* home   ชั้นหนังสือ : เรื่องสั้น
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ
 
Eyes of a Blue Dog
Gabriel Garcia Marquez

แล้วเธอก็มองผม ผมคิดว่าเธอมองผมเป็นครั้งแรก แต่เมื่อเธอหันกลับไปที่หลังเชิงเทียนนั่น และผมยังรู้สึกได้ถึงการจับจ้องที่ลื่นและมันจากเบื้องหลังของผมที่ข้ามไหล่มา ผมก็เข้าใจว่าผมต่างหากที่ได้มองเห็นเธอเป็นครั้งแรก ผมจุดบุหรี่แล้วสูดควันเข้มปร่าเข้าไป ก่อนจะหมุนตัวอยู่ในเก้าอี้ที่ทรงตัวบนขาข้างเดียว หลังจากนั้น ผมก็เห็นเธอที่นั่น ราวกับว่าเธอยืนอยู่ข้างเชิงเทียน และมองมาที่ผมทุกคืนอยู่ตลอดมา เราได้แต่มองกันและกันอย่างนั้นในช่วงนาทีสั้นๆ ผมมองจากเก้าอี้ที่ทรงตัวบนขาหลังข้างเดียว เธอยืนขึ้น มือที่ยาวและเงียบงันข้างหนึ่งวางบนเชิงเทียน เธอจ้องดูผม ผมเห็นเปลือกตาของเธอสุกสว่างขึ้นทุกคืน ชั่วเวลานี้เองที่ผมจะจำเรื่องทั่วๆ ไปได้ แล้วบอกเธอว่า "Eyes of a blue dog" เธอพูดกับผมโดยไม่ได้ละมือจากเชิงเทียนว่า "นั่นล่ะ เราจะไม่มีวันลืมคำนั้น" เธอผละออกจากวงแสง ทอดถอนใจ "Eyes of a blue dog ฉันเขียนมันไว้ทั่วไปหมดเลย"

ผมเห็นเธอเดินข้ามไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง ผมมองเธอที่ปรากฎตัวในกระจกกลม และกำลังมองกลับมาที่ผมอย่างครุ่นคิด ผมเฝ้าดูเธอมองผมด้วยดวงตาคุโชนที่มองมายังผมตอนที่เธอเปิดตลับเล็กๆ ที่ล้อมด้วยมุกสีชมพู ผมเห็นเธอผัดแป้งที่จมูก พอเสร็จ เธอก็ปิดตลับและยืนขี้นอีกครั้ง และเดินข้ามมาที่เชิงเทียน กล่าวขึ้นอีกครั้งหนึ่งว่า "ฉันกลัวว่าใครบางคนจะกำลังฝันถึงห้องนี้ และเปิดโปงความลับของฉัน" แขนที่ยาวและสั่นเทาของเธออังเอาความอบอุ่นอยู่เหนือเปลวไฟ แล้วเธอก็นั่งลงที่หน้ากระจก เอ่ยขึ้นว่า "คุณไม่มีความรู้สึกหนาว" ผมบอกเธอว่า "ก็เป็นบางครั้ง" และเธอก็บอกผมว่า "ตอนนี้คุณต้องรู้สึกไปแล้ว"

แล้วผมก็จะเข้าใจว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียวในห้องนี้ ความเหน็บหนาวคือเครื่องยืนยันความโดดเดี่ยวของผม "ผมรู้สึกขึ้นมาแล้ว" ผมบอก "แปลกนะ เพราะคืนนี้เงียบสงัด หรือว่าผ้าคลุมเตียงจะเลื่อนหลุด"

เธอไม่ตอบอะไรและหันหน้าเข้าหากระจกอีกครั้ง และผมก็หมุนตัวอีกครั้งในเก้าอี้ หันหลังให้เธอ ผมรู้ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่โดยไม่ต้องเห็น ผมรู้ว่าเธอนั่งอยู่หน้ากระจกอีกครั้ง ดูแผ่นหลังของผม ที่ทันเล็ดลอดไปสู่ความลึกในกระจก และจับภาพไว้ได้โดยการมองของเธอ ซึ่งยังเร็วพอที่จะทันเข้าไปยังความลึกในกระจก และย้อนกลับมาก่อนที่มือของเธอจะกลับมาที่ริมฝีปากที่ป้ายให้เป็นสีแดงคล้ำไปแล้วในตอนนี้ จากการขยับมือครั้งแรกของเธอที่หน้ากระจก ผมประจันหน้ากับกำแพงเรียบที่ผมเห็นว่าเหมือนเป็นกระจกที่มองไม่เห็น ผมไม่เห็นตัวเธอที่นั่งอยู่ข้างหลังผมแต่กลับนึกภาพเธอออก เหมือนว่ามีกระจกแขวนอยู่ที่ผนังตรงนั้น

