ตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้บอกว่า ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่งในชีวิต เราจะได้พบกับคนๆ หนึ่ง ซึ่งเราจะไม่มีวันลืมได้เลย คนผู้นั้นจะทำให้เราได้ตระหนักในสิ่งที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน... บางทีสิ่งนั้นก็อาจเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นไปในทางดีขึ้นหรือเลวลง แต่หลังจากที่ได้พบกับคนผู้นั้นแล้ว ชีวิตเราจะไม่กลับคืนไปเหมือนเดิมได้อีกเลย หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้ถึงขนาดนั้น แต่ใครที่ได้รู้จัก แอดดี้ เพรย์ ในเรื่องนี้ ก็ไม่น่าจะลืมเธอได้ง่ายๆ เลย
แอดดี้ เพรย์ เล่าเรื่องของเธอให้เราฟัง เธอเป็นเด็กหญิงวัยประมาณสิบสอง ชีวิตผกผันให้เธอระเหเร่ร่อนไปกับลองบอยตั้งแต่เล็ก แอดดี้ไม่รู้จักพ่อของเธอ แต่ลองบอยเป็นชายวัยสามสิบห้าปีที่แอดดี้รักและผูกพันมากเท่าที่เธอจะรักพ่อได้ แอดดี้กับลองบอยท่องไปทั่วแถบมิดเวสท์ในอเมริกาเพื่อทำธุรกิจ ซึ่งในความหมายของลองบอย คือการทำอะไรก็ได้ที่จะได้เงินมา ไม่ว่าโดยการใช้เล่ห์ต้มตุ๋นหลอกลวงอย่างไรก็ตาม ธุรกิจนี้จึงนำการเดินทางและความตื่นเต้นมาให้ และทำให้แอดดี้ได้พบผู้คนมากมาย ได้เจอทั้งเรื่องสนุกและเรื่องเศร้า ซึ่งแอดดี้ได้นำมาเล่าให้เราฟังได้น่าเพลิดเพลิน เราจะได้เอาใจช่วย พร้อมทั้งร่วมไปกับหัวใจและการเดินทางของเธอด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างการทำธุรกิจของลองบอยให้ได้กำไรห้าเหรียญมาโดยง่าย อย่างที่แอดดี้เล่าไว้คือ
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เคยถูกจับได้เลยในการทำธุรกิจกับแคชเชียร์ที่เป็นผู้หญิงสาวหน้าโง่ ซึ่งมักจะมัวแต่ฟังเขาบอกว่าเธอสวยยังโง้นสวยยังงี้เสียจนเพลิน ไอ้ที่เขาทำก็คือว่า จ่ายค่าอะไรก็แล้วแต่ที่เขาซื้อด้วยธนบัตร $5 หลังจากที่ตั้งต้นทำท่าว่าจะเดินออกไป เขาจะหันกลับและพูดด้วยหน้าตายิ้มแย้มว่า "เอ ไอ้กระเป๋าผมนี่ชักจะตุงเกินไปแล้ว เอาใบละห้าเมื่อตะกี้คืนให้ผมดีกว่า แล้วเอาใบละหนึ่งห้าใบไปแทน" ถึงตอนนี้แคชเชียร์ก็จะหยิบธนบัตร $5 ออกมาวางให้บนเคาน์เตอร์ ระหว่างนั้นลองบอยจะนับใบละหนึ่งดอลล่าร์ห้าใบอย่างช้าๆ โดยที่ในขณะเดียวกันก็จะคุยกับแม่แคชเชียร์สาวนั่นไปด้วย พอแคชเชียร์รับธนบัตรใบละหนึ่งห้าใบไปจากเขา ลองบอยก็จะพูดขึ้นทันทีว่า "เฮ่ย เอาใบละสิบเสียก็หมดเรื่อง" และในขณะที่ยังคงยิ้มหวานอยู่อย่างเดิม เขาจะหยิบธนบัตร $5 ที่แคชเชียร์วางไว้ให้บนเคาน์เตอร์ส่งคืนกลับไปให้ โดยไม่ทันต้องคิด แคชเชียร์จะรับใบละห้าฉบับนั้นและเก็บเข้าลิ้นชักเก็บเงินพร้อมกับใบละหนึ่งห้าใบ และหยิบใบละสิบออกมาให้
