* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book AUTHOR UNKNOWN : Don Foster

Book Coverดอน ฟอสเตอร์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นอาจารย์สอนเช็คสเปียร์ แต่ความสามารถในการวิเคราะห์ทางภาษาอันน่าทึ่ง โดยเฉพาะการแกะรอยหาตัวผู้เขียนเอกสารที่ไม่ลงนาม ทำให้ตำรวจเชิญฟอสเตอร์ไปร่วมงานทางกฎหมาย คดีโด่งดังที่ฟอสเตอร์มีส่วนร่วมคือคดียูนาบอมเบอร์ และคดีฆาตกรรมปริศนาของ จอนบีเนต์ แรมซีย์

ฟอสเตอร์เล่าเส้นทางชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอันแวดล้อมด้วยบทกวี ที่ต้องไปบรรจบข้องแวะกับอาชญากรโดยไม่คาดฝัน เส้นทางที่เขาพาเราไปรู้จักนี้น่าสนใจและเล่าได้สนุกอย่างยิ่ง 

ฟอสเตอร์ไม่ได้หาตัวผู้เขียนเอกสารไม่ลงนามจากลายมือ แต่เขาพิจารณาการเขียนและถ้อยคำที่ใช้ คนเราอาจปลอมแปลงลายมือ หรือปิดบังลายมือโดยการใช้พิมพ์ดีดหรือคอมพิวเตอร์ได้ แต่ฟอสเตอร์บอกว่าไม่มีใครในโลกที่เขียนเหมือนกัน ใช้คำศัพท์ชุดเดียวกัน วางรูปประโยคเหมือนกัน ใช้ไวยากรณ์และตัวสะกดแบบเดียวกัน คนเรามีคลังศัพท์ต่างกันไป เราเขียนความคิดออกมาได้ด้วยคำศัพท์และการสะกดที่เรารู้และสะสมไว้ในตัว ซึ่งแต่ละคนมีไม่เหมือนกันเลย

การวางเครื่องหมายต่างๆ เช่น , : ; การเว้นวรรค การใช้คำย่อ การใช้ตัวอักษรใหญ่เล็กในภาษาอังกฤษของแต่ละคนคนล้วนต่างกัน ยูนาบอมเบอร์ นักวางระเบิดคนดังที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาชอบใส่เครื่องหมาย , ก่อนหน้า because เสมอ และใส่ ; ก่อนหน้า but การสะกดก็เช่นกัน เราสะกดคำถูกผิดต่างกันไป เครื่องมือช่วยตรวจคำผิดในโปรแกรมเอกสารปัจจุบันอาจช่วยลดความผิดพลาดนี้ได้ แต่ไม่เสมอไปนัก หากใช้โปรแกรมโดยเลินเล่อ ก็จะเป็นการบอกยี่ห้อของโปรแกรมที่ใช้ให้รู้ได้ หรือหากใช้โปรแกรมตัดปะและแก้ไขคำโดยสะเพร่าอย่างที่มอนิก้า เลวินสกี้กระทำ ผลที่ออกมาอาจเป็นบทเรียนให้จดจำไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว

ไวยากรณ์ของแต่ละคนต่างกัน บางคนใช้ลักษณะนามผิดเสมอๆ หรือใช้กาลกริยาผิด รูปแบบการใช้ไวยากรณ์เป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ซ่อนได้ยาก การวางรูปประโยคก็เช่นกัน ฟอสเตอร์บอกว่าไม่ว่าเราจะเขียนจดหมายถึงแม่หรือจดหมายขู่ฆ่าใครสักคนก็ตาม การเขียนย่อมมีรูปประโยคเหมือนกัน เพราะเราต่างถูกจองจำในภาษาของตัวเอง การเขียนของเราบอกสิ่งที่เราได้อ่าน ได้รับรู้ ได้ฟัง และได้ยินมาตลอดชีวิต ร่องรอยเหล่านี้ย่อมปรากฏในการเขียนของเรา

ฟอสเตอร์เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากการประกาศว่าบทกวี The Funeral Elegy ที่ลงชื่อว่าแต่งโดย W.S. ที่แท้นั้น W.S. คือวิลเลียม เช็คสเปียร์นั่นเอง กว่าความคิดนี้จะเป็นที่ยอมรับต้องใช้เวลาผ่านขวากหนามอยู่สิบสองปี ฟอสเตอร์พาเราร่วมไปกับการค้นพบอันนี้ และสิ่งนี้นำไปสู่บทบาทอื่นๆ ในอนาคต ที่ตัวเขาเองก็คาดไม่ถึงว่าจะได้รับ

