เมื่อความปีติยินดีและความปวดเศียรเวียนเกล้าจากพิธีแต่งงานได้ผ่านไปแล้ว นั่นคือหลังจากที่ความสับสนและมนต์ขลังของมันจบลง (ยังไม่ต้องคิดถึงสุนทรพจน์หลังอาหารค่ำที่น่าขายหน้าจากบิดาของเบลินดา ที่มาพร้อมกับสไลด์ครอบครัว) และหลังจากงานฮันนีมูนผ่านไปแล้ว (ถึงแม้จะไม่ได้จบสิ้นโดยสิ้นเชิงก็ตาม) และยังไม่ทันที่ผิวสีแทนใหม่ๆ ของทั้งคู่จะจางลงในฤดูใบไม้ร่วงของอังกฤษ เบลินดาและกอร์ดอนก็ปลงใจจะจัดการแกะของขวัญแต่งงานพร้อมทั้งเขียนจดหมายขอบคุณ ซึ่งเป็นคำขอบคุณสำหรับผ้าขนหนูทั้งหมดและที่ปิ้งขนมปังทั้งสิ้น และยังรวมถึงเครื่องทำน้ำผลไม้และเครื่องทำขนมปัง ชุดช้อนส้อมและชุดถ้วยชาม และยังเครื่องทำน้ำชาและผ้าม่านอีกด้วย
"เอาล่ะ คำขอบคุณสำหรับของชิ้นใหญ่เสร็จแล้ว ยังมีอะไรเหลืออีกบ้างล่ะ?" กอร์ดอนกล่าว
"ของในซอง" เบลินดาตอบ "คงจะเป็นพวกเช็คน่ะค่ะ"
มีเช็คหลายใบ ทั้งบัตรของขวัญ และยังมีบัตรหนังสือมูลค่าสิบปอนด์จากป้าแมรีของกอร์ดอน เขาบอกเบลินดาว่าป้ายากจนยังกับอะไรดีแต่น่ารักมาก ป้าให้คูปองหนังสือกับเขาทุกวันเกิดตั้งแต่เขาจำความได้ ที่ใต้สุดของกองจดหมายเป็นซองสีน้ำตาลคล้ายซองธุรกิจขนาดใหญ่
"อะไรคะ?" เบลินดาถาม
กอร์ดอนเปิดซองแล้วหยิบกระดาษสีครีมค่อนข้างใหม่ที่มีรอยฉีกด้านบนและล่างออกมา ถ้อยคำในนั้นพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด ซึ่งเป็นสิ่งที่กอร์ดอนไม่ได้เห็นมาแล้วหลายปี เขาอ่านเนื้อความในนั้นช้าๆ
"อะไรหรือคะ?" เบลินดาถาม "จากใครกัน?"
"ไม่รู้สิ" กอร์ดอนตอบ "จากใครสักคนที่ยังมีเครื่องพิมพ์ดีด แต่ไม่ได้ลงชื่อไว้"
"เป็นจดหมายหรือคะ?"
"ไม่เชิง" กอร์ดอนตอบแล้วเกาจมูก พลางอ่านทวนอีกรอบ
  "ฮื่อ" เธอเอ่ยด้วยเสียงโกรธๆ (แต่เธอไม่ได้โกรธจริงๆ หรอก เธอกำลังมีความสุข เธอตื่นมาตอนเช้าแล้วดูว่าจะยังมีความสุขเหมือนตอนหลับลงในคืนก่อนหรือไม่ หรือยังสุขเท่ากับตอนที่กอร์ตอนปลุกให้เธอตื่นกลางดึกด้วยการเคลื่อนมาสัมผัสตัวเธอ หรือเมื่อเธอปลุกเขา และเธอก็ยังมีความสุขดี) "แล้วมันอะไรกันล่ะ?"
"เป็นคำบรรยายของงานแต่งงานเราน่ะ" เขาบอก "เขียนไว้ดีมากเลย ดูสิ" เขาส่งต่อให้เธอ
เบลินดาอ่านดู
ในวันที่แจ่มใสของต้นเดือนตุลาคม กอร์ดอน โรเบิร์ต จอห์นสัน และเบลินดา คาเรน อบิงดัน ให้คำสัตย์ว่าทั้งคู่จะรักกัน จะช่วยเหลือและให้เกียรติซึ่งกันและกันตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ เจ้าสาวดูเฉิดฉันท์และน่ารัก เจ้าบ่าวดูกังวลแต่ก็ภูมิใจและปลาบปลื้มอย่างยิ่ง
เนื้อความเริ่มต้นอย่างนี้ และได้บรรยายต่อไปถึงพิธีการและงานเลี้ยงด้วยความชัดเจน เรียบง่าย และน่าขัน
"น่ารักจัง" เธอเอ่ย "แล้วหน้าซองเขียนว่าอะไรบ้าง?"
"'พิธีสมรสของกอร์ดอนกับเบลินดา'" เขาอ่านหน้าซอง
"ไม่ลงชื่อเลยหรือ? ไม่มีบอกว่าใครส่งมาให้เลยหรือคะ?"