เหตุการณ์ในตอนที่แอดดี้เล่าให้เราฟังนี้เป็นช่วงปี 1930 กว่าๆ เป็นยุคที่เรียกว่า great depression เพราะเศรษฐกิจอเมริกาพังทลายตกต่ำถึงขีดสุด ตอนที่แอดดี้เกิดในทศวรรษ 1920 นั้น ยังเป็นเวลาที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองมาก เป็นยุคของเดอะ เกรท แกสบี้ ดังจะเห็นได้จากเรื่องราวชีวิตที่ผู้คนมีความสุข จับอะไรเป็นเงินเป็นทอง และปาร์ตี้ได้ไม่หยุดหย่อน แต่เมื่อแอดดี้เริ่มเรื่องให้เราฟัง ความเฟื่องฟูนั้นไม่มีอีกต่อไปแล้ว มีแต่ความยากจนฝืดเคืองไปทุกหนแห่ง เธอกับลองบอยเป็นคนทางใต้ อย่างที่แอดดี้เรียกว่าเป็นคนบ้านนอก แต่ไหวพริบของลองบอยและความหลักแหลมของแอดดี้ ก็ทำให้ทั้งคู่เอาตัวรอดและมีวิธีหาเงินได้เรื่อยมา บรรยากาศแวดล้อมในเรื่องบอกภาพแถบมิดเวสต์ของอเมริกาได้น่ารักมาก มีภาพไร่ฝ้ายและการค้าขายฝ้าย หรือภาพครึกครื้นของเมืองใหญ่ในวันเสาร์ เวลาที่พวกชาวไร่เข้ามาหาซื้อของ ภาพงานรื่นเริงอย่างงานวัดบ้านเรา และแม้แต่เรื่องที่แอดดี้ไปรอดูประธานาธิบดีโรสเวลต์ก็เป็นตอนสั้นๆ ที่เล่าได้จับใจมาก เรื่องนี้จึงสะท้อนฉากชีวิตของยุคสมัยที่แจ่มใสน่ารัก แม้ในยามที่ทุกคนลำบาก แต่ภาพชีวิตของผู้คนตามรายทางที่แอดดี้ได้พบเจอก็มักจะทำให้มีอารมณ์ขันได้ นั่นก็เพราะแอดดี้กับลองบอยเป็นคนสนุกสนานกับชีวิต และไม่กังวลถึงวันหน้า ชีวิตที่ดูจะไร้รากของทั้งสองจึงมีอิสรภาพและสดชื่นในชีวิตชีวาอย่างยิ่ง
หนังสือเรียบง่ายบางเล่มทำให้เราประทับใจได้ และทิ้งความรู้สึกอ่อนโยนแสนดีไว้กับเรา พระจันทร์กระดาษเป็นหนึ่งในหนังสือเช่นนั้น
* หมายเหตุ : หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในชื่อ Addie Pray ต่อมาได้มีการสร้างเป็นหนังชื่อ Paper Moon (1973) และ Tatum O'neal ที่รับบทแอดดี้ก็ได้รางวัลออสการ์ไปครอง ทำให้เธอได้เป็นดาราเด็กอายุน้อยที่สุดในตอนนั้นที่ได้รางวัลออสการ์ ผู้ที่เล่นเป็นลองบอยในหนังก็คือ Ryan O'neal ผู้เป็นพ่อของเธอนั่นเอง ต่อมาหนังสือเล่มนี้จึงรู้จักในชื่อ Paper Moon ด้วยเช่นกัน (หลังจากทำเป็นภาพยนตร์ พระจันทร์กระดาษยังได้ทำเป็นทีวีด้วย โดยโจดี้ ฟอสเตอร์ รับบทแอดดี้)
เกี่ยวกับผู้เขียน Joe David Brown (1916 - 1976) เป็นนักเขียนอเมริกันที่ผลงานหนังสือหลายเล่มได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ เช่น Stars in My Crown (1950) Kings Go Forth (1958) และ Paper Moon (1973)
ADDIE BROWN : Joe David Brown
Signet, New York 1971
พระจันทร์กระดาษ : โจ เดวิด บราวน์
แปลโดย เทศภักดิ์ นิยมเหตุ สำนักพิมพ์เทศภักดิ์ ๓๗๑ หน้า ราคา ๗๐ บาท
ฉันอยากให้คนทุกคนในโลกนี้ได้พบกับความร่ำรวย อย่างน้อยเพียงแค่ประเดี๋ยวประด๋าวก็ยังดี เปล่าหรอก ฉันไม่โง่ขนาดที่จะคิดว่าคนที่มีเงินมากมายก่ายกองจะต้องเป็นสุขทุกรายไป แต่ถึงยังไง ฉันก็เชื่ออย่างไม่ติดใจสงสัยแม้แต่น้อยนิดเลยว่าการแจกจ่ายเงินออกไปให้ทั่วๆ จะสามารถช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บและความทนทุกข์ทรมานของมนุษย์ได้ชะงัดกว่าการแจกเพนิซิลลิน และอย่างหนึ่งฉันรู้ก็คือว่า เวลาที่คุณมีเงินมากเสียจนไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับมัน คุณจะเห็นว่าโลกสดใสและน่าอยู่กว่าเวลาที่คุณไม่มี
พระจันทร์กระดาษ . . . Joe David Brown
Copyright © 2001 faylicity.com
|