ชื่อเสียงจากการค้นพบบทกวีเช็คสเปียร์ทำให้สื่อมวลชนจำนวนมากติดต่อให้เขาหาคำตอบว่าใครคือผู้เขียนหนังสือ Primary Colors (1996) ที่กำลังดังเป็นพลุ ที่ดังเพราะเป็นนิยายเสียดสีบิล คลินตัน และการหาเสียงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1992 ของคลินตัน การล้อเลียนในหนังสือแสบสันต์ ผู้เขียนรู้รายละเอียดลึกๆ จำนวนมากจนไม่มีใครในวอชิงตันนิ่งนอนใจได้ นิยายเล่มนี้ขายโดยไม่เปิดเผยตัวผู้แต่ง ผู้คนอยากรู้ว่าใครเป็นคนเขียน แม้แต่คลินตันยังมีอารมณ์ขันว่าสิ่งนี้เป็นความลับประการเดียวที่เขาไม่เคยรู้ในทำเนียบขาว ฟอสเตอร์ตกลงใจลองหาคำตอบ จากความหวังว่าเทคนิคที่เขาใช้กับเช็คสเปียร์อาจได้ผล และอาจทำให้ผู้คนยอมรับวิธีของเขามากขึ้น (เมื่อฟอสเตอร์ประกาศเรื่องบทกวีเช็คสเปียร์ นักวิชาการหลายคนตำหนิฟอสเตอร์อย่างสาดเสียเทเสีย บอกว่าวิธีที่เขาใช้เป็นเรื่องตลก)

ฟอสเตอร์ประกาศในที่สุดว่า Joe Klein นักเขียนของ นิวสวีค คือนักเขียนนิรนามนั้น ซึ่งไคลน์ปฏิเสธลูกเดียวนานหลายเดือน อีกทั้งสาปส่งฟอสเตอร์ต่างๆ นานา ก่อนจะยอมรับว่าใช่ในเวลาต่อมา ฟอสเตอร์เล่าเรื่องนี้สนุกและสะท้อนความดึงดันของสื่อมวลชนอเมริกันได้ดีมาก ยังมีอารมณ์ขันเจ็บแสบ ฝากรอยมีดโกนให้ไคลน์พอบาดๆ ถึงศีลธรรมของนักวารสารที่โกหกหลอกลวง

บทต่อมาเป็นเรื่องของยูนาบอมเบอร์ ฟอสเตอร์ไม่ได้มีส่วนโดยตรงในการคลี่คลายคดีนี้ เขาเพียงช่วยวิเคราะห์เอกสารบางส่วนเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในศาล แต่ด้วยความสนใจส่วนตัวฟอสเตอร์จึงเล่าสิ่งที่วิเคราะห์ให้ฟัง มีหลายประเด็นที่น่าสนใจมาก เช่นความเชื่อมโยงของแสตมป์ที่ใช้ส่งพัสดุ การเลือกเหยื่อระเบิด ใครสนใจเรื่องยูนาบอมเบอร์ไม่ควรพลาด

บทต่อมาเป็นเรื่อง Talking Points เอกสารต้นเหตุที่นำไปสู่คดีที่เคนเนท สตาร์ ใช้ฟ้องถอดถอนบิล คลินตัน ออกจากตำแหน่ง ฟอสเตอร์วิเคราะห์ว่าใครน่าจะเป็นผู้เขียนเอกสารตัวจริง เรื่องของมอนิก้า เลวินสกี้ และลินดา ทริป รวมถึงอีกสองชื่อข้างต้นอาจเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายจนไม่อยากรับรู้อีก แต่ฟอสเตอร์เล่าเรื่องได้สนุกมาก เป็นเรื่องที่อ่านเพลินที่สุดเท่าที่เคยอ่านเรื่องอื้อฉาวนี้มา ฟอสเตอร์มีอารมณ์ขันเรียบๆ ที่ชอบมาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว เช่นเล่าว่ามอนิก้ามักเขียนอีเมลไปบ่นกับทริปว่ามิสเตอร์ พี. (คลินตัน) ทอดทิ้งเธอ และแสดงอารมณ์นี้ด้วยวลีว่า "FUCK ME!!!!" ฟอสเตอร์บอกว่าน่าแปลกที่ "ลินดา ทริปผู้ได้รับข้อความกระทำสิ่งที่ว่ากับมอนิก้าจริงๆ โดยที่มิสเตอร์ พี. ไม่เคยเลย"

บทต่อมาเป็นเรื่องการหาความจริงว่า "Wanda Tinasky คือคนเดียวกับ Thomas Pynchon ผู้เขียนหนังสือเช่น The Crying of Lot 49 (1963) Gravity's Rainbow (1973) หรือไม่" แวนด้าเป็นนักเขียนปากร้ายมาก มาก และมาก ทั้งยังมีอารมณ์ขันเหี้ยมโหด เธอบรรยาย บ.ก. แผนกกวีของนิตยสารที่ตนเองเขียนประจำอยู่ว่า "wouldn't know a poem if it bit her in the ass in broad daylight" (ไม่รู้จักบทกวี ต่อให้มันออกมากัดตูดหล่อนกลางวันแสกๆ) ฟอสเตอร์ไม่คิดว่าแวนด้าเป็นคนเดียวกับนักเขียนผู้โด่งดัง แต่แล้วการสืบค้นเรื่องนี้ได้ยืนยันความเชื่อของเขา และทำให้ความจริงอีกประการอันคาดไม่ถึงปรากฏ เรื่องนี้สรุปได้น่าตกใจและเป็นความสยองขวัญไป แต่จะเป็นอย่างไรนั้นให้ผู้อ่านไปรู้เองจะดีกว่า

บทสุดท้ายอ่านได้เบาๆ เป็นการหาความจริงว่าใครคือผู้เขียนบทกวี 'Twas the Night Before Christmas (1823) ที่โด่งดัง บทกวีนี้อ้างว่าเขียนโดย Clement Clarke Moore แต่มีข้อโต้แย้งว่าแต่งโดย Henry Livingston ต่างหาก บทกวีนี้เป็นบทแรกในอเมริกาที่ให้ภาพแซนตาคลอสว่าเป็นชายชราลงพุง เคราขาว แก้มแดง ผู้สดใสร่าเริง คอยมาแจกของขวัญเด็กๆ ในคืนคริสต์มาส ก่อนหน้านั้นความเชื่อในแซนตาคลอสไม่ได้ดูน่ารักและไม่ได้รับการยอมรับเช่นนี้

ฟอสเตอร์ไม่อยากเชื่อว่าเคลเมนต์ มัวร์ คือผู้เขียน และได้แสดงเหตุผลที่มีน้ำหนักหลายอย่าง ฟอสเตอร์เล่าเหตุผลต้นๆ ที่ทำให้เขากังขาได้น่ารักน่าขันมาก มัวร์เป็นคนเคร่งศาสนาอย่างยิ่ง เขียนบทกวีจริงจังเสมอ บทกวีของมัวร์มักสะท้อนความรำคาญเด็กที่เสียงดังหนวกหู เช่นเขาเขียนกวีว่า "Babylonish noise about my ear" ที่ทำลายความสุขระหว่างกินอาหารเช้า ซึ่ง "ยังความสับสนแก่สมองจนเกือบทำให้หัวแตกเป็นเสี่ยง" เขาเรียกทารกที่ร้องจ้าในบทกวีว่า "brat" มัวร์เชื่อว่าทารกมีจิตวิญญาณชั่วร้ายได้

มัวร์ประพันธ์นิราศและบรรยายเด็กที่พบเห็นระหว่างไปเที่ยวว่าเป็นสัตว์ร้ายตัวน้อยที่ "ตอบโต้เพลงกล่อมของมารดาด้วยการถีบเตะ ดึงดัน และก่อกวนให้เสียงดังขึ้นไปอีก" ความเสียงดังทุกอย่างเป็นสิ่งที่มัวร์ชิงชัง การเต้นรำ ดนตรี ตลอดจนการแต่งหน้า แต่งตัว ท่วงท่าของผู้หญิง ล้วนเป็นสิ่งที่มัวร์ไม่เห็นชอบ "น่าอาย! น่าอาย! ความคิดที่บีบคั้นจิตใจ! ความแปดเปื้อนที่จมดิ่งลึกลง! ... ศิลปาการที่สอนกันมาจากนางโลมฝรั่งเศส" จินตนาการสำหรับมัวร์คือ "ที่ๆ ความวิปริตและสัตว์ร้ายใช้เป็นบ้าน" หนุ่มมัวร์ตอนอายุยี่สิบห้าปีได้แต่งกวีตอบปฏิเสธคำชวนไปงานเต้นรำของสาวน้อยนางหนึ่ง ในบท "An Apology for Not Accepting" ว่า

To me 'tis giv'n your virtue to secure
From custom's force and pleasure's dangerous lure....
For if, regardless of my friendly voice,
In Fashion's gaudy scenes your heart rejoice,
Dire punishment shall fall upon your head:
Disgust, and fretfulness, and secret dread.