"ผมเห็นคุณ" ผมบอกเธอ และในผนัง ผมก็ได้เห็นเธอราวกับว่าเธอได้เหลือบตาขึ้น และมองเห็นผมในความลึกของกระจก ในแผ่นหลังที่ผมหันให้เธอ ส่วนใบหน้าผมหันเข้าผนัง แล้วผมก็เห็นเธอหลุบตาอีกครั้ง และจับสายตาไปที่เสื้อชั้นในของเธอโดยไม่ได้ปริปากอะไร และผมก็บอกเธออีกครั้งว่า "ผมเห็นคุณ"

เธอเหลือบตาขึ้นจากเสื้อชั้นใน "เป็นไปไม่ได้ค่ะ" เธอบอก ผมถามว่าทำไมล่ะ เธอก็บอกด้วยตาเงียบงันที่จับไปที่เสื้อชั้นในอีกครั้ง "เพราะคุณหันหน้าไปทางฝาผนัง" แล้วผมก็หมุนเก้าอี้กลับมา ผมคาบบุหรี่แน่นในปาก ผมหันหน้าเข้าหากระจกอย่างนั้น และเธอก็เดินกลับไปที่เชิงเทียน มือทั้งสองอยู่เหนือเปลวไฟเหมือนปีกทั้งสองของแม่ไก่ เธอผิงตัวเองและดวงหน้าก็จับด้วยรูปเงาจากนิ้วของเธอ "ฉันว่าฉันจะต้องเป็นหวัด" เธอบอก "นี่ต้องเป็นเมืองแห่งน้ำแข็ง" เธอหันมาด้วยหน้าตรง และผิวหนังที่เปลี่ยนจากเฉดสีทองแดงเป็นแดงจัดก็เศร้าหมองลงทันใด "ทำอะไรสักอย่างเข้าสิ" เธอว่า แล้วเธอก็เริ่มถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น ทีละชิ้น เริ่มจากชุดชั้นใน

ผมบอกว่า "ผมจะหันไปทางผนัง" เธอว่า "ไม่ต้องค่ะ ยังไงคุณก็จะเห็นฉันอย่างที่คุณเห็นตอนหันหลังอยู่ดี" หลังจากข้อความนี้อีกไม่นาน เธอก็เกือบจะถอดเสื้อผ้าออกหมดจด เปลวไฟลามโลมที่ผิวเนื้อสีทองแดงของเธอ

ผมบอกว่า "ผมอยากเห็นคุณอย่างนี้มาตลอด เห็นผิวที่หน้าท้องเต็มไปด้วยร่องลึก เหมือนคุณถูกซ้อมมา" และก่อนที่ผมจะทันรู้ตัวว่าคำพูดของผมตะกุกตะกักไปจากภาพเปล่าเปลือยของเธอ เธอก็หยุดเคลื่อนไหว อังไออุ่นที่เหนือเชิงเทียน แล้วกล่าวว่า "บางครั้ง ฉันคิดว่าตัวเองทำจากโลหะ" เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ตำแหน่งของมือบนเปลวไฟเปลี่ยนไปมาน้อยๆ

ผมบอกว่า "บางครั้งในฝันเรื่องอื่น ผมคิดว่าคุณเป็นแค่หุ่นทองเหลืองตัวเล็กๆ ที่อยู่ตามมุมพิพิธภัณฑ์ นี่อาจเป็นเหตุที่ทำให้คุณหนาวก็ได้" แล้วเธอก็บอกว่า "บางครั้ง ตอนที่ฉันหลับไปที่หัวใจ ฉันรู้สึกว่าเนื้อตัวค่อยๆ เปล่ากลวง และผิวหนังก็เป็นเหมือนแผ่นเหล็ก แล้วตอนที่เลือดสูบฉีดข้างในตัวฉัน ก็ช่างเหมือนมีใครกำลังเรียกด้วยการเคาะที่กระเพาะของฉัน ฉันจับเสียงทองแดงของฉันได้บนเตียง เหมือนอย่าง อะไรนะ อย่างเหล็กชุบน่ะ" เธอเอียงเข้าไปใกล้เชิงเทียนมากขึ้นอีก

