| ตึกยาคูเบียน |
| Alaa Al Aswany |
ปี ค.ศ. 1934 ฮากอป ยาคูเบียน ผู้เป็นเศรษฐีและต่อมาเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพยกย่องที่สุดคนหนึ่งจากชุมชนอาร์มีเนียนในอียิปต์ ตัดสินใจสร้างอพาร์ตเมนต์ซึ่งจะตั้งชื่อตามชื่อของตน เขาเลือกทำเลดีที่สุดที่สุเลมานบาชา และว่าจ้างบริษัทวิศวกรรมอิตาลีชื่อดังให้เป็นผู้ก่อสร้าง บริษัทออกแบบตึกงดงาม เป็นตึกสไตล์ยุโรปคลาสสิกสูงสิบชั้น แต่ละชั้นมีหลังคาสูง ประดับประดาระเบียงด้วยรูปใบหน้ากรีกสลักหิน เสา บันได และโถงทางเดินทำจากหินอ่อนธรรมชาติ ใช้ลิฟต์ยี่ห้อชินด์เลอร์รุ่นล่าสุด การก่อสร้างดำเนินไปนานสองปีเต็ม และปรากฏเป็นอัญมณีแห่งงานสถาปัตยกรรมซึ่งเหนือความคาดหมายเสียจนเจ้าของตึกขอให้สถาปนิกอิตาเลียนสลักชื่อ ยาคูเบียน ด้วยตัวอักขระละตินขนาดใหญ่เอาไว้ที่ด้านในประตูทางเข้า ชื่อนี้ติดไฟนีออนสว่างในยามค่ำคืน ราวจะทำให้ชื่อนี้เป็นอมตะและเน้นความเป็นเจ้าของตึกอันหรูหราแห่งนี้
ชนชั้นสูงในสังคมยุคนั้นเข้าพักในตึกยาคูเบียน เช่นเหล่ารัฐมนตรี เจ้าของที่ดินผืนใหญ่ ผู้ผลิตสินค้าจากต่างชาติ และเศรษฐีชาวยิวสองคน (หนึ่งในนั้นมาจากตระกูลมอสเซรีซึ่งเป็นตระกูลดัง) ชั้นล่างของตึกแบ่งพื้นที่ครึ่งหนึ่งให้เป็นโรงจอดรถขนาดใหญ่ พื้นที่นี้อยู่ส่วนหลังของตึกและมีประตูจำนวนมาก เพื่อให้รถของผู้พักอาศัยจอดยามค่ำคืน (ส่วนใหญ่เป็นรถหรูหราเช่น โรลส์รอยซ์ บิวอิก เชฟโรเล็ต) ส่วนพื้นที่อีกครึ่งหนึ่งทางด้านหน้าตึกเป็นร้านค้าใหญ่ขนาดสามคูหาที่ยาคูเบียนใช้เป็นห้องแสดงสินค้าเครื่องเงินจากโรงงานของเขา ห้องแสดงสินค้านี้ดำเนินธุรกิจด้วยดีตลอดสี่ทศวรรษ จากนั้นธุรกิจค่อยๆ ถดถอยลง จนกระทั่งถูกซื้อไปโดย แฮกก์ มูฮัมมัด อัซซาม ซึ่งเปิดร้านใหม่เป็นร้านขายเสื้อผ้า บนชั้นดาดฟ้านั้นมีห้องสองห้องที่มีน้ำไฟพร้อมสำหรับให้คนเฝ้าตึกและครอบครัวพักอาศัย ส่วนอีกฟากหนึ่งของดาดฟ้ามีห้องเล็กๆ 50 ห้อง แต่ละห้องเป็นของห้องพักต่างๆ ในตึก ห้องเล็กๆ เหล่านี้มีขนาดไม่เกินสองคูณสองเมตร ประตูและผนังทำด้วยเหล็กกล้า มีกุญแจปิด ซึ่งเจ้าของห้องพักทุกคนจะได้กุญแจของตน ห้องเหล็กเหล่านี้มีประโยชน์ใช้สอยต่างๆ กันไป เช่นเป็นห้องเก็บอาหาร เป็นที่พักยามกลางคืนสำหรับสุนัข (ถ้าสุนัขนั้นตัวใหญ่และดุร้าย) หรือเป็นห้องซักผ้าซึ่งในยุคนั้น (ก่อนมีเครื่องซักผ้า) หญิงรับจ้างซักผ้าเป็นผู้ซักผ้าในห้องและแขวนตากบนราวที่ดาดฟ้า ห้องเล็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ใช้เป็นห้องพักของคนรับใช้ อาจเพราะผู้พักอาศัยในตึกตอนนั้นเป็นชนชั้นสูงและชาวต่างชาติ ซึ่งไม่อาจคิดภาพว่ามนุษย์จะนอนในสถานที่คับแคบเช่นนี้ได้ พวกเขาจัดเนื้อที่บางส่วนภายในห้องพักอันกว้างขวางหรูหราสำหรับคนรับใช้ (เจ้าของห้องพักบางคนมีห้องขนาดแปดถึงสิบห้องและเป็นสองชั้น เชื่อมกันด้วยบันไดภายใน) ปี ค.