| 102 MINUTES : Jim Dwyer, Kevin Flynn
read by O |
![]()
เช้าวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ภาพเพลิงลุกไหม้ตึกเวิลด์เทรด เซนเตอร์ในมหานครนิวยอร์กปรากฏบนจอทีวี ขณะที่ผู้ประกาศข่าวกำลังรายงานสถานการณ์ด้วยความตื่นเต้น ทันใดนั้นเองมีเครื่องบินอีกลำหนึ่งวิ่งพุ่งชนอาคารสองของตึกเวิลด์เทรด เสียงกรีดร้องระงมขึ้นโดยมิได้นัดหมาย ผู้ประกาศข่าวหันหน้าไปมองตึกทางด้านใต้ เขาสบถออกมา.. โลกเงียบลงในทันทีด้วยเสียงแห่งความตกตะลึง และสายตานับล้านคู่จับจ้องเป็นพยาน 102 Minutes เล่าเรื่องราวของผู้รอดชีวิตและผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด โดยเล่าเรื่องของช่วงเวลา 102 นาที ซี่งเป็นเวลาทั้งสิ้นนับตั้งแต่เครื่องบินพุ่งชนตึก จนกระทั่งนาทีที่ตึกเวิลด์เทรดถล่ม ในช่วงเวลา 102 นาทีมหาโหด ผู้คนในตึก ณ เวลานั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา และพวกเขาควรทำอย่างไรเพื่อเอาชีวิตรอด ผู้เขียนทั้งสองเก็บข้อมูลจากหลักฐานทางโทรศัพท์นับพันสาย รวมถึงอีเมลและการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องโดยละเอียด หนังสือถ่ายทอดสถานการณ์ในทุกนาทีและลำดับประวัติศาสตร์ของตึกตั้งแต่สมัยเริ่มก่อตั้ง หนังสือเล่มนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวทางเทคนิคของมนุษย์ในด้านหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ตึกเวิลด์เทรดเซนเตอร์เปิดทำการในปี ค.ศ. 1971 ด้วยภาพลักษณ์ทันสมัยและกลายเป็นตึกคู่แฝดที่สูงที่สุดในนครนิวยอร์กโดยมีความสูงถึง 110 ชั้น (ล้มสถิติตึกเอ็มไพร์สเตจความสูง 102 ชั้น ที่สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1938) สัญลักษณ์แห่งนี้มีเบื้องหลังในโครงสร้างที่น่ากังขา ถ้าเทียบกับระบบโบราณของตึกเอ็มไพร์สเตจที่มีบันไดหนีไฟถึง 6 บันได รวมถึงบันไดหนีไฟที่เป็นประตูสองชั้นกันควันเล็ดลอดเข้ามาที่เรียกว่า Fire Tower แต่ตึกเวิลด์เทรดกลับมีบันไดหนีไฟเพียง 3 แห่ง และไม่มี Fire Tower ให้เห็น (สร้างตามกฎหมายอาคารฉบับใหม่ปี ค.ศ. 1968 ทำให้อาคารสมัยใหม่ประหยัดค่าก่อสร้างและมีพื้นที่ขายมากขึ้น ซึ่งตึกเวิลด์เทรดเองสร้างก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะเสร็จ) แม้ตัวตึกได้รับการรับรองความปลอดภัยจากวิศวกรโครงสร้างหลายต่อหลายครั้งว่า "ต่อให้เครื่องบินจัมโบ้ 707 ชนตึก (เครื่องบินรุ่นล่าสุดในยุคนั้น) ตึกนี้ก็จะไม่มีวันล่มสลายและทนไฟได้นานกว่าสามชั่วโมง" เช่นเดียวกับเรือไททานิคที่ไม่มีวันจม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ทำให้มนุษย์มองข้ามหายนะที่จินตนาการของมนุษย์เองคาดไม่ถึง มีผู้รอดชีวิตจำนวน 18 คนอยู่ในบริเวณชั้นที่เครื่องบินวิ่งพุ่งชนหรือชั้นเหนือกว่านั้น พวกเขารอดชีวิตจนมาถึงชั้นล่างและออกนอกตึกก่อนตึกถล่ม เราอาจสงสัยว่าแล้วคนที่เหลืออีกหลายพันคนทำไมถึงไม่โชคดีเหมือนคนกลุ่มนี้ สแตนลีย์ทำงานอยู่บนชั้น 81ของตึกสอง ตอนเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญในตึกแรก เจ้านายชาวญี่ปุ่นสั่งให้พนักงานธนาคารทุกคนอพยพออกจากตึกทันทีเพื่อความปลอดภัย สแตนลีย์ลงมาจนถึงชั้นหนึ่ง เจ้าหน้าที่และยามรักษาความปลอดภัยบอกให้เขาและคนอื่นกลับขึ้นตึกเนื่องจากไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่ตึกสอง สแตนลีย์เป็นหนึ่งในจำนวนคนที่เดินกลับขึ้นไป แม้จะมีคนอีกมากที่ตรงดิ่งออกไปนอกตึก สแตนลีย์เห็นเครื่องบินลิบๆ บินมาจากขอบฟ้าด้านหนึ่ง