"ผมอยากได้ยินคุณ" ผมบอก แล้วเธอก็บอกว่า "ถ้าเราได้มาเจอกัน คุณก็เอาหูแนบชายโครงตอนที่ฉันหลับอยู่ที่ด้านซ้าย แล้วคุณจะได้เสียงตัวฉันสะท้อน ฉันนึกอยากให้คุณทำอย่างนี้มาพักนึงแล้ว" ผมได้ยินเสียงเธอหายใจหนักๆ ขณะที่เธอพูดคุย เธอบอกว่าเธอไม่ได้ทำอะไรต่างจากนี้เลยมาหลายปีแล้ว ชีวิตของเธออุทิศให้กับการตามหาตัวตนผมในความจริง ผ่านด้วยวลีบ่งบอกว่า "Eyes of a blue dog" เธอกล่าวดังๆ ไปตามถนน เสมือนเป็นวิธีการบอกแต่กับบุคคลที่จะเข้าใจเธอได้เท่านั้น "ฉันคือคนที่เข้ามาในความฝันของคุณทุกคืน และบอกคุณว่า 'Eyes of a blue dog'"

เธอบอกว่าเธอเข้าไปในร้านอาหาร และก่อนจะสั่งอาหารก็บอกพนักงานว่า "Eyes of a blue dog" แต่พนักงานโค้งนอบน้อมโดยไม่มีทีท่าจะจดจำได้ว่ามีการพูดคำนี้ออกไปในความฝัน แล้วเธอก็จะเขียนบนกระดาษเช็ดปาก และขูดโต๊ะด้วยมีดว่า "Eyes of a blue dog" เธอจะเขียนด้วยนิ้วชี้ที่หน้าต่างจับไอน้ำในโรงแรม ตามสถานี และตึกรามสาธารณะว่า "Eyes of a blue dog" เธอบอกว่ามีหนหนึ่งที่เธอเข้าไปในร้านขายยา และได้กลิ่นเดียวกับกลิ่นที่เธอได้ในห้องคืนหนึ่ง หลังจากที่เธอได้ฝันถึงผม เธอคิดว่าเขาต้องอยู่ใกล้ๆ และเห็นพื้นกระเบื้องที่สะอาดใหม่ของร้านขายยา เธอจึงไปหาพนักงานและบอกว่า "ฉันเฝ้าแต่ฝัน -- ถึงผู้ชายที่พูดกับฉันว่า 'Eyes of a blue dog'" แล้วเธอเล่าว่าคนขายมองตาของเธอ แล้วบอกเธอว่า "ที่จริงแล้วนะครับ คุณก็มีดวงตาอย่างนั้นจริงๆ" แล้วเธอก็บอกเขาว่า "ฉันจะต้องตามหาผู้ชายที่บอกถ้อยคำเหล่านี้กับฉันในฝัน" พนักงานเริ่มหัวเราะและเดินไปที่อีกฝั่งของเคาน์เตอร์ เธอได้แต่มองที่พื้นกระเบื้องสะอาดเอี่ยมและสูดกลิ่นนั้น แล้วเธอก็เปิดกระเป๋าถือ และเขียนลงบนพื้นกระเบื้องด้วยลิปสติกสีแดงคล้ำเป็นตัวอักษรสีแดงว่า "Eyes of a blue dog" พนักงานกลับมาแล้วบอกว่า "คุณผู้หญิง คุณทำพื้นสกปรกหมดแล้ว" เขาให้ผ้าชุบน้ำกับเธอ บอกว่า "ทำความสะอาดซะ" แล้วเธอก็เล่าที่ข้างเชิงเทียนว่าเธอต้องใช้เวลาตลอดบ่ายคลุกคลานล้างพื้น และบอกว่า "Eyes of a blue dog" จนผู้คนพากันมารุมล้อมที่ประตูและบอกว่าเธอเป็นคนบ้า

ตอนนี้เธอพูดจบแล้ว ผมยังคงอยู่ที่มุมห้อง นั่งโยกตัวบนเก้าอี้ "ทุกวัน ผมต้องพยายามนึกวลีที่จะทำให้ผมพบคุณ" ผมเอ่ยขึ้น "ตอนนี้ผมไม่คิดว่าผมจะลืมมันได้ในวันพรุ่งนี้ แต่ยังไง ผมก็พูดอย่างนี้มาตลอด และพอตื่นขึ้นมาทุกครั้ง ผมก็จะลืมว่าคำที่จะทำให้ผมหาคุณพบคืออะไร" เธอกล่าวว่า "คุณเป็นคนคิดมันเองตั้งแต่วันแรก" ผมบอกเธอว่า "ผมคิดคำนี้ก็เพราะผมเห็นดวงตาขี้เถ้าของคุณ แต่ผมไม่เคยจดจำได้ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นเลย" และเธอที่ยังอยู่ข้างเชิงเทียนก็หายใจเข้าลึกล้ำ มือกำแน่น "ถ้าคุณแค่จะจำได้สักนิดเท่านั้น ว่าฉันเขียนมันลงไปที่เมืองไหน" เธอว่า

ฟันที่ขบแน่นของเธอกระจ่างในแสงไฟ "ผมอยากสัมผัสคุณแล้วตอนนี้" ผมพูด เธอเงยหน้าที่มองดูแสงไฟขึ้นมา เธอเงยการจับจ้องที่ร้อนเร่าเผาไหม้ เหมือนอย่างตัวเธอ เหมือนอย่างมือของเธอ และผมรู้สึกว่าเธอเห็นผม ในมุมที่ผมกำลังนั่งโยกเก้าอี้อยู่ "คุณไม่เคยบอกฉันอย่างนี้มาก่อนเลย" เธอพูด ผมบอกว่า "ผมบอกคุณอยู่ตอนนี้แล้ว และนี่คือความจริง" เธอขอบุหรี่หนึ่งมวนจากข้างเชิงเทียน ก้นบุหรี่สาบสูญไปในระหว่างนิ้วของผม ผมลืมไปแล้วว่าผมกำลังสูบบุหรี่อยู่ เธอบอกว่า "ฉันไม่รู้ว่าทำไมถึงจำไม่ได้ว่าฉันเขียนมันไว้ที่ไหน" แล้วผมก็บอกเธอว่า "เหมือนกับที่ผมจะจำถ้อยคำนั้นไม่ได้ในวันพรุ่งนี้" แล้วเธอก็เอ่ยด้วยความหม่นหมองว่า "ไม่เหมือนหรอก เพียงแต่ว่าบางครั้ง ฉันคิดว่าฉันฝันไปเองเหมือนกันน่ะ"

ผมลุกขึ้นยืนและเดินตรงไปที่เชิงเทียน เธออยู่ห่างไปเล็กน้อย และผมก็เดินเรื่อยไปด้วยบุหรี่และไม้ขีดในมือ และอย่างไรก็จะไปได้ไม่เกินเชิงเทียนนั่น ผมยื่นบุหรี่ให้เธอ เธอคาบไว้ที่ริมฝีปากและหันไปหาเปลวไฟก่อนที่ผมจะทันได้จุดไม้ขีด "ในบางเมืองบนโลกใบนี้ บนฝาผนังทุกที่ ถ้อยคำนั้นจะปรากฎอยู่เป็นตัวเขียน 'Eyes of a blue dog'" ผมบอก "ถ้าหากผมจำมันได้ในวันพรุ่งนี้ ผมก็จะหาคุณพบ"

เธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง และบุหรี่ก็วาบอยู่ระหว่างริมปาก "Eyes of a blue dog" เธอถอนใจ จดจำ บุหรี่ค้างอยู่แถวปลายคาง และดวงตาครึ่งหลับครึ่งลืม เมื่อบุหรี่อยู่ในนิ้วมือ เธอก็ดูดดื่มควันและร้องว่า "นี้เป็นเรื่องอื่นแล้วล่ะ ฉันอุ่นขึ้นแล้ว" เธอพูดด้วยเสียงเรื่อยเรื่อยและบางหวิว ราวกับว่าเธอไม่ได้พูดออกมาจริงๆ แต่เขียนไว้บนกระดาษ และได้นำกระดาษนั้นมาใกล้เปลวไฟ ขณะที่ผมอ่าน "ฉันอุ่นขึ้น..." เธอยังคงถือกระดาษไว้ด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ และพลิกกระดาษกลับราวกับว่าไหม้ไฟไปแล้ว ผมจึงอ่านได้แค่ "...แล้ว" ก่อนที่กระดาษจะมอดไหม้จนหมดสิ้น และทิ้งตัวยับยู่สู่พื้นดิน สลาย หายไปในฝุ่นขี้เถ้าเบาบาง "ดีแล้ว" ผมบอก "บางทีผมก็กลัวที่เห็นคุณเป็นอย่างนั้น เวลาคุณสั่นเทาอยู่ข้างเชิงเทียน"