"ฮื่อ"
"เป็นของที่น่ารักและช่างคิดมาก" เธอว่า "ไม่ว่าจะมาจากใครก็ตาม"
เธอดูในซองว่ามีอะไรในนั้นที่ไม่ทันมองหรือไม่ อย่างเช่นโน้ตจากเพื่อนของเธอ (หรือเพื่อนของเขา หรือของทั้งคู่) แต่ไม่มีอะไรอยู่เลย ด้วยความกึ่งโล่งใจที่ไม่ต้องเขียนจดหมายขอบคุณเพิ่มอีกฉบับ เธอเก็บกระดาษสีครีมลงซองจดหมาย แล้วเก็บซองลงในกล่องที่เก็บเมนูงานเลี้ยงแต่งงาน บัตรเชิญ และนามบัตรช่างภาพ กับกุหลาบขาวหนึ่งดอกจากช่อดอกไม้เจ้าสาว
กอร์ดอนเป็นสถาปนิก เบลินดาเป็นสัตวแพทย์ งานของทั้งสองไม่ใช่เป็นแค่อาชีพ แต่เป็นงานที่รักที่จะทำอย่างแท้จริง ทั้งคู่อายุยี่สิบต้นๆ ยังไม่เคยแต่งงาน และไม่เคยแม้แต่จะจริงจังใกล้ชิดกับใครมาก่อน ทั้งสองได้พบกันเมื่อกอร์ดอนพาโกลดี้ สุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์อายุสิบสามปี ที่จมูกเป็นสีเทาและเป็นอัมพาตไปครึ่งตัวมาให้เบลินดาช่วยให้มันจากไปอย่างสงบ เขามีสุนัขตัวนี้ตั้งแต่เด็ก และยืนยันจะอยู่กับมันจนนาทีสุดท้าย เบลินดาจับมือตอนที่เขาร้องไห้ และเธอก็กอดเขาแน่นอย่างปุบปับและอย่างไม่เหมาะควรกับอาชีพ ราวกับว่าเธอจะคั้นเอาความเจ็บปวดสูญเสียและความเศร้าออกมาได้ ฝ่ายหนึ่งถามอีกฝ่ายว่าจะเจอกันตอนเย็นที่ผับแถวนั้นได้ไหม และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครแน่ใจว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายขอแต่งงาน
ในการแต่งงานสองปีแรกนั้น ทั้งคู่มีความสุขดี บางทีก็ถกเถียงกันเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บ้าง และนานๆ ครั้งก็จะมีการทะเลาะกันรุนแรงในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ซึ่งจบลงด้วยการคืนดีทั้งน้ำตา ทั้งคู่จะร่วมรักและจูบเช็ดน้ำตาของอีกฝ่าย พลางกระซิบคำขอโทษจากใจที่ริมหู เมื่อแต่งงานได้ครบสองปี ซึ่งนับเป็นเวลาหกเดือนหลังจากเบลินดาหยุดยาคุม เบลินดาก็ตั้งครรภ์
กอร์ดอนเอาสร้อยข้อมือฝังทับทิมเล็กๆ ให้เบลินดา เขาเปลี่ยนห้องว่างให้เป็นห้องเด็กอ่อน ติดวอลเปเปอร์ด้วยตนเอง วอลเปเปอร์มีแต่ลายการ์ตูนของตัวละครในเพลงกล่อมเด็กเช่น โบปีพน้อย ฮัมพ์ตี้ดัมพ์ตี และจานที่วิ่งหนีช้อน เป็นลวดลายอย่างนี้ซ้ำกันไปมาไม่รู้จบสิ้น
เบลินดากลับจากโรงพยาบาลกับเมลานีตัวน้อยในเปลเด็ก แม่ของเบลินดามาอยู่ด้วยหนึ่งอาทิตย์ โดยนอนที่โซฟาห้องรับแขก
ในวันที่สามที่แม่มาอยู่ด้วย เบลินดาเอากล่องงานแต่งงานมาอวดแม่ พร้อมทั้งรำลึกความหลังไปด้วย งานแต่งงานนั้นดูจะเป็นเรื่องเก่าแก่นมนานมาแล้ว ทั้งคู่ยิ้มให้กับสีน้ำตาลแห้งๆ ที่เคยเป็นกุหลาบขาว เดาะลิ้นกับเมนูและบัตรเชิญ ที่ใต้กล่องมีซองสีน้ำตาลขนาดใหญ่วางอยู่
"'การแต่งงานของกอร์ดอนกับเบลินดา'" แม่ของเบลินดาอ่านหน้าซอง
"เป็นคำบรรยายงานแต่งงานของเราน่ะ" เบลินดาบอก "น่ารักมากๆ เลย แล้วยังมีตอนที่บอกสไลด์โชว์ของพ่อด้วย"
เบลินดาเปิดซองแล้วหยิบกระดาษสีครีมออกมา เธออ่านเนื้อความในกระดาษแล้วชักสีหน้า เธอเก็บกระดาษนั้นโดยไม่ได้เอ่ยอะไร
"ให้แม่ดูหน่อยไม่ได้หรือ ลูกจ๋า" แม่เอ่ยขึ้น
"หนูว่ากอร์ดอนเล่นตลกอะไรแน่เลย" เบลินดาตอบแม่ "ไม่ใช่ตลกดีๆ ด้วย"
เบลินดาอยู่บนเตียง กำลังให้นมเมลานี เธอเอ่ยกับกอร์ดอนขณะที่เขามองดูภรรยาและลูกด้วยรอยยิ้มกระดากในหน้า "คนดี ทำไมถึงเขียนอะไรอย่างนั้นล่ะคะ"
"เขียนอะไร?"