ศ. 1952 เกิดการปฏิวัติและทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ชาวยิวและชาวต่างชาติลี้ภัยออกจากอียิปต์ ห้องพักที่ว่างลงเพราะเจ้าของย้ายออกไปถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในยุคนั้น เมื่อถึงทศวรรษ 60 ห้องพักครึ่งหนึ่งมีผู้พักอาศัยเป็นนายทหารยศต่างๆ ตั้งแต่ร้อยโทและร้อยเอกที่เพิ่งแต่งงาน ไปจนกระทั่งพลเอกที่ย้ายเข้ามาอยู่พร้อมครอบครัวใหญ่ พลเอกเอล ดาครูรี (เคยเป็นผู้อำนวยการกองของประธานาธิบดีมูฮัมมัด นากิบ) ได้ครอบครองห้องพักขนาดใหญ่สองห้องติดกันในชั้นที่สิบ ซึ่งเขาใช้ห้องหนึ่งเป็นห้องพักสำหรับตัวเขาและครอบครัว และใช้อีกห้องหนึ่งเป็นสำนักงานเพื่อพบผู้ร้องเรียนต่างๆ ในยามบ่าย ภริยาทหารเริ่มใช้งานห้องเหล็กในรูปแบบที่ต่างจากเดิม ทีแรกพวกหล่อนใช้เป็นห้องพักสำหรับผู้ดูแลบ้าน คนครัว และคนรับใช้สาวๆ จากชนบท ภริยาทหารบางคนมาจากบ้านนอกและไม่เห็นเป็นเรื่องผิดประหลาดอันใดหากจะใช้ห้องเหล็กเหล่านั้นเลี้ยงสัตว์เล็กๆ (กระต่าย เป็ดและไก่) สำนักอำเภอกรุงไคโรตะวันตกได้รับคำร้องเรียนจำนวนมากจากผู้พักอาศัยเรื่องขอไม่ให้มีการเลี้ยงสัตว์บนดาดฟ้า แต่อำนาจของทหารทำให้คำร้องเหล่านี้ไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่งมีผู้พักอาศัยไปร้องเรียนกับพลเอกเอล ดาครูรี ผู้มีอิทธิพลเหนือทหาร และยุติปรากฏการณ์อันไร้สุขอนามัยนี้ลงได้ ในยุค 70 มี "นโยบายเปิดบ้าน" คนร่ำรวยเริ่มย้ายออกจากตัวเมืองไปอยู่ที่เอล โมฮานดีซีนและเมดิเน็ต นาสร์ ผู้พักอาศัยบางคนขายห้องพักในตึกยาคูเบียน บางคนใช้ห้องพักเป็นสำนักงานและคลีนิกสำหรับบุตรชายที่เพิ่งเรียนจบ หรือตกแต่งห้องให้นักท่องเที่ยวอาหรับเช่าพัก ผลที่ตามมาคือสายสัมพันธ์ระหว่างห้องเหล็กและห้องพักค่อยๆ ขาดตอนลง ผู้ดูแลห้องพักและคนรับใช้จำยอมย้ายออกจากห้องพักเพื่อเงิน และสละห้องให้ผู้เข้าพักยากจนที่มาจากชนบท หรือผู้เข้ามาทำงานในเมืองที่ต้องการห้องพักราคาถูกใกล้ที่ทำงาน การเปลี่ยนแปลงนี้ง่ายดายขึ้นจากความตายของนายหน้าชาวอามีเนียนที่เป็นผู้ดูแลตึก นาม มอนเซียร์ กริกอร์ เขาบริหารตึกนี้ให้แก่ท่านเศรษฐีฮากอป ยาคูเบียนด้วยความซื่อสัตย์ถูกต้อง เมื่อถึงเดือนธันวาคม เขาคอยส่งผลกำไรแต่ละปีไปที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่บุตรของยาคูเบียนอพยพไปอยู่หลังเกิดการปฏิวัติ นายหน้าผู้มารับหน้าที่ต่อจากกริกอร์คือเมเทรอ ฟิกริ อับด์ เอล ชาฮีด ทนายความที่ทำทุกอย่างได้เพื่อเงิน เป็นต้นว่าชักส่วนแบ่งก้อนใหญ่จากผู้พักอาศัยเก่าในห้องเหล็ก และจากการทำสัญญาเช่าห้องเหล็กให้ผู้เข้าพักหน้าใหม่ ผลสุดท้ายคือการเติบโตของชุมชนใหม่บนดาดฟ้าซึ่งดำเนินไปโดยไม่เกี่ยวข้องกับห้องพักในตัวตึก ผู้พักหน้าใหม่ของห้องเหล็กบางคนเช่าห้องสองห้องติดกัน เพื่อเป็นห้องพักที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ (ส้วมและห้องอาบน้ำ) ส่วนผู้เข้าพักที่ยากจนมากๆ จะใช้ห้องน้ำร่วมกันระหว่างห้องพัก 3-4 ห้อง ชุมชนดาดฟ้าของตึกจึงคล้ายคลึงกับชุมชนชื่อดังทั่วไปในอียิปต์ เด็กๆ วิ่งเล่นรอบดาดฟ้าโดยไม่สวมรองเท้าและแทบไม่สวมเสื้อผ้า พวกผู้หญิงทำอาหาร นั่งตากแดดซุบซิบนินทา และมักทะเลาะกันบ่อยๆ ยามทะเลาะกันก็ใช้ถ้อยคำดูถูกหยาบคายกล่าวหาเกียรติของกันและกัน แต่ไม่นานก็คืนดีและปฏิบัติต่อกันด้วยดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกหล่อนจูบแก้มกันด้วยริมฝีปากร้อนๆ หรือถึงกับร่ำไห้จากอารมณ์อ่อนไหวและรักใคร่ท่วมท้น ผู้ชายไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการทะเลาะกันของพวกผู้หญิง โดยมองพวกหล่อนเป็นเพียงวัตถุที่แสดงถึงจิตใจบกพร่องซึ่งท่านศาสดาพูดถึง---ขอพระเจ้าอวยพรและให้สันติสุขด้วยเถิด--- พวกผู้ชายบนดาดฟ้าใช้วันแต่ละวันไปกับการดิ้นรนอันขมขื่นและเหน็ดเหนื่อยเพื่อหาเลี้ยงชีพ กลับถึงบ้านด้วยอาการเหนื่อยล้า และร้อนรนที่จะได้ความเพลิดเพลินเล็กๆ น้อยๆ เช่นอาหารร้อนๆ บุหรี่ไม่กี่มวน (หรือกัญชา ถ้ามีเงินพอ) ซึ่งพวกเขาจะสูบตามลำพังหรือสูบกับเพื่อนขณะคุยกันบนดาดฟ้าในคืนฤดูร้อน ความบันเทิงอย่างที่สามคือเซ็กส์ซึ่งผู้คนบนดาดฟ้าชื่นชอบกันมากและไม่เห็นแปลกอันใดที่จะพูดถึงเรื่องนี้ตรงๆ ตราบใดที่ยังอยู่ในข้อที่ศาสนาอนุญาต แต่ก็แปลก ชายบนดาดฟ้าละอายใจที่จะเอ่ยชื่อภรรยาต่อหน้าชายอื่น ซึ่งเป็นนิสัยเดียวกับพวกชนชั้นต่ำทั่วไป พวกเขาอ้างถึงภรรยาว่า "แม่ของชื่อนั้นชื่อนี้" หรือ "เด็กๆ" เช่น "วันนี้เด็กๆ ทำผักมูลูคียา" เพื่อนพ้องจะเข้าใจว่าเขาหมายถึงภรรยา แต่ชายผู้นี้ไม่อับอายการเล่ารายละเอียดความสัมพันธ์ส่วนตัวอันลึกซึ้งกับภรรยาให้ชายอื่นฟัง ดังนั้นพวกผู้ชายบนดาดฟ้าต่างรู้เรื่องกิจกรรมทางเพศของกันและกัน
บางตอนของ The Yacoubian Building Alaa Al Aswany แปลโดย Fay อัล อัสวานีเป็นนักเขียนอียิปต์ The Yacoubian Building (2002) เป็นนิยายเรื่องแรกและสร้างชื่อเสียงให้เขา นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานขายดีระดับนานาชาติ ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ อัล อัสวานีเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาโดยใช้ฉากจากตึกในกรุงไคโรที่เขาเคยเปิดคลีนิกทันตแพทย์ (อาชีพหลักของเขา) ส่วนตัวละครต่างๆ เป็นตัวละครที่เขาสมมติขึ้น Copyright © 2009 faylicity.com |
| . |
๓ มกราคม ๒๕๕๒ |