เราเห็นกันอยู่อย่างนี้หลายต่อหลายปี บางครั้งตอนที่เราอยู่ด้วยกันแล้ว บางคนจะทำช้อนตกอยู่ข้างนอก และเราก็จะตื่นขึ้น เราได้เข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย ว่าความเป็นเพื่อนของเรานั้นด้อยค่ากว่าสิ่งสามัญอื่นๆที่เกิดขึ้น การพบปะของเราสิ้นสุดลงเช่นนี้เสมอ ด้วยเสียงกระทบของช้อนในตอนเช้าตรู่

ในตอนนี้ เธอกำลังมองผมอยู่จากข้างเชิงเทียน ผมจำได้ว่าเธอเคยมองผมอย่างนี้มาก่อนแล้ว ในความฝันแสนไกลที่ผมหมุนเก้าอี้บนขาหลัง และเผชิญหน้ากับผู้หญิงดวงตาสีขี้เถ้าที่แปลกประหลาดคนนี้ ในฝันนั้นเอง ผมได้ถามเธอเป็นครั้งแรกว่า "คุณเป็นใคร?" และเธอตอบว่า "ฉันจำไม่ได้" ผมบอกเธอว่า "แต่ผมว่าเราเคยเจอกันมาก่อนแล้ว" แล้วเธอก็จะบอกอย่างเฉยเมยว่า "ฉันคิดว่าฉันฝันถึงคุณแล้วครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับห้องๆ นี้" ผมบอกเธอว่า "นั่นไงล่ะ ผมเริ่มจำได้แล้ว" และเธอก็บอกว่า "แปลกจัง เราต้องเคยเจอกันในฝันอื่นๆ มาก่อนแล้วแน่ๆ"

เธออัดบุหรี่สองหน ผมยังคงยืนอยู่ หันหน้าไปทางเชิงเทียน แล้วจู่ๆ ผมก็กำลังมองเธออยู่ ผมมองตลอดตัวเธอและเธอยังเป็นทองแดง หากไม่ใช่เป็นโลหะที่แกร่งและเยือกเย็น แต่กลับเป็นทองแดงที่นุ่มนวลเปลี่ยนรูปร่างได้ "ผมอยากจะสัมผัสคุณ" ผมบอกอีกครั้ง และเธอบอกว่า "คุณจะทำลายทุกอย่างลงหมดสิ้น" ผมบอกว่า "ไม่สำคัญหรอก เราแค่พลิกหมอนอีกครั้งก็จะได้เจอกันอีก" และผมก็ยื่นมือออกไปเหนือเชิงเทียน เธอไม่ได้ขยับตัวเลย "คุณจะทำลายทุกอย่างลงหมดสิ้น" เธอบอกอีกครั้งก่อนที่ผมจะได้สัมผัสเธอ "บางที ถ้าหากคุณอ้อมเชิงเทียนมา เราอาจจะตกใจตื่นตรงที่ไหนบนโลกก็สุดรู้" แต่ผมยืนกรานว่า "ผมไม่สนใจ" เธอบอกว่า "ถ้าเราพลิกหมอน เราจะเจอกันอีกครั้ง แต่เมื่อคุณตื่นขึ้นมา คุณก็จะลืม" ผมเริ่มตรงไปที่มุมห้อง เธอยังอยู่ข้างหลัง อังมือกับเปลวไฟ ผมยังไปไม่ถึงเก้าอี้ตอนที่ผมได้ยินเธอบอกจากข้างหลังว่า "ตอนที่ฉันตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงคืน ฉันจะพลิกตัวอยู่บนเตียง ขอบหมอนจะเผาที่เข่าของฉัน และฉันจะบอกซ้ำๆ จนรุ่งเช้าว่า 'Eyes of a blue dog'"