รวมความได้ว่า คำปฏิเสธนี้เป็นการรักษาคุณความดีของคุณจากการล่อลวงอันตรายของกิเลส แม้ผมจะมีทีท่าเป็นมิตรต่อคุณเพียงไร ก็จำต้องบอกว่าหากหัวใจคุณเริงร่าไปกับความล่อใจตามสมัยนิยมแล้ว การลงโทษที่น่าสะพรึงกลัวจะตกถึงศีรษะคุณเป็นแน่ นับเป็นความโชคร้ายของสาวคนนั้นจริงๆ

เหล่านี้เป็นเพียงอารมณ์ขันที่ฟอสเตอร์แบ่งปันให้ฟัง เขาสรุปว่าลิฟวิงสตันคือผู้แต่งกวีคริสต์มาสที่แท้จริง แต่ด้วยเหตุผลที่หนักแน่นจริงจังอื่นๆ และยังได้ค้นพบว่าบทกวีคริสต์มาสจริงๆ ที่มัวร์แต่งน่าจะเป็นอันนี้มากกว่า เป็นบทที่บอกว่าแซนตาคลอสจะไม่ให้ของขวัญเด็ก "เป็นกลองที่ลั่นเสียงหนวกหูแม่" และสำหรับเด็กซนจำพวก "หยาบคาย ลำพอง ไม่สำนึกคุณพ่อแม่ ขี้ปด ช่างสบถ ชอบท้าตีต่อย ขี้โกง" เหล่านี้แซนตาคลอสจะ "ทิ้งไม้เรียวสีดำยาวไว้ให้ ซึ่งเป็นบัญชาอันน่าหวาดกลัวจากพระเจ้าที่สั่งให้พ่อแม่ใช้มันเมื่อบุตรได้ออกนอกลู่ทางแห่งความดี" ฟอสเตอร์มั่นใจมากว่าบทนี้ต้องแต่งโดยมัวร์แน่นอน เมื่อหยุดหัวเราะได้แล้ว คนอ่านต้องยอมรับว่าเชื่อเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน

หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกมาก เพราะผู้เขียนเล่าเรื่องเก่ง น่าเพลิดเพลิน มีอารมณ์ขันหน้าตาย แต่เล่นงานให้เราขำจริงอย่างไม่รู้ตัวได้เสมอ ฟอสเตอร์ใช้ถ้อยคำกระชับ เล่าเรื่องด้วยภาษาที่ดีและฉลาด

ฟอสเตอร์สืบหาตัวผู้เขียนที่แท้จริงก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นต้องได้ตัวผู้เขียน เช่นเพื่อสางคดีอาชญากรรม หรือเพื่อให้เครดิตแก่ผู้สมควรได้รับที่แท้จริงเท่านั้น ส่วนการเปิดโปงโฉมหน้าผู้เขียน Primary Colors มีขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้จากกระแสสื่อมวลชนที่ไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้เฉยๆ ในเมื่อไคลน์มีเสรีในการเขียนโจมตีล้อเลียนบุคคลสาธารณะสุดขีดทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว สาธารณะควรมีเสรีที่จะหาตัวว่าใครคือนักเขียนผู้นี้ แต่ในกรณีนอกเหนือจากนี้แล้ว คำของแวนด้า ทินาสกี้ ข้างล่างนี้น่าจะยังใช้ได้อยู่เสมอ

"เมื่อใดที่ความจริงขึ้นอยู่กับว่าใครพูด แทนที่จะขึ้นกับเนื้อหาในสิ่งที่พูด เมื่อนั้นยุคสมัยได้ตกต่ำลงแล้ว"

เกี่ยวกับผู้เขียน Don Foster ดอน ฟอสเตอร์ เกิดที่ชิคาโกในปี 1950 สอนวรรณคดีอังกฤษที่ Vassar College ตั้งแต่ปี 1986 ได้ช่วยสืบสวนคดีอาชญากรรมหลายสิบคดีที่เกี่ยวกับเอกสารนิรนาม ปัจจุบันพักที่เมือง Poughkeepsie นิวยอร์ก

