| ย่า อิลิโก้ อิลลาเรียน และซูริโก้ |
| เฟย์ |
ซูริโก้เป็นเด็กชายบ้านนอกจากหมู่บ้านเล็กๆ ในกูเรีย สาธารณรัฐจอร์เจีย ที่ซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดที่มาถึงเป็นฉบับสัปดาห์ที่แล้ว เราแรกรู้จักซูริโก้เมื่อเขาอายุ 12 ปี ในปี ค.ศ. 1940 ขณะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อันลำบากแร้นแค้น ผู้คนในหมู่บ้านพากันสาปแช่งฮิตเลอร์ ชายหนุ่มจากหมู่บ้านถูกส่งไปรบ หลายคนไม่มีวันกลับมา แต่สำหรับซูริโก้แล้ว วันทุกวันเริงรื่นสดสวย เขามีความสุขและรักหมู่บ้านด้วยเห็นเป็นสถานที่งดงามน่ารื่นรมย์กว่าแห่งใดในโลก ที่นี่มีผู้คนที่เขารักที่สุด คือ ย่าผู้เลี้ยงดูเขามา ลุงอิลิโก้และลุงอิลลาเรียนผู้เป็นเพื่อนบ้าน
ใครได้อ่านเรื่องราวของผู้คนเหล่านี้จะรักพวกเขาอย่างยิ่งเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องของมิตรภาพและผู้คนที่ดีงามที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยเขียนขึ้นมาในโลกนี้ ซูริโก้ใส่ชุดปุๆ ปะๆ เดินเท้าเปล่าไปโรงเรียน จะสวมรองเท้าเฉพาะฤดูหนาวเท่านั้น ซูริโก้ไม่เคยสนใจเรียน แถมเป็นจอมแสบช่างยอกย้อนให้บรรดาครูปวดหัว พฤติกรรมของซูริโก้ทำให้ครูเชิญย่าของเขามาพบที่โรงเรียนบ่อยๆ จน อาจกล่าวได้ว่าย่าไปโรงเรียนกับผมด้วย และผมเชื่อว่านี่เป็นรายเดียวในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แม้ย่าชอบดุด่าให้เขาเรียนหนังสือ แต่จริงๆ แล้วไม่คอยพอใจที่กระทรวงศึกษาธิการบังคับให้เด็กไปโรงเรียนอาทิตย์ละ 6 วัน วันละ 6 ชั่วโมง ลึกๆ แล้วย่าคิดว่าการศึกษานั้นฆ่าคนได้ และแอบสาปแช่งขอให้ครูฉิบหาย ถึงฤดูหนาวยามไม่มีอะไรมาอุดรูโหว่รูรั่วของบ้านเพื่อกันลมเย็นเยียบ ย่าฉีกสมุดการบ้านของซูริโก้มาใช้ประโยชน์ ซึ่งซูริโก้เต็มใจช่วยเหลือด้วยความยินดี คนรักหนังสือคนใดเล่าจะไม่ชอบซูริโก้ เด็กผู้ไม่เคยใส่ใจเรียน ไม่เคยอ่านหนังสือเรียน ในกระเป๋าก็ไม่มีหนังสือเรียน มีแต่หนังสือเช่น เดคาเมรอน, เบ้าหลอมวีรชน, ในหมู่มนุษย์กินคน, ทริสถานและอิโซลด์ ซูริโก้กินเหล้าและสูบยาเส้นตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบสอง ทั้งนี้เพราะย่าต้มเหล้ากินเอง เขาเป็นเด็กปากดี ซึ่งอาจสืบทอดจากย่าที่ด่าเก่งว่าหญิงใดในชนบทแถบนั้น ย่าสวนคำเพื่อนบ้านที่ด่าหมาของย่าว่า อะไรกัน แม่คุณ มูราดาเป็นหมาระยำงั้นเรอะ หล่อนรู้ไว้ด้วย