"ในจดหมายน่ะ เรื่องงานแต่งงาน คุณก็รู้นี่"
"ผมไม่รู้เรื่อง"
"ไม่ได้ตลกเลยนะ"
เขาถอนใจ "นี่มันเรื่องอะไรกัน"
เบลินดาชี้ไปที่กล่องแต่งงานที่เธอเอาขึ้นมาชั้นบน และวางไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้ง กอร์ดอนเปิดกล่องแล้วเอาซองจดหมายออกมา "หน้าซองมันเขียนไว้อย่างนี้เหรอ?" เขาถาม "ผมนึกว่ามันเขียนเกี่ยวกับพิธีแต่งงานของเราเสียอีก" เขาเอากระดาษสีครีมที่ขอบฉีกขาดออกมา แล้วก็ย่นหน้าผาก "ผมไม่ได้เขียนนะ" เขาพลิกกระดาษแล้วดูในพื้นที่ว่าง ราวจะหวังให้มีอะไรอื่นเขียนอยู่ในนั้น
"คุณไม่ได้เขียนหรือคะ?" เธอถาม "ไม่ได้เขียนแน่นะ?" กอร์ดอนส่ายหน้า เบลินดาเช็ดหยดนมจากคางทารกน้อย แล้วบอกว่า "ฉันเชื่อคุณค่ะ ฉันนึกว่าคุณเขียนมันเสียอีก แต่คุณไม่ได้เขียน"
"ผมเปล่า"
"ให้ฉันดูอีกทีสิคะ" เขาส่งกระดาษให้เธอ "แปลกมากเลย มันไม่ตลกเลยนะ และยังไม่ได้เป็นจริงด้วย"
เนื้อความที่พิมพ์ในกระดาษเป็นคำบรรยายสั้นๆ ของสองปีที่ผ่านมาของกอร์ดอนและเบลินดา ตามข้อความในนั้น สองปีที่แล้วไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนัก หลังแต่งงานได้หกเดือน เบลินดาถูกสุนัขปักกิ่งกัดที่แก้ม รอยกัดนั้นรุนแรงจนเธอต้องเย็บแผล ซึ่งการเย็บนั้นได้ทิ้งรอยแผลเป็นน่าเกลียดเอาไว้ ซ้ำร้ายกว่านั้น เส้นประสาทยังถูกทำลาย เธอเริ่มดื่มเหล้า ซึ่งอาจจะเพื่อลดความเจ็บปวด เธอแคลงใจว่ากอร์ดอนจะนึกรังเกียจใบหน้าของเธอ และข้อความก็บอกว่าลูกน้อยนั้นเป็นความพยายามอันสิ้นหวังที่จะเป็นกาวใจของคู่แต่งงาน
"ทำไมพวกเขาต้องเขียนอย่างนี้ด้วยล่ะ?" เธอถาม
"พวกเขา?"
"ใครก็ช่างที่เขียนอะไรร้ายๆ อย่างนี้" เธอลูบนิ้วไปที่แก้มของเธอ แก้มนั้นไม่มีรอยราคินใดๆ เธอเป็นหญิงสาวที่สวยมาก ถึงแม้จะดูอ่อนแรงและอ่อนแอในเวลานี้ก็ตาม
"คุณรู้ได้ยังไงว่าเป็น 'พวกเขา' ?"
"ฉันไม่รู้หรอกค่ะ " เธอตอบ แล้วย้ายลูกอ่อนไปที่หน้าอกข้างซ้าย "ดูจะเป็นอะไรที่ต้องทำกันหลายคนนี่คะ เขียนอันใหม่แล้วสลับกับอันเก่า คอยจนเรามาอ่าน . . . โอ๋ เมลานีจ๋า นั่นล่ะๆ เด็กดีของแม่ . . ."