มันกำลังวิ่งพุ่งเข้าหาชั้นที่เขายืนอยู่ วินาทีถัดมาร่างของเขาปลิวไปพร้อมกับแรงระเบิด รู้สึกตัวอีกทีร่างติดอยู่ที่ใต้ประตู สแตนลีย์ส่งเสียงและเคาะบานประตูอย่างไม่คิดชีวิต ชายอีกคนหนึ่งพาผู้รอดชีวิตคนอื่นเดินออกไปที่บันไดหนีไฟ ชายผู้นั้นได้ยินเสียงร้องมาจากข้างบน เขาตัดสินใจมาช่วยสแตนลีย์ คนแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จัก ทั้งสองเดินลงบันไดหนีไฟสวนทางกับคนกลุ่มใหญ่ที่ถูกบอกให้เดินย้อนกลับขึ้นไป เพราะควันไฟและซากปรักหักพังทำให้บันไดหนีไฟนั้นใช้การไม่ได้ ทั้งคู่ไม่เชื่อและเดินหาทางต่อไป แเละไม่น่าเชื่อว่าบันไดหนีไฟแห่งนี้เป็นบันไดเดียวที่สามารถลงไปถึงชั้นล่างโดยปลอดภัย ขณะที่คนจำนวนมากในตึกไม่รู้เรื่องนี้ แฟรงค์ เดอ มาร์ตินี และเพื่อนอีกสองคนเป็นพนักงานการท่าแห่งนิวยอร์ก (ผู้เป็นเจ้าของตึกเวิล์ดเทรด) พวกเขาทำงานที่ชั้น 88 บนตึกหนึ่ง เมื่อสายการบินอเมริกันเที่ยวบิน 11 พุ่งชนตึกช่วงชั้นระหว่าง 94 ถึง 99 แทนที่แฟรงค์และเพื่อนจะหนีลงข้างล่าง กลับพยายามหาทางเดินขึ้นไปด้านบนเพื่อช่วยเหลือคนอื่น พวกเขามาถึงชั้น 93 และตั้งแต่ชั้นนั้นไล่ลงมา พวกเขางัดผนังงัดประตู ทำทุกวิถีทางที่จะช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ และสามารถช่วยชีวิตได้เกือบครึ่งร้อย ในนั้นมีชายวัยแปดสิบปีที่ชั้น 89 ชายตาบอดกับหมานำทาง แม้แฟรงค์กับเพื่อนจะไม่รอดชีวิตในท้ายที่สุด แต่ความกล้าหาญของพวกเขาก็ติดตรึงในใจของผู้รอดชีวิตทุกคน ชายอีกคนหนึ่งติดอยู่คนเดียวในลิฟท์ชั้นล่างของตึกหนึ่ง เขาคิดว่าหมดหวังเสียแล้ว แต่ผลจากตึกที่สองถล่มก่อน แรงสั่นสะเทือนทำให้ประตูลิฟท์ดีดตัวออกอย่างง่ายดาย เขาไม่อยากเชื่อว่าเขาจะกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สุขสมหวังในทุกชีวิต อีกด้านหนึ่งคือความเป็นไปของผู้ที่ติดอยู่ในตึก โดยมีเครื่องมือสื่อสารเล่าถึงโลกภายใน จนเสียงสุดท้ายกลายเป็นคำอำลาที่แสนเศร้า หนังสือยังเล่าถึงพนักงานดับเพลิง ตำรวจและคนอีกมากมายที่ตรงดิ่งไปช่วยเหลือผู้อื่นในเช้าวันที่ 11 กันยายนอย่างไม่เสียดายชีวิต ผู้เขียนทั้งสองร้อยเรียงเรื่องราวเหล่านี้อย่างยอดเยี่ยม หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์และเป็นบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นความล้มเหลวบางประการ คำถามมีอยู่ว่าถึงตอนนี้มนุษย์เราเตรียมพร้อมแค่ไหนกับสถานการณ์เช่นนี้ คนอ่านจบหนังสือเล่มนี้ด้วยความรู้สึกอย่างเดียวว่า..อยากให้เรื่องที่อ่านเป็นเพียงแค่นิยาย * หมายเหตุ มีหนังสืออีกเล่มที่สรุปเหตุการณ์ 9/11 ทั้งที่มาที่ไปและวิเคราะห์ประเด็นแบบหมดเปลือก หนังสือชื่อ The 9/11Report โดยคณะกรรมาธิการแห่งชาติของอเมริกาที่แต่งตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนเหตุการณ์ครั้งนี้โดยเฉพาะ เป็นหนังสือสารคดีที่อ่านสนุกมากแบบไม่น่าเชื่อ ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรต้องรอดอทเฟย์เจ้าของเว็บน่ารักมาเล่าให้ฟังครับ เกี่ยวกับผู้เขียน Jim Dwyer, Kevin Flynn จิม ดไวเออร์, เควิน ฟลินน์ ทั้งคู่เป็นนักข่าวทำงานให้หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ และฟลินน์ยังเป็นบรรณาธิการข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ 11 กันยายนให้นิตยสารไทมส์ 102 Minutes: The Untold Story of the Fight to Survive Inside the Twin Towers : Jim Dwyer, Kevin Flynn
Copyright © 2005 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ เมษายน ๒๕๔๘ |