AUTHOR UNKNOWN : Don Foster
ISBN 0805063579 Henry Holt 318 pages $26.00 Hardcover

A criminal suspect when telling a lie must still use the language that he or she knows, arranged in sentences that he or she is able to construct from within the prisonhouse of his own words. Not even a clever fellow like Ted Kaczynski can escape the cabin of his mind's linguistic system. Give anonymouse offenders enough verbal rope and column inches, and they will hang themselves for you, every time.
AUTHOR UNKNOWN . . . Don Foster


UNABOMBER

หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับคดียูนาบอมเบอร์ คนอ่านจีงอยากจะเล่าเพราะหนังสือเล่มนี้คาดว่าผู้อ่านรู้จักคดีนี้ดีแล้ว และเพราะความอยากเล่าของคนอ่านเอง ยูนาบอมเบอร์เป็นมือวางระเบิดที่เอฟบีไอต้องการตัวที่สุด และลงเงินลงแรงสืบหาตัวมากที่สุดในประวัติศาสตร์การตามล่าอาชญากรในอเมริกา ตำรวจใช้เวลายาวนานถึงสิบเจ็ดปีกว่าจะจับตัวได้ในปี 1995 ยูนาบอมเบอร์เป็นนักวางระเบิดที่คอยส่งพัสดุไปให้เหยื่อทางไปรษณีย์ ชื่อ Unabomber มาจาก UN - UNiversity และ A - Airline และ bomber เพราะเหยื่อระเบิดเป็นอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (โดยเฉพาะทางคอมพิวเตอร์) ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วอเมริกา หรือไม่ก็เป็นคนเกี่ยวกับสายการบิน ยูนาบอมเบอร์แทบไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ให้เลย เขาฆ่าคนไปสามคน ทำให้ยี่สิบสามคนบาดเจ็บหรือสูญเสียอวัยวะ และอาจจับตัวไม่ได้จนบัดนี้ ถ้าเขาไม่ได้บังคับให้สื่อมวลชนตีพิมพ์ข้อเขียนของเขาในปี 1995

ปลายเดือนเมษายน ปี 1995 หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ได้รับจดหมายจากยูนาบอมเบอร์ (รู้ว่าไม่ปลอมเพราะการระเบิดทุกครั้ง เขาใส่โค้ด FC ไว้ในตัวระเบิด ซึ่งไม่มีใครรู้นอกจากตำรวจและยูนาบอมเบอร์เอง ยูนาบอมเบอร์ใส่โค้ดนี้มาด้วยเพื่อแสดงว่าเป็นตัวจริง) เขาเรียกร้องให้สื่อสิ่งพิมพ์ระดับชาติเช่น นิวยอร์กไทมส์ ไทมส์ หรือนิวสวีค ตีพิมพ์แถลงการณ์ที่เขาเขียน และในหนึ่งปีต้องพิมพ์ข้อเขียนของเขาอีกสามหน หากยินยอม เขาจะยุติการส่งระเบิดไปฆ่าคน (แต่ไม่สัญญาว่าจะหยุดการระเบิดทำลายตึกต่างๆ) เรื่องนี้ย่อมเป็นข่าวใหญ่ ทำให้สื่อมวลชนพากันคิดว่าเอาอย่างไรดี ถ้าขืนยอมแล้ววันหลังจะต้องยอมทำอะไรตามอีกบ้างก็ไม่รู้ได้ ส่วนนิตยสารโป๊เพนต์เฮาส์รีบยื่นข้อเสนอว่าพร้อมให้เนื้อที่คอลัมน์ประจำแก่ยูนาบอมเบอร์ แถมบอกว่านิตยสารเรามีสมาชิกอ่านมากกว่า อาจได้ผู้อ่านที่ยูนาบอมเบอร์ปรารถนาก็ได้ (ประโยคหลังนี้ยูนาบอมเบอร์ฟังแล้วจะคิดอย่างไรไม่ทราบ)