"ทิ้งมันไปดีไหม"
"ดีค่ะ แต่เอ๊ะ ฉันไม่รู้สิคะ ฉันว่า . . ." เธอลูบหน้าผากทารก "เก็บมันไว้ก่อนดีกว่า เราอาจจะต้องการใช้มันเป็นหลักฐาน ฉันไม่รู้ว่าเป็นอะไรที่อัลสร้างเรื่องขึ้นมาหรือเปล่า" อัลเป็นน้องชายคนเล็กของกอร์ดอน
กอร์ดอนเก็บจดหมายลงในซอง และเก็บซองในกล่อง แล้วดันกล่องไปใต้เตียง ซึ่งกล่องนี้ก็ได้ถูกลืมไป
ทั้งคู่ไม่ได้หลับลงนักในสองสามเดือนต่อมา จากการต้องให้นมกลางดึกและเสียงร้องไม่หยุดหย่อน เมลานีเป็นเด็กที่ปวดท้องบ่อย กล่องแต่งงานยังอยู่ใต้เตียง ต่อมา กอร์ดอนได้งานที่เพรสตันที่อยู่ห่างไปทางเหนือหลายร้อยไมล์ เบลินดากำลังอยู่ในระหว่างลางานและยังไม่มีแผนจะกลับไปทำงานในเร็ววัน เธอจึงรู้สึกว่าเป็นความคิดที่เข้าท่ามาก ทั้งคู่จึงย้ายบ้าน
ทั้งสองเจอบ้านทาวน์เฮาส์อยู่บนถนนที่ปูด้วยหิน ตัวบ้านทั้งสูง เก่า และลึก เบลินดาไปทำงานที่สถานสัตวแพทย์แถวนั้นบ้างในบางครั้ง ดูแลพวกสัตว์เล็กๆ และสัตว์เลี้ยง พอเมลานีอายุได้ขวบครึ่ง เบลินดาก็คลอดลูกชาย โดยตั้งชื่อว่าเควินตามชื่อปู่ที่เสียไปแล้วของกอร์ดอน
กอร์ดอนได้เป็นหุ้นส่วนเต็มตัวของบริษัทสถาปนิก พอเควินเริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาล เบลินดาก็กลับไปทำงาน
กล่องแต่งงานนั้นไม่ได้สูญหายไปไหน ยังอยู่ที่ห้องเก็บของชั้นบนของบ้าน อยู่ใต้กอง วารสารสถาปนิก และ รีวิวสถาปัตย์ เบลินดาคิดถึงกล่องนั้นบ้างในบางครั้งคราว และในคืนหนึ่งที่กอร์ดอนไปค้างคืนที่สก็อตแลนด์เพื่อให้คำปรึกษาเรื่องแบบบ้านที่ลูกค้าได้รับตกทอดมา เธอก็ได้ลงมือทำมากกว่าคิด
ลูกทั้งสองหลับแล้ว เบลินดาขึ้นบันไดไปในส่วนของบ้านที่ไม่ได้ตบแต่ง เธอย้ายนิตยสารและเปิดกล่องที่จับด้วยฝุ่นสองปีที่ผ่านมา (ซึ่งไม่ได้ถูกวางทับด้วยนิตยสารใดๆ) ซองจดหมายยังเขียนว่า การแต่งงานของกอร์ดอนและเบลินดา เบลินดาไม่รู้เลยว่าซองนี้เคยจ่าหน้าอย่างอื่นหรือไม่
เธอหยิบกระดาษจากซองและอ่านความในนั้น แล้วก็ต้องวางมันลง เธอนั่งบนชั้นบนของบ้านด้วยตัวสั่นเทาและรู้สึกจะเป็นลม
ในเนื้อความที่พิมพ์ไว้อย่างบรรจงนั้น เควิน ลูกคนที่สอง ไม่ได้เกิดมา แต่แท้งในเดือนที่ห้า นับจากนั้น เบลินดาก็มีแต่ความเครียดแสนสาหัส เนื้อความบอกว่ากอร์ดอนไม่ค่อยได้อยู่บ้าน เพราะเขามีความสัมพันธ์ชู้สาวที่ไม่มีความสุขนักกับหุ้นส่วนอาวุโสในบริษัท เธอคนนั้นเป็นผู้หญิงที่โดดเด่นแต่ขี้กังวลซึ่งอายุมากกว่าเขาเป็นสิบปี เบลินดาดื่มหนักขึ้น และใช้เสื้อคอสูงกับผ้าพันคอปกปิดรอยแผลเป็นใยแมงมุมที่แก้มของเธอ เธอกับกอร์ดอนแทบไม่ได้พูดจากัน นอกจากการทะเลาะเบาะแว้งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตามประสาคนที่หวาดกลัวการทะเลาะครั้งใหญ่ โดยรู้ว่าสิ่งที่ไม่ได้บอกกล่าวนั้นใหญ่หลวงเกินกว่าจะพูดออกมาได้ และเมื่อพูดแล้วก็มีแต่จะทำลายชีวิตทั้งคู่ลง
เบลินดาไม่ปริปากถึง งานแต่งงานของกอร์ดอนและเบลินดา ฉบับล่าสุดเลย แต่เขาก็ได้อ่านด้วยตัวเองในอีกหลายเดือนต่อมา เมื่อแม่ของเบลินดาป่วย และเธอต้องลงไปทางใต้หนึ่งอาทิตย์เพื่อดูแลแม่
