอ่านหนังสือเรียน แล้วผมอยากจะเอาหนังสืออ่านเล่นมาเป็นหนังสือเรียนแทน
เพราะคาดเดาเอาไว้ว่าชีวิตนี้คงมีความสุขไม่น้อย แต่พอแม่ถามว่าทำไม ผมกลับตอบว่า
ผมชอบประวัติศาสตร์ อยากรู้ประวัติของหนังสือตามลำดับสมัย แล้วหนังสือเป็นเบ้าหลอมที่ดีทางความคิด
ผมตอบไปงั้นจริงๆโดยยังไม่เคยอ่านเรื่อง Crucible ของอาเธอร์ มิลเลอร์
และไม่รู้จักความยากถึงที่สุดของปู่เช็คสเปียร์ ไม่รู้ว่าเกอร์ทรูดจะพูดอะไรกับคลอดิอุส
ไม่รู้ว่าโอดิปุสทำไมถึงต้องตาบอด และไม่รู้ว่าการบ่นของนายอเล็กซานเดอร์
พอร์ทนอยจะทะลึ่งมากขนาดนี้ แต่การเรียนในตอนนั้นต้องถือเป็นความสุขแห่งชีวิต
เพราะยิ่งเพาะนิสัยการอ่านให้ผมอย่างจริงจัง ผมกลายเป็นคนชอบอ่านหนังสือ
การพบเจอกันของผู้คนเป็นเรื่องการคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากเรื่องราวที่ได้อ่าน
ดอกไม้ ใบหญ้า ท้องฟ้า นโปเลียน* ทุกอย่างมีความหมาย ทุกหน่วยความคิดมีค่าแม้แต่ความคิดที่อยู่ตรงข้ามกับเรา
และผมเชื่อว่าการอ่านทำให้เราปลดเปลื้องจากความเป็นตัวตน ผมก็ตอบไม่ถูกว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น
แต่ผมรู้ว่าหลังๆมานี้ ผมอ่านหนังสือได้ทุกประเภท แล้วแต่สภาวะอากาศและอารมณ์มากกว่า
การเลือกอ่านหนังสือขึ้นอยู่กับอารมณ์อ่านในตอนนั้น เช่นถ้าอ่านหนังสือลึกซึ้งมากๆเข้า
แบบ Swann's Way ของ Marcel Proust หลังจากนั้นก็อาจจะอยากอ่านอะไรมันๆแบบ
ข้างหลังโปสการ์ดของหลานเสรีไทย หรือถ้าชีวิตกำลังน่าเบื่อก็อยากอ่านอะไรตื่นเต้นคอขาดบาดตาย
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ การอ่านคือการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น
ครั้งหนึ่งคุณอาจจะนิยมลุ่มหลงนักเขียนสักคนมากกว่าผลงานของเขา เพราะเขาเหล่านั้นมีอิทธิพลทางความคิดต่อวัย
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งผิด แต่เป็นการเติบโตทางวัยของการอ่าน การอ่านจะทำให้เรารู้จักไม่ตัดสินใครด้วยมาตรฐานของตัวเราเอง
เพราะทุกอย่างย่อมมีเหตุผลในตัวมัน การอ่านหนังสือไม่ได้บอกว่าใครดีกว่าใคร
และความมหัศจรรย์ของตัวหนังสือทำให้เรารู้จักเคารพความคิดเห็นของคนอื่น
เพราะในที่สุดแล้ว ก็ยังมีเรื่องอีกมากที่เรายังไม่รู้....
***
หมายเหตุการอ่าน: นโปเลียน*
เป็นชื่อน้องหมา
ผมอ่านหนังสือเฉลี่ยเดือนละหนึ่งพันหน้าซึ่งเป็นนิสัยที่ทำมานานแล้ว เมื่อก่อนเวลาที่ดีที่สุดคือเวลารถติด
ปกติผมเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือซ้ำ แต่มีรายชื่อหนังสือจำนวนหนึ่งที่อยากอ่านซ้ำและนึกออกตอนนี้
หนังสือน่าอ่าน (เป็นการอ่านซ้ำ *อ่านไม่เคยจบ **อยากอ่านมาก)
Pillar of the Earth - Ken Follet Immortality - Milan Kundera
A Wrinkle In Time - Madeleine L'Engle Lord of the Rings - J.R.R. Tolkien*
Galapagos - Kurt Vonnegut Hotel New Hamshire - John Irving
Atlas Shrugged - Ayn Rand** Daisy Fay and the Miracle Man - Fannie Flagg
ผู้ดี ของดอกไม้สด สามก๊ก** เกิดวังปารุกส์ โสดสโมสร ของว.วินิจฉัยกุล**
หนังสือดีที่เพิ่งอ่าน
Pnin- Vladimir Nabokov Being Dead - Jim Crace Genome - Matt Ridley English Passengers - Matthew Kneale รัตนโกสินทร์ - ว.วินิจฉัยกุล จิมกระดุมกับลูคัส
- มิฆาเอล เอนเด้ ปีนตลิ่ง - 'รงษ์ วงศ์สวรรค์ เรื่องรักธรรมดา - รวมเรื่องสั้นสนามหญ้า 2
***
นี้คือหนังสือดีของแม่ที่พูดถึงข้างบน แม่ชอบอ่านหนังสือคัดเลือกตรา
Oprah's Club เนื่องจากรับประกันเหมือนคำขึ้นต้นรายการโอปร่าในยุคใหม่
help you find your spirit...
Open House: Elizabeth Berg
ISBN 0-345-44550-3 Ballantine Books (2000) $7.99, 245 pages
หมายเหตุหนังสือ: เดวิดในหนังสือเด็กเล่มนี้
เป็นเรื่องของผู้เขียนเอง นายเดวิด แชนนอน ซึ่งวันหนึ่งเขากลับบ้านไปเยี่ยมแม่
แม่ส่งสมุดเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นสมุดที่เขาเขียนขึ้นตอนมีอายุห้าขวบ สมุดภาพวาดเล่มนั้นเป็นรูปวาดในท่าต่างๆที่เขาทำในสิ่งที่แม่บอกว่าอย่าทำ
แล้วในนั้นมีตัวหนังสืออยู่ประโยคเดียวทั้งเล่มว่า No,David! เขาบอกว่านั้นเป็นประโยคเดียวที่แม่ชอบพูด
เขาจึงเอาสมุดเล่มนั้นมาวาดขยายเพื่อแทนความทรงจำจากในวัยเด็ก หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัล
Caldelcott Honor Book ปี 1998 สำหรับเด็กที่มีวัย 4-8 ปี หนังสือเล่มต่อมาในชุดเดียวกันนี้คือ
David Goes to School. ในปี 1999
No, David!: David Shanon
ISBN 0-590-93002-8 Blue Sky Press (1998) $14.95, 32 pages
|