วันที่ 19 กันยายน หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ตีพิมพ์แถลงการณ์ของยูนาบอมเบอร์ เนื้อหาต่อต้านเทคโนโลยีในชื่อ Industrial Society And Its Future ความยาว 35,000 คำที่ยาวเหยียดถึงแปดหน้าหนังสือพิมพ์ โดยนิวยอร์กไทมส์ช่วยหารออกค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ด้วย เนื้อความในนั้นบอกว่าเทคโนโลยีเป็นความหายนะต่อมนุษยชาติ แถลงการณ์แสดงให้เห็นว่าเขาเกลียดชังเทคโนโลยีสุดขีด ฉลาด มีการศึกษาและใช้ภาษาดี เป็นเหตุเป็นผลและวางระเบียบความคิดเป็น ถึงแม้ความคิดนั้นจะวิกลวิกาลไปในทางฆ่าและทำลายล้างก็ตาม (เขากล่าวว่าการส่งสารถึงมวลชนที่ได้ผลที่สุดจะต้องทำด้วยการฆ่าคน) ผู้อ่านคนหนึ่งจำได้ว่าข้อเขียนสไตล์นี้คุ้นเคย คล้ายกับพี่ชายของสามีเธอเอง ทั้งคู่บอกตำรวจในที่สุด และในเดือนเมษายน ปี 1996 Ted Kaczynski อดีตอาจารย์ภาคคณิตศาสตร์ของเบิร์คลีย์ก็ถูกจับในกระท่อมเล็กมากอันโดดเดี่ยวในมอนตานา ที่ปราศจากน้ำ ไฟ โทรศัพท์ ในกระท่อมมีหลักฐานที่ปราศจากข้อสงสัยว่าเขาคือยูนาบอมเบอร์

คดีนี้กินเวลาถึงสองปี และอยู่ในความสนใจของผู้คนมาตลอด เท็ดเริ่มด้วยการขอสู้คดีว่าไม่ผิด ซึ่งหากเขาแพ้คดีย่อมนำไปสู่โทษประหาร ทนายของเท็ดจึงตัดสินใจใช้ทางเดียวที่จะทำให้ลูกความรอดได้ นั่นคือต้องสู้คดีว่าไม่ผิดเพราะเป็นบ้า แต่เท็ดยอมตายดีกว่าจะยอมถูกหาว่าเป็นบ้า เพราะถ้าเช่นนั้นแล้ว ความคิดความเชื่อและสิ่งที่เขาเขียนไปทั้งหมดย่อมกลายเป็นความเหลวไหลของคนวิกลจริต ซี่งเขาจะยอมไม่ได้เป็นอันขาด เท็ดไล่ทนายออกและต่อรองกับศาลขอว่าความให้ตนเอง เท็ดพยายามฆ่าตัวตายในคุก ศาลให้เขาไปตรวจสภาพจิตก่อนว่าพร้อมจะว่าความให้ตัวเองได้ จิตแพทย์บอกว่าเท็ดมีความสามารถจะว่าความให้ตัวเองได้ แต่มีอาการของโรคจิตหลอน (paranoid schizophrenia) สุดท้ายเท็ดตกลงยอมรับว่าผิดจริง เพื่อแลกกับโทษจำคุกตลอดชีวิตแทนโทษประหาร ตลอดคดีนี้ เราคงเข้าใจสภาพจิตใจที่ปวดร้าวของน้องชายเท็ดที่ต้องรู้สึกว่าส่งพี่ชายไปตายได้ เท็ดไม่มองหน้าน้องชายและครอบครัวของตนที่ไม่ได้พบกันมาร่วมสิบปีเลย และบอกนิวยอร์กไทมส์ว่าน้องชายเขาเป็นดังยูดาส อิสคาริออต (ผู้ทรยศต่อพระเยซูและชี้ตัวพระองค์จนทำให้พระเยซูถูกตรึงที่กางเขน) แต่เขาก็บอกว่าไม่ได้จะเปรียบตัวเองเป็นพระเจ้า เท็ดจะพิมพ์หนังสือ Truth Versus Lies เร็วๆ นี้

คดียูนาบอมเบอร์เป็นคดีสะเทือนขวัญ และถ้ายังจับตัวไม่ได้ เท็ดจะฆ่าคนต่อไป เขาเกลียดชังสังคมมากและจะฆ่าใครก็ตามที่เขาเห็นว่าเป็นฝ่ายเทคโนโลยี บันทึกของเท็ดตอนหนึ่งเขียนว่า "ข้าพเจ้าจะฆ่า แต่ต้องพยายามไม่ให้ถูกจับได้ เพื่อจะได้ฆ่าต่อไป" เท็ดบอกว่าเขาจะไม่แตะต้องคนในสายอาชีพทางสังคมศาสตร์ เช่นวรรณคดี ปรัชญา สำหรับเท็ดแล้ว สองสาขานี้คือ "bullshit subject"