เนื้อความในกระดาษที่กอร์ดอนหยิบจากซองแสดงภาพชีวิตแต่งงานที่คล้ายคลึงกับที่เบลินดาได้อ่าน ถึงแม้ว่าในตอนนี้ เนื้อความจะบอกว่าความสัมพันธ์ของเขากับเจ้านายได้จบลงอย่างเลวร้าย และงานของเขาก็อยู่ในภาวะวิกฤติเป็นอย่างยิ่ง
กอร์ดอนชอบเจ้านายของเขา แต่ก็ไม่อาจคิดในทางชู้สาวกับเธอได้ เขาชอบงานของเขา แม้ว่าจะอยากได้งานที่ท้าทายกว่าที่เป็นอยู่ก็ตาม
อาการของแม่เบลินดาดีขึ้น เบลินดากลับบ้านภายในหนึ่งอาทิตย์ สามีและลูกๆ ก็เบาใจและยินดีที่ได้พบเธออีก
กอร์ดอนพูดถึงซองจดหมายนี้กับเบลินดาอีกในวันก่อนคริสต์มาส
"คุณก็ได้อ่านมันแล้วใช่ไหม?" ทั้งคู่ย่องไปในห้องนอนเด็กในคืนนั้นเพื่อใส่ของในถุงเท้าที่แขวนไว้ กอร์ดอนรู้สึกสุขใจเต็มตื้นขึ้นมาเมื่อได้เดินไปรอบบ้านและได้ยืนข้างเตียงลูก แต่ความสุขนั้นแปดเปื้อนไปด้วยความเสียใจใหญ่หลวง ด้วยความรู้ว่านาทีความสุขเหล่านี้ไม่ยั่งยืนนาน และไม่มีใครหยุดยั้งกาลเวลาได้
เบลินดารู้ว่าเขาพูดถึงอะไร "ค่ะ" เธอตอบ "ฉันอ่านแล้ว"
"คุณคิดว่ายังไง?"
"ฉันไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องตลกล้อเล่นแล้ว ไม่ใช่กระทั่งตลกร้าย" เธอตอบ
"อืมม์" เขาว่า "แล้วมันคืออะไรล่ะ"
ทั้งคู่นั่งในห้องนั่งเล่นตอนหน้าของบ้านด้วยแสงริบหรี่ ฟืนที่ไหม้บนถ่านหินส่องประกายสีส้มเหลืองไปรอบห้อง
"ฉันคิดว่ามันคือของขวัญแต่งงานจริงๆ" เธอบอกเขา "เป็นการแต่งงานที่เราไม่ต้องมี สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นแต่บนนั้น ในหน้ากระดาษ แต่ไม่ใช่ในชีวิตเรา แทนที่เราจะต้องใช้ชีวิตอย่างนั้น เรากลับแค่อ่านมัน รับรู้ว่ามันอาจเป็นเช่นนั้นได้ แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง"
"คุณว่ามันเป็นเวทมนตร์หรือ?" ปกติเขาจะไม่พูดออกมาเช่นนี้ แต่นี่เป็นคืนก่อนคริสต์มาส และในตอนค่ำแล้ว
"ฉันไม่คิดว่าเป็นเวทมนตร์หรอกค่ะ" เธอเอ่ยเรียบๆ "มันเป็นของขวัญแต่งงาน ฉันว่าเราควรเก็บมันไว้ให้ดี"
หลังคริสต์มาส เธอย้ายซองจดหมายจากในกล่องมาไว้ในลิ้นชักเก็บเครื่องประดับ ซึ่งเธอลงกุญแจไว้ ซองจดหมายวางอยู่ใต้สร้อยคอ แหวน สร้อยข้อมือ และเข็มกลัด
ฤดูใบไม้ผลิกลายเป็นหน้าร้อน ฤดูหนาวกลายเป็นฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง
กอร์ดอนเหนื่อยหนัก ยามกลางวัน เขาทำงานให้ลูกค้า ออกแบบและติดต่องานกับผู้รับเหมาและคนก่อสร้าง ตกกลางคืนเขาจะอยู่ดึกดื่น ทำงานให้ตัวเองโดยออกแบบพิพิธภัณฑ์และแกลลอรี รวมทั้งตึกสาธารณะสำหรับงานประกวด บางครั้งการออกแบบของเขาก็ได้รับคำยกย่อง และได้ตีพิมพ์ในวารสารสถาปนิก
เบลินดาทำงานกับสัตว์ใหญ่ขึ้น ซึ่งเธอชอบใจที่ได้ไปเยี่ยมเกษตรกรและตรวจรักษาม้า แกะ วัว บางครั้งเธอก็เอาลูกติดตัวไปทำงานด้วย
โทรศัพท์เคลื่อนที่ของเธอดังขึ้นตอนที่กำลังตรวจแพะที่ตั้งท้อง แพะตัวนี้ไม่อยากให้ใครจับ และยิ่งไม่อยากให้ใครมาตรวจร่างกาย เธอถอยจากสนามรบ ทิ้งให้แพะจ้องเธอข้ามทุ่งและรับโทรศัพท์ "ค่ะ"
"รู้อะไรไหม?"