มันมีเทือกเถาเหล่ากอดีกว่าโคตรเหง้าและผัวหล่อนอีกนะยะ! แม้ซูริโก้จะจอมแก่นแต่เขามีด้านอ่อนโยนเช่นกัน เขาชอบดอกไม้มาก ผมสามารถมองดอกไม้ดอกหนึ่ง แล้วเห็นทุ่งหญ้าล้อมไปด้วยดอกไม้ เขาทนไม่ได้เวลาเห็นใครเด็ดดอกไม้เพราะทำให้นึกถึงพวงหรีด คนที่ซูริโก้รักมากอีกสองคนคือ อิลิโก้ และ อิลลาเรียน เฒ่าสารพัดพิษที่เป็นเกลอรักกัน แต่คอยหาเรื่องยั่วโทสะกันตลอดเวลา ไม่เคยพลาดจังหวะเยาะเย้ยถากถางแดกดันให้อีกฝ่ายเจ็บใจ ต่างแกล้งกันแรงๆ โกรธกันจริงๆ แต่รักกันเป็นที่สุด ตัวละครทั้งคู่น่ารักเป็นสีสรรพ์สดใสที่จะทำให้เรายิ้มแล้วยิ้มอีก อิลลาเรียนมีจมูกใหญ่ยาว ทำไวน์ดีที่สุดในหมู่บ้าน ทั้งมีฝีมือในการต้มเหล้าแรงๆ ช่างวิเคราะห์วิจารณ์ ชอบสนทนาเรื่องทางวิทยาศาสตร์ การเมือง และวรรณกรรม และเปี่ยมด้วยความคิดทฤษฎีของตัวเอง ใครจะไปเปลี่ยนความคิดเขาง่ายๆ ละก็อย่าได้หวังเลย ส่วนอิลิโก้มีตาข้างเดียว มีฝีมือการทำยาเส้นชั้นยอด แต่เวลาคนอื่นมาขอยาสูบ เขาชอบเอาสูตรผสมพริกไทยไปให้ อิลิโก้เป็นเจ้าความคิดทฤษฎีไม่แพ้อิลลาเรียน ทั้งสองต่างมีน้ำใจยิ่งใหญ่ แม้ยามทั้งคู่ประชันวาจากันจะทำให้เราหัวเราะ แต่มีเวลาอันน่าประทับใจที่ทำให้เราน้ำตารื้นได้เช่นกัน ใครรักเรื่องชุดผู้เฒ่าของมนัส จรรยงค์ จะรักเฒ่าสองคนและชาวบ้านคนอื่นๆ ในเรื่องนี้ไปด้วย และประทับใจว่าไม่ว่าที่ใดในโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลเมาหรือว็อดก้าองุ่น เหล้าเป็นสิ่งสมานมิตรได้รวดเร็วอย่างประหลาด และบทสนทนาในวงเหล้าของชาวบ้านนั้นสนุกสนานได้มากเพียงไร เมื่ออายุ 14 ปี ซูริโก้ตกหลุมรักเป็นครั้งแรก ซึ่งทำให้เขาถึงกับเขียนบทกวี ซูริโก้บรรยายผู้หญิงที่เขารักได้จับใจด้วยประโยคสั้นๆ ว่าเขามองไรผมของหล่อนตกลงมาระหน้าผาก เธอดูเหมือนภาพเขียนโดยศิลปินผู้มีชื่อเสียง เพียงแต่ว่าผมจำชื่อไม่ได้ เพื่อนของซูริโก้ยืนยันว่าจะบอกรักสาวต้องเขียนจดหมาย และบอกบทให้ซูริโก้เขียนตาม ลองอ่านดูเถิดรับรองว่าเป็นจดหมายรักฮาน่าประทับใจไม่น้อยกว่าที่ดอนกิโฆเต้เขียนถึงแม่หญิงดุลสิเนอา ซูริโก้พิศวงว่าเพื่อนไปสรรหาถ้อยคำเช่นนี้มาจากใด และทราบว่าเพื่อนนำมาจากจดหมายรักที่นักศึกษาสติไม่ดีคนหนึ่งเขียนมาจีบพี่สาว ลุงอิลลาเรียนบอกว่าแม้สาวเจ้าจะไม่ชอบซูริโก้ตอบ ก็ขออย่าหยุดเขียนบทกวี ความรัก, เจ้านกเล็กๆ ตัวนี้ได้วางไข่ไว้ในดวงใจของเอ็งแล้ว ด้วยเวลา... ลูกนกตัวเล็กๆ จะถูกฟักออกมาแล้วหัดบิน และเมื่อนั้นเอ็งจะได้เดินท่องโลก ทุกข์ทรมานด้วยความรัก ซูริโก้เรียนจบชั้นมัธยมปลายอย่างปาฏิหาริย์ หลังจากการประชุมสัมมนาเคร่งเครียดของย่าและลุงๆ จึงตกลงว่าให้ซูริโก้เรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยในเมืองทบิลิซิ เขาต้องจากหมู่บ้านและคนที่รักยิ่งไปไกลแสนไกล ไกลเหมือนจะไม่มีวันพบกัน แม้ไปเรียนต่อในเมืองหลวงแต่ซูริโก้ยังปฏิบัติตนเสมอต้นเสมอปลาย สอบตกเรื่อยมา จนครั้งหนึ่งเขาถึงกับเชื่อคำคนที่ให้เขาสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าขอให้สอบผ่าน ซูริโก้สวดเช่นนี้ พระองค์ทราบไหมว่าคอมมอดิตี้คืออะไร พระองค์ไม่เข้าใจหรือครับ ผมก็เหมือนกัน นั่นล่ะทำไมผมจึงขอร้องพระองค์ให้ช่วยผมสอบครั้งนี้ผ่าน อย่าบอกผมว่าพระองค์ได้ท็อปเมื่อเป็นนักศึกษา ห้องของซูริโก้มีแต่หนังสือ แต่กลับไม่ใช่หนังสือเรียนเลย เป็นหนังสือของบัลซัค, รอแม็ง โรลังด์, วิกเตอร์ อูโก, ดิกเกนส์, โอมาร์ คัยยัม ซูริโก้รักการเรียนหนังสือระดับมหาวิทยาลัยมาก เพราะจะเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียนก็ได้ เวลาเข้าเรียนจะนั่งทำอะไรแม้แต่หลับก็ได้อีกเช่นกัน โดยไม่มีการเชิญตัวย่ามาพบคณบดีแต่ประการใด จะเครียดเพียงเวลาเดียวคือช่วงใกล้สอบไล่เท่านั้น ซึ่งเขาก็ตกมันดะไป แม้จะเข้ามาเรียนหนังสือในเมือง แต่ซูริโก้คิดถึงหมู่บ้านและคนที่เขารักอยู่เสมอ ตั้งใจว่าเรียนจบแล้วจะกลับบ้าน ปลูกองุ่น จะอยู่กับย่า อิลิโก้ และอิลลาเรียนตลอดไป ใครเล่าจะไม่อยากกลับไปพบผู้คนน่ารักเช่นนี้ เรื่องแสนดีนี้เป็นบทกวีที่เขียนจากชีวิตผู้คน เป็นดังน้ำเย็นสดชื่นพรมใจที่บอกเราว่าความรักและมิตรภาพอ่อนหวานเช่นนี้มีอยู่ในโลก ยังมีธรรมชาติ มีผืนดิน ฤดูกาลอันหมุนเวียน ดวงอาทิตย์ การงานและความหวังที่รออยู่ เรื่องของผู้คนเหล่านี้บอกให้เราเชื่อ หวัง และศรัทธาในความดีงามของมนุษย์ คืนวันอันแสนงาม: ย่า อิลิโก้ อิลลาเรียน และผม โนดาร์ ดุมบัดเซ่ เขียน พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. 1960
แปลโดย ทราย ชยา สำนักพิมพ์จันธิมา พ.ศ. 2533 256 หน้า 70 บาท
* บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คนในหนังสือ นิตยสาร ฅ คน ฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ Copyright © 2009 faylicity.com |
| . |
๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ |