 น่าเสียดายที่ อาลี สมิท อายุเกิน 40 ไปเพียงหนึ่งปี ตอนที่มีการคัดเลือกนักเขียนอังกฤษรุ่นเยาว์ยอดเยี่ยมของแกรนต้าเมื่อปี 2003 เนื่องจากเป็นไปได้สูงว่าในช่วงทศวรรษต่อจากนี้ อาลี สมิท จะเป็นนักเขียนในแวดวงวรรณกรรมที่งานมีอิทธิพลจนคนจดจำได้ สมิทโดดเด่นในโทนเสียงและการใช้ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ ตลอดจนแนวความคิด รูปแบบการนำเสนอนิยาย ก็ผิดแผกแตกต่างจากนักเขียนอื่นแบบไม่เหมือนใคร
สมิทโด่งดังมาจาก Hotel World หนังสือที่เข้ารอบสุดท้ายรางวัลบุ๊กเกอร์ และรางวัลออเรนจ์ในปี 2001 งานเขียนอื่นของเธอมักจะหนักไปทางเรื่องสั้น หรืองานที่มีลักษณะเป็นชิ้นเป็นส่วน เล่าแบบไม่ปะติดปะต่อ ทำให้อ่านยากในบางครั้ง แต่ไม่ได้ยากหรือลูกเล่นมากจนน่ารำคาญแต่อย่างไร กลับเสริมให้งานน่าสนใจและน้ำเสียงก็ชวนติดตามดี The Accidental เป็นหนังสือเล่มใหม่และเป็นเรื่องยาวเรื่องแรกของสมิธ คนอ่านคิดว่าเธออาจหยุดการพัฒนาลงชั่วขณะในอาชีพการเขียน แต่เปล่าเลย หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือที่ดีที่สุดของเธอ
มีตอนหนึ่งในนิยายกล่าวว่า ถ้าเราทำปากกาด้ามหนึ่งหล่นลงพื้น ในชีวิตจริงมันคงเป็นเพียงอุบัติเหตุ แต่ถ้าปากกาด้ามนี้หล่นพื้นในแผ่นฟิลม์หรือในหนัง มันจะเป็นฉากที่จงใจสร้างให้มีความสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ สมิทแบ่งเรื่องออกเป็นสามภาคด้วยตอนต้น ตอนกลาง และตอนจบ โดยที่พูดถึงครอบครัวชนชั้นกลางที่ไปพักร้อนในเมืองนอร์ฟอร์ด ครอบครัวนี้มีสมาชิก 4 คน คือ ไมเคิล ผู้เป็นพ่อเลี้ยง อีฟเป็นแม่ แมกนัสลูกชายอายุ 17 ปี และแอสทริดลูกสาววัย 12 ปี
ภาคแรกสมิทเขียนแบบสี่มุมมอง ตัวละครต่างคนต่างเล่าในสไตล์ stream of conciousness (แบบบุคคลที่สามอีกต่างหาก ซึ่งไม่ค่อยพบเจอ) ดังนั้นมันจึงเป็นการหลั่งไหลทางความคิดของตัวละครในลักษณะที่แตกต่างไปในจิตใจ โทนเสียงของสมิทค่อนข้างมืดครึ้มคล้ายคนคร่ำครวญ ตัวละครออกแนวประสาทแต่ก็ฮามาก แอสทริดบอกว่าเธอเกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง ที่มีบ้านและความเป็นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน ทุกสิ่งในชีวิตก็ต่ำกว่ามาตรฐานหมด แม่เป็นนักเขียนที่ไม่ประสบความสำเร็จและชอบเขียนเรื่องคนตาย พ่อเลี้ยงสอนวรรณคดีเป็นคนอ่อนไหวและยังชอบมีอะไรกับนักเรียน ส่วนพี่ชายนั้นมืดทึบไม่พูดไม่คุย เอาแต่ขังตัวเองในห้อง โลกของแอสทริดเหมือนภาพในกล้องที่เธอเดินถ่ายทำทั้งวัน จินตนาการกับความจริงก้ำกึ่งกันเสมอ แอสทริดนึกถึงความสว่างและความมืด สมิทใส่เต็มที่ในความคิดของแอสทริด เธอเป็นเด็กฉลาดมาก ยิ่งอ่านยิ่งเพลิน
สมิทมีวิธีเล่าในบทพรรณนาของตัวละครต่างๆ เธอให้แมกนัสพูดในภาษาเลข เครื่องหมายเท่ากับเป็นความพยายามที่เขาจะทำความเข้าใจโลก แมกนัสก่อความผิดจนถูกพักการเรียน แมกนัสรู้สึกบาป เขาย้ำคิดย้ำทำ ภาษาในช่วงนี้จึงใช้คำซ้ำๆ เหมือนคนไม่แน่ใจตัวเอง บทเริ่มต้นของอีฟก็ตลกมากเพราะสมิทให้ตัวละครตัวนี้สัมภาษณ์ตัวเองในฐานะนักเขียน ส่วนไมเคิลก็พูดแบบกำลังเลคเชอร์นักเรียน
The Accidental โดดเด่นในภาษาและโครงสร้างวิธีบรรยายเพื่อเน้นความรู้สึกในการอ่าน สมิทรู้ว่าเธอไม่ได้เขียนเรื่องโดยรวมให้อ่านง่าย เธอฉลาดที่ปูพื้นและความลึกให้ตัวละคร และผูกเรื่องด้วยการเผยทีละนิดให้ชวนติดตาม แมกนัสพูดถึงครอบครัวของเขาว่าเป็นเสมือนชิ้นส่วนที่แตกหักมากองรวมกัน ทุกชิ้นไปด้วยกันไม่ได้ สมิทเลยมาสร้างความหรรษาด้วยการวางให้เราดู ตอนกลางเป็นภาคที่ใช้ภาษาเล่าเรื่องแบบนิยายธรรมดาทั่วไป และอุบัติเหตุถัดไปที่เธอจงใจมอบให้ครอบครัวนี้คือตัวละครเอก แอมเบอร์ ทุกครั้งที่แอมเบอร์โผล่ขึ้นในเรื่อง คุณจะหยุดหายใจ ฟังเธอทุกถ้อยคำ แอมเบอร์มีเสน่ห์ ลึกลับเหมือนการมาของเธอที่อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นที่หน้าบ้าน
สำหรับแอสทริด แอมเบอร์คือโลกใหม่ แอสทริดบอกว่าแอมเบอร์เป็นภาพเบลอๆ ที่สามารถลบตัวเองออกจากฉาก แอสทริดชื่นชอบแอมเบอร์มาก ถึงขนาดที่ว่าพอแอมเบอร์จากไป แม่ห้ามไม่ให้เอ่ยชื่อแอมเบอร์ในบ้าน แอสทริดเลยท่องไฟเขียว ไฟแดง ไฟเหลืองทุกครั้งที่ผ่านสี่แยก (แอมเบอร์คือสัญญาณไฟเหลือง) เมื่อแม่ค้นพบความลับของเธอและห้ามอีก แอสทริดเลยหันมาใช้ทุกอย่างเป็นสีแดง เพราะสีแดงคือสีเหลืองในสายตาเด็กคนนี้ ส่วนแมกนัสมองแอมเบอร์เป็นนางฟ้า แอมเบอร์มีวิธีพูดตรงๆ ที่ตลกมาก อย่างเธอบอกว่า"ฉันพบเขาอยู่ในห้องน้ำกำลังจะฆ่าตัวตาย" หรือ "ฉันจะไปเดินเล่นกับแมกนัสสักชั่วโมงหนึ่ง นานพอที่จะชำเราเขา แต่ไม่นานเกินไปกับสำหรับความปลอดภัยของเขา"
แอมเบอร์กลับไม่สนใจโลกแห่งความจริงของผู้ใหญ่สองคน ไมเคิลรุ่มร้อนอยู่ในอก บทกลางของเขา สมิทเขียนเล่าเรื่องเป็นซอนเน็ตแบบเชกสเปียร์หรือเป็นกลอนยาวหลายๆ หน้า อ่านแล้วฮาดี อย่างเช่นบทรำพึงนี้
..uck poetry. ..uck books. ..uck art. ..uck life.
..uck Norfork. ..uck his job and his wife.
..uck teenagers who think they know it all.
..uck that girl walking past him in the hall.
Was there corollary in live and ..uck?
Was there a point in any written book?
Was there a point in anything at all?
Was there a rhyme that ever came to love?
Was there a way to discipline a sigh?
Was there a place where pop songs went to die?
Was there a girl who'd never ever ever?
Was there an artery that wouldn't sever?
Did the heart ..uck the mind will all its slummings?
Did Shakespeare always become e.e. cummings?
Was the end always sonnetary ruin?
Did Shakespeare always turn into Don Juan?
อีฟไล่แอมเบอร์ออกจากบ้านในที่สุด ตอนจบของหนังสือเป็นอย่างไรต้องติดตาม ส่วนความหมายที่โยงถึงภาพยนตร์ การเกิด อุบัติเหตุตั้งแต่บทนำของแอมเบอร์คืออะไร คงต้องรอคุณมาตีความเอง สมิทตั้งใจและเขียนหนังสือแบบเน้นทุกรายละเอียด คนอ่านสนุกกับ The Accidental มาก
และอยากบอกว่าหนังสือเล่มนี้ใช้คำอ่านง่าย เข้าใจง่าย เพียงแต่แนวทางในการเขียนและรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้นทำให้แปลกออกไป นี่น่าจะเป็นแบบอย่างที่นิยายควรจะเป็น ทั้งบันเทิงและมีคุณค่าทางวรรณกรรมบ้าง และถ้าไม่มีหนังสือเล่มไหนดีไปกว่านี้ในรอบปีนี้ บางทีสมิทควรจะได้รับรางวัลกับเขาเสียที เราต้องรอดูกันต่อไป
เกี่ยวกับผู้เขียน Ali Smith อาลี สมิท เกิดปี 1962 เป็นเจ้าของหนังสือดังต่อไปนี้ Free Love, Like, Other Stories and Other Stories, Hotel World, The Whole Story and Other Stories ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เคมบริดจ์
The Accidental : Ali Smith
ISBN: 1-241-14190-7 Hamish Hamilton, 306 pages, £14.99
I was born in the year of the supersonic, the era of the multistorey multivitamin multitonic, the highrise time of men with the technology and women who could be bionic, when jump-jets were Harrier, when QE2 was Cunard, when thirty-eight feet tall the Princess Margaret stood stately in her hoverpad, the annee erotique was only thirty aircushioned minutes away and everything went at twice the speed of sound.
Ali Smith . . . The Accidental
Copyright © 2005 faylicity.com
|