"คุณคะ ฮื้อ คุณถูกล็อตเตอรี่หรือไง?"
"เปล่า แต่ใกล้ล่ะ งานออกแบบพิพิธภัณฑ์มรดกอังกฤษของผมติดในรายชื่อเข้าชิงสุดท้าย ผมต้องเจอคู่แข่งหินๆ แต่ผมก็ติดอันดับสุดท้าย"
"ดีจังเลยค่ะ!"
"ผมคุยกับมิสซิสฟุลไบรท์แล้วให้ช่วยดูแลลูกเราคืนนี้ เราไปฉลองกัน"
"ดีเลยค่ะ ฉันรักคุณนะคะ" เธอบอก "แต่ตอนนี้ขอกลับไปดูแพะก่อน"
ทั้งคู่ดื่มแชมเปญมากเกินไป กับมีอาหารฉลองที่ดีมาก ในห้องนอนคืนนั้น เมื่อเบลินดาถอดตุ้มหู เธอบอกว่า "ดูกันไหมว่าของขวัญแต่งงานเขียนว่าอะไร?"
เขามองเธอด้วยสีหน้าจริงจังจากเตียง เขาใส่แต่ถุงเท้า "อย่าดีกว่า คืนนี้เป็นคืนพิเศษ จะทำให้เสียไปทำไมล่ะ"
เธอวางตุ้มหูในลิ้นชักเครื่องประดับแล้วลงกุญแจ แล้วเธอก็ถอดถุงน่อง "นั่นสิคะ ยังไงฉันก็เดาได้ว่ามันจะบอกว่าอะไร ฉันเมาและเครียด แล้วคุณก็เป็นคนขี้แพ้ที่น่าสงสาร แล้วระหว่างนั้น เราก็ . . . ที่จริงฉันมึนนิดๆ แล้ว แต่ไม่ใช่อย่างนั้นนะ มันอยู่ก้นลิ้นชักอย่างกับรูปวาดในห้องใต้หลังคาในหนังสือ รูปของดอเรียน เกรย์
"'และเรารู้ว่าเป็นเขาก็เพราะแหวนเท่านั้น' ผมจำได้ล่ะ ผมอ่านตอนเรียน"
"นี่ล่ะที่ฉันกลัว" เธอว่าพลางใส่ชุดนอนผ้าฝ้าย "ว่าในกระดาษจะเป็นภาพชีวิตแต่งงานของเราจริงๆ ในตอนนี้ แต่ที่เรามีอยู่คือแค่รูปภาพเท่านั้น ว่าในกระดาษนั้นคือความจริง แต่เราไม่ใช่ คือว่า" เธอเอ่ยอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยความมึนเมาเล็กน้อย "คุณไม่คิดว่าที่เรามีอยู่นี่มันดีเกินไปหรอกหรือคะ?"
เขาพยักหน้า "บางครั้งนะ แต่คืนนี้น่ะใช่แน่"
เธอสั่นเทา "บางทีฉันอาจจะเมาด้วยรอยกัดหมาที่แก้ม แล้วคุณก็นอนกับใครไม่เลือกหน้า เควินไม่ได้เกิดมา และ-- และอะไรเลวร้ายต่างๆ นั้น"
เขาลุกขึ้นเดินไปหาเธอแล้วโอบเธอไว้ "แต่มันไม่จริงนี่" เขาชี้ให้เห็น "นี่คือความจริง คุณก็จริง ผมก็จริง พิธีแต่งงานนั่นเป็นแค่เรื่องเล่า เป็นแค่คำพูด" แล้วเขาก็จูบเธอแล้วกอดเธอแน่น แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรกันต่อมากนักในคืนนั้น
เป็นเวลาหกเดือนต่อมาที่การออกแบบพิพิธภัณฑ์มรดกแห่งอังกฤษของกอร์ดอนได้ประกาศว่าเป็นการออกแบบชนะเลิศ ถึงแม้ เดอะไทมส์ จะบอกว่า "เป็นสมัยใหม่อย่างก้าวร้าวเกินเหตุ" และในวารสารสถาปัตย์หลายฉบับจะบอกว่ามันเชยเกินไป และหนึ่งในกรรมการตัดสินบอกในการสัมภาษณ์กับ ซันเดย์เทเลกราฟ ว่า "เป็นผู้ประกวดที่ประนีประนอม เป็นทางเลือกที่สองของทุกคน"
ทั้งคู่ย้ายไปลอนดอน ทิ้งบ้านในเพรสตันให้ศิลปินคนหนึ่งกับครอบครัว เบลินดาไม่ยอมให้กอร์ดอนขายบ้าน กอร์ดอนทำงานหนักอย่างมีความสุขในโครงการพิพิธภัณฑ์ เควินอายุหกขวบและเมลานีอายุแปดขวบ เมลานีรู้สึกว่าลอนดอนน่ากริ่งเกรง แต่เควินชอบลอนดอนมาก เด็กทั้งคู่เสียใจที่ต้องจากเพื่อนและโรงเรียนเก่าไป เบลินดาหางานนอกเวลาในคลีนิกสัตว์เล็กๆ ในแคมเดนได้ เธอทำงานอาทิตย์ละสามวันในตอนบ่าย เธอคิดถึงพวกวัวของเธอ