ผมยังคงหันหน้าเข้าฝาผนัง "รุ่งเช้าแล้ว" ผมบอกโดยไม่ได้มองเธอเลย "ผมยังตื่นอยู่เลยตอนตีสอง และนั่นมันก็นานมาแล้ว" ผมไปที่ประตู พอลูกบิดอยู่ในมือ ผมก็ได้ยินเสียงเธออีกครั้ง เสียงเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปร "อย่าเปิดประตูค่ะ" เธอบอก "ที่เฉลียงมีแต่ความฝันอันยากเย็น" และผมก็ถามเธอว่า "คุณรู้ได้ยังไง?" เธอบอกผมว่า "เพราะฉันเคยไปที่นั่นไม่นานมานี้ และฉันต้องกลับไปพอรู้ตัวว่าฉันกำลังหลับในหัวใจ" ผมเปิดประตูค้างไว้ ผมอ้ามันออกอีกเล็กน้อยและสายลมบางๆ เยือกเย็นก็นำกลิ่นสดใหม่ของดินของพืชผัก และทุ่งอันชื้นแฉะมาสู่ผม เธอบอกอีกครั้ง ผมหันกลับมาแต่ยังคงผลักประตูที่ติดด้วยบานพับสงัดเงียบ และผมบอกเธอว่า "ผมไม่คิดว่าจะมีเฉลียงอยู่ข้างนอกนี้ ผมได้กลิ่นท้องทุ่ง" และเธอบอกผมจากที่ห่างออกไป "ฉันรู้ดีกว่าคุณนะ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือมีผู้หญิงคนนึงข้างนอกนี้กำลังฝันถึงชนบทอยู่" เธอกอดอกอยู่เหนือเปลวไฟ เธอพูดต่อ "เป็นผู้หญิงที่อยากจะมีบ้านนอกเมืองและไม่สามารถทิ้งเมืองใหญ่ไปได้" ผมจำได้ว่าได้เห็นผู้หญิงคนนั้นในฝันครั้งก่อนๆ มาแล้ว แต่ผมก็รู้ว่าในประตูที่เปิดค้างอยู่นี้ อีกภายในครึ่งชั่วโมง ผมจะต้องลงไปข้างล่างในมื้อเช้า ผมบอกว่า "ยังไงก็ตาม ผมต้องไปจากที่นี่เพื่อจะตื่นขึ้นอยู่ดี"

ที่ข้างนอกนั้น ลมระบัดในทันใดแล้วกลับสงบนิ่ง เสียงหายใจของใครบางคนที่กำลังหลับไหลและเพิ่งพลิกตัวบนเตียงแผ่วพอได้ยิน สายลมจากท้องทุ่งหยุดตัวลง และไม่มีกลิ่นอีกต่อไปแล้ว "พรุ่งนี้ผมจะนึกถึงคุณออกได้จากตรงนั้น" ผมบอก "ผมจะจำคุณได้ที่ถนน เวลาที่ผมเห็นผู้หญิงที่เขียน "Eyes of a blue dog" ที่กำแพง" และเธอกับรอยยิ้มหมองหมาง เจือด้วยยิ้มของผู้แพ้พ่ายต่อสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ต่ออะไรที่ไปไม่ถึง ก็กล่าวว่า "แต่คุณก็จะจำอะไรไม่ได้ในตอนกลางวัน" แล้วเธอก็เอามือมาวางที่เหนือเชิงเทียนอีกครั้ง รูปร่างของเธอมืดมนลงจากก้อนเมฆขมขื่น "คุณเป็นผู้ชายคนเดียว ที่พอตื่นขึ้นมาแล้วก็จดจำอะไรถึงสิ่งที่ฝันไม่ได้สักอย่างเลย"
 

เกี่ยวกับผู้เขียน Gabriel Garcia Marquez

Book Cover Eyes of a Blue Dog (1950) Gabriel Garcia Marquez
translated from the Spanish by Gregory Rabassa

Nothing but You : Love Stories from the New Yorker by Roger Angell (Editor)
ISBN: 0375751505 Modern Library Paperback (May 1998) 496 pages $15

แปลโดย faylicity.com

Copyright © 2000 faylicity.com

.

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ

๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๓