* * *

JonBenet Ramsey

อีกหนึ่งคดีที่โด่งดังระดับชาติและเป็นคดีปริศนาที่ฟอสเตอร์มีส่วนเกี่ยวข้องคือการฆาตกรรม จอนบีเนต์ แรมซีย์ วัยหกปี คดีนี้เป็นข่าวเกรียวกราวเพราะประกอบด้วยทุกอย่างที่สื่อมวลชนจะเอามาขายได้ และเป็นคดีที่เต็มไปด้วยรายละเอียดแปลกพิสดาร สร้างความงุนงงแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างมาก ภาพเด็กหญิงหน้าตาสะสวยปรากฏในทีวีทุกช่อง และแท็ปลอยด์ก็เล่นข่าวนี้เป็นแรมปี แต่จนทุกวันนี้ เกือบห้าปีนับแต่เหตุการณ์ได้เกิดขึ้น ตำรวจยังไม่มีทีท่าจะทำให้คดีนี้คืบหน้าไปได้

ที่เมืองโบลเดอร์ โคโลราโด ตอนเช้าวันที่ 26 ธันวาคม 1996 ถัดจากวันคริสต์มาส แพทซี แรมซีย์ตื่นแต่เช้าตรู่ เธอพบจดหมายเรียกค่าไถ่วางอยู่ บอกว่าลูกสาว จอนบีเนต์ แรมซีย์ ถูกลักพาตัวไปแล้ว ให้นำเงินจำนวน $118,000 มาให้ ห้ามบอกตำรวจ แต่แพทซีและจอห์น พ่อแม่ก็แจ้งตำรวจ ในวันเดียวกันนั้น จอห์นเดินค้นบ้านและพบร่างไร้ชีวิตของลูกสาวที่ห้องใต้ดิน

สิ่งที่ทำให้คดีนี้เป็นปริศนา มีตั้งแต่ความผิดพลาดในการทำงานของตำรวจ ปัญหาความขัดแย้งของตำรวจด้วยกันเอง และความน่าพิศวงในรายละเอียดของคดี จำนวนเงินเรียกค่าไถ่ถือว่าเล็กน้อยมากสำหรับครอบครัวฐานะระดับนี้ แต่ที่แปลกคือบังเอิญตรงกับเงินโบนัสประจำปีของพ่อเด็ก เมืองที่เกิดเหตุเป็นเมืองเล็กๆ ทั้งปีไม่มีคดีฆาตกรรมเลย ตำรวจจึงพลาดตั้งแต่การจัดการสถานที่เกิดเหตุ เมื่อตำรวจไปถึงบ้าน บ้านนั้นก็เต็มไปด้วยญาติและเพื่อนบ้านของจอห์นและแพทซี แรมซีย์แล้ว ร่องรอยใดๆ ของฆาตกรในบ้านย่อมถูกปะปนสับสนกับคนเหล่านั้น ผู้ที่พบร่างเด็กน้อยไม่ใช่ตำรวจแต่เป็นพ่อ และพ่ออุ้มร่างลูกสาวขึ้นมาบนบ้าน ตำรวจหญิงที่ไปถึงที่เกิดเหตุเห็นใจพ่อแม่ ได้ปลอบโยนดูแลจนไม่ได้ซักถามอะไรมาก และเมื่อจะซักถามเป็นเรื่องเป็นราวอีกที พ่อแม่ต่างจ้างทนายจำเลยที่เก่งที่สุดในอเมริกามาเป็นตัวแทนแล้ว เรื่องนี้เข้าใจได้เพราะบ้านนี้ร่ำรวยมาก และเหตุฆาตกรรมเด็กที่เกิดในบ้าน ผู้ต้องสงสัยย่อมเป็นคนในบ้านด้วย ตำรวจต้องรอถึงสี่เดือนจึงจะได้สอบปากคำพ่อแม่ โดยตำรวจยินยอมทำตามเงื่อนไขของพ่อแม่ว่า ต้องสัมภาษณ์ด้วยกัน (ไม่มีการแยกกันให้ปากคำ) และตำรวจต้องส่งรายการคำถามมาให้ดูล่วงหน้า ข้อเท็จจริงนี้สร้างความช็อคและสะอิดสะเอียนกับตำรวจเมืองนี้ต่อผู้คนทั่วประเทศ ทำไมแทนที่พ่อแม่จะให้ความร่วมมือดีๆ กับตำรวจถึงต้องเล่นตัวขนาดนี้ และทำไมตำรวจจึงยอมได้มากอย่างนี้