เวลาในลอนดอนผ่านไปแรมเดือนและแรมปี แม้ว่าจะมีการปรับงบประมาณบางครั้ง กอร์ดอนก็ตื่นเต้น วันเริ่มสร้างพิพิธภัณฑ์ใกล้เข้ามาทุกที
เบลินดาตื่นมาตอนรุ่งสางของคืนหนึ่ง เธอจ้องสามีที่กำลังหลับในแสงสีเหลืองจากหลอดไฟถนนนอกหน้าต่างห้องนอน แนวผมของเขาลึกลง และผมก็เริ่มบาง เบลินดาคิดว่าจะเป็นอย่างไรที่เธอจะแต่งงานกับชายหัวล้าน เธอคิดว่าก็คงเป็นไปดังที่เป็นมา คือส่วนใหญ่แล้วก็เป็นความสุข เป็นความดีงาม
เธอคิดว่าจะเกิดอะไรกับ ทั้งคู่ ในซองจดหมาย เธอรู้สึกได้ถึงตัวตนของมัน ที่แห้งและเศร้าสร้อยอย่างลึกลับอยู่ในมุมของห้องนอน ลงกุญแจเอาไว้อย่างปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ เธอรู้สึกเสียใจขึ้นมากับเบลินดาและกอร์ดอนที่ถูกกักขังในซองจดหมาย บนหน้ากระดาษเดียวใบนั้น ที่ทั้งคู่เกลียดกันและกันและชังในทุกอย่าง
กอร์ดอนเริ่มกรน เธอจูบเขาอย่างอ่อนโยนที่แก้ม แล้วบอกว่า "ชู่ววว" เขาขยับตัวแล้วเงียบไป แต่ไม่ได้ตื่นขึ้นมา เธอกอดเขาไว้แล้วก็หลับลง
หลังอาหารเที่ยงในวันต่อมา ในระหว่างสนทนากับผู้นำเข้าหินอ่อนจากทัสคาน กอร์ดอนมีสีหน้าประหลาดใจ เอามือทาบอกแล้วบอกว่า "ผมเสียใจเป็นอย่างยิ่งกับเรื่องนี้" แล้วก็เข่าอ่อน ล้มลงที่พื้น คนอื่นเรียกรถพยาบาลแต่กอร์ดอนเสียชีวิตลงแล้วก่อนรถจะมาถึง เขาอายุได้สามสิบหกปี
ผู้ชันสูตรศพบอกผลว่าหัวใจของกอร์ดอนอ่อนแอมาแต่กำเนิด และอาจหยุดทำงานเมื่อไรก็ได้
สามวันแรกหลังจากกอร์ดอนตาย เบลินดาไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่มีความรู้สึกลึกซึ้งหรือเลวร้ายใดๆ ทั้งสิ้น เธอปลอบลูก คุยกับเพื่อนของเธอและเพื่อนของกอร์ดอน กับครอบครัวของเธอและครอบครัวกอร์ดอน รับคำเสียใจอย่างสง่างามและอ่อนโยน ดั่งที่คนๆ หนึ่งจะรับของขวัญอันไม่ได้ร้องขอ เธอฟังผู้คนร้องไห้ให้กอร์ดอน ซึ่งเธอยังไม่ได้ร้องไห้เลย เธอพูดจาแต่สิ่งที่ถูกกาลเทศะ โดยที่เธอยังไม่ได้รู้สึกอันใดเลย
เมลานีที่อายุสิบเอ็ดแล้วดูจะรับได้ดี เควินทิ้งหนังสือและเกมคอมพิวเตอร์ นั่งในห้องนอน จ้องไปนอกหน้าต่างและไม่ต้องการพูดอะไร
หลังงานศพ พ่อแม่ของเบลินดากลับไปนอกเมืองโดยนำหลานทั้งสองไปด้วย เบลินดาไม่ยอมไป เธอว่ายังมีอะไรต้องทำอีกมาก
ในวันที่สี่หลังงานศพ เธอทำเตียงที่เธอและกอร์ดอนเคยใช้ร่วมกัน และเธอก็เริ่มร้องไห้ ก้อนสะอื้นบาดตัวเธอเป็นก้อนความสูญเสียยิ่งใหญ่ที่น่าชัง น้ำตาหยดลงจากหน้าของเธอลงผ้าปูเตียง และน้ำมูกใสก็ไหลจากจมูก เธอนั่งบนพื้นทันใด ดังหุ่นกระบอกที่ถูกตัดเชือกแล้ว เธอร้องไห้เป็นชั่วโมงเพราะรู้ว่าจะไม่มีวันได้เจอเขาอีกแล้ว
เธอเช็ดหน้า เปิดกุญแจลิ้นชักเครื่องประดับ เอาซองออกมาแล้วเปิดดู เธอเอากระดาษสีครีมออกมา แล้วกวาดตาดูคำที่พิมพ์ไว้อย่างบรรจงนั้น เบลินดาในกระดาษใบนั้นขับรถชนขณะมึนเมา ถูกยึดใบขับขี่ไป เธอกับกอร์ดอนไม่พูดกันเลยไปพักใหญ่ เขาตกงานมาแล้วนานปีครึ่ง และวันๆ ก็อยู่กับบ้านที่ซัลฟอร์ด งานของเบลินดาเป็นเงินที่ทั้งคู่ได้มาใช้จ่าย เมลานีเป็นเด็กที่เอาไม่อยู่ เบลินดาทำความสะอาดห้องเมลานีแล้วพบเงินสดเป็นใบละห้าปอนด์และสิบปอนด์ เมลานีไม่ยอมอธิบายว่าเด็กอายุสิบเอ็ดเอาเงินเหล่านี้มาจากไหน ได้แต่เก็บตัวในห้องและจ้องที่พ่อแม่โดยไม่ยอมปริปากเมื่อถูกซักถาม กอร์ดอนและเบลินดาไม่สืบสาวอะไรต่อ ด้วยกลัวในสิ่งที่จะได้รับรู้ บ้านในซัลฟอร์ดชื้นและมืดโทรม จนปูนลอกจากหน้าต่างเป็นขุยกองใหญ่ สามชีวิตในบ้านมีอาการไอเรื้อรังที่น่ารังเกียจ
เบลินดาสงสารพวกเขาเหล่านั้น
เธอเก็บกระดาษในซอง คิดว่าจะเป็นอย่างไรที่จะเกลียดกอร์ดอน ที่เขาจะเกลียดเธอ เธอคิดว่าจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีเควินในชีวิต ไม่ได้เห็นรูปวาดเครื่องบิน ไม่ได้ยินเสียงฮัมเพลงฮิตที่แสนเสนาะของเขา เธอไม่รู้ว่าเมลานี คนที่ไม่ใช่เมลานีลูกของเธอ แต่เป็นเมลานีที่เป็นคนอื่นจะได้เงินมาได้อย่างไร และโล่งใจที่เมลานีของเธอไม่มีความสนใจอื่นใดนอกจากบัลเลต์และหนังสืออีนิด ไบลตัน
เธอคิดถึงกอร์ดอนมากจนความเจ็บปวดระดมทิ่มแทงที่อก เป็นของแหลมที่อาจเป็นก้อนน้ำแข็ง ทำด้วยสิ่งที่เยือกเย็นและเดียวดาย และความรับรู้ว่าเธอจะไม่ได้เห็นกอร์ดอนอีกแล้วในโลกนี้
เธอเอาซองจดหมายไปข้างล่าง ที่ไฟจากเตาผิงเผาไหม้ในรางเหล็ก กอร์ดอนชอบไฟในบ้าน เขาว่าไฟให้ชีวิตชีวากับห้อง เธอไม่ชอบไฟจากถ่านหินเลย แต่เธอก็ได้จุดไฟในเย็นวันนี้จากความเคยชิน และเพราะว่าหากไม่จุดไฟแล้ว ก็จะเป็นการยอมรับต่อตัวเองอย่างแน่ชัดว่า เขาจะไม่มีวันกลับบ้านอีกแล้ว
เบลินดาจ้องที่ไฟสักพัก คิดถึงสิ่งที่เธอมีในชีวิต และสิ่งที่เธอยอมเสียไป อะไรเล่าจะเลวร้ายกว่าการรักใครสักคนที่เขาไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว หรือการไม่รักใครสักคนที่อยู่กับเรา
และในที่สุด เธอก็โยนซองจดหมายทิ้งในกองไฟ เธอมองดูมันโค้งตัว เป็นสีดำ และติดไฟ เธอดูเปลวไฟสีเหลืองเต้นเหนือสีฟ้า
ไม่นานนัก ของขวัญแต่งงานก็ไม่เหลืออะไรนอกจากเถ้าสีดำที่เต้นในอากาศและถูกพัดไปเหนือปล่องไฟและหายไปในยามค่ำคืน เหมือนอย่างจดหมายเด็กถึงแซนตาคลอส
เบลินดานั่งที่เก้าอี้ หลับตา รอให้รอยแผลเป็นเกิดขึ้นบนใบหน้า
จากเรื่อง The Wedding Present ในหนังสือ Smoke and Mirror แปลโดย Fay
Smoke and Mirror : Neil Gaiman
ISBN 0-06-093470-0 Perennial 339 pages, $13.00
Copyright © 2004 faylicity.com
|