สิ่งที่น่าสงสัยกว่านั้นคือหลักฐานในคดีที่บอกว่า จดหมายเรียกค่าไถ่ที่เขียนด้วยลายมือยาวสามหน้านั้น เขียนในบ้านที่เกิดเหตุเอง จากกระดาษโน้ตและปากกาในบ้าน (อยากชวนให้ไปอ่านจดหมายเรียกค่าไถ่ที่ยืดยาวและแปลกพิสดารยิ่ง ภาพถ่ายจดหมายเรียกค่าไถ่, เนื้อความจดหมายเรียกค่าไถ่) สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามมากมาย เช่นว่า ทำไมผู้ร้ายถึงได้ใจเย็นเขียนจดหมายในบ้าน ขณะที่พ่อแม่หลับอยู่บนบ้าน ทำไมจะเรียกค่าไถ่จึงไม่เตรียมจดหมายมาก่อน และไม่เตรียมกระทั่งเครื่องเขียนมาเอง บ้านหรือคฤหาสน์นี้ใหญ่โต หากไม่ใช่คนคุ้นเคยไฉนจะทำทุกอย่างในความมืดได้อย่างใจเย็น ความพิลึกของเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขียนจดหมายก่อนที่เด็กจะเสียชีวิต (บุกรุกบ้านคนอื่นแล้วจับตัวเด็กมา ไปหากระดาษปากกาในความมืดแล้วเขียนจดหมาย เขียนเสร็จแล้วค่อยเอาเด็กออกจากบ้านไป ไม่ได้กลัวว่าเด็กจะร้องหรือดิ้นรนให้เป็นที่แตกตื่นเพราะจัดการให้เด็กเงียบไปแล้ว) หรือว่าเขียนหลังจากเด็กเสียชีวิตแล้ว (ตั้งใจมาลักพาตัวแต่พลาด เด็กเกิดเสียชีวิต แทนที่จะรีบหนีไปกลับจัดฉาก โดยมานั่งเขียนจดหมายเรียกค่าไถ่) ที่สำคัญคือมีร่องรอยว่าผู้เขียนจดหมายซักซ้อมเขียนก่อนด้วย และดัดแปลงลายมือ (หน้าซ้อมเขียนนั้นถูกฉีกไปแล้วและหาไม่พบ แต่รู้ว่ามี จากรอยปากกาที่กดในกระดาษที่ยังฝังรอยในหน้าที่ยังอยู่ในเล่ม) และรายละเอียดอื่นๆ อีกมากที่ล้วนแต่น่าประหลาดใจ

หลักฐานชัดเจนอย่างเดียวที่มีคือจดหมายเรียกค่าไถ่นี้ ฟอสเตอร์จึงได้รับการติดต่อให้มาช่วยในคดีนี้ด้วย คนใกล้ชิด 73 คนถูกเรียกตัวมาลองเขียนตัวอย่างลายมือให้ตำรวจดู ในจำนวนนี้มีเพียงคนเดียวในที่ตำรวจไม่สามารถจะตัดออกจากผู้ต้องสงสัย (ว่าจะเขียนจดหมาย) ได้ แม้จะมีการขอให้ส่งตัวอย่างลายมือเพิ่มเติมถึงหกครั้ง คนๆ นี้ยังอยู่ในที่เกิดเหตุ และเป็นคนเดียวที่สตีฟ โธมัสยกคำของฟอสเตอร์มากล่าวว่า พยายามเปลี่ยนแปลงลายมือตัวเองหลังจากถูกสอบสวน ทั้งที่โดยทั่วไป คนเราถ้าไม่ได้ทำผิดก็ไม่น่าแปลงลายมือตัวเองให้เป็นการรนหาที่ ซึ่งคนๆ นั้นก็คือแพทซี แรมซีย์ แม่เด็กนั่นเอง

สตีฟ โธมัสเป็นอดีตนักสืบในคดีนี้ คดีนี้เต็มไปด้วยปัญหา มีกระทั่งปัญหาระหว่างตำรวจและทีมสืบสวนด้วยกันเอง โธมัสเซ็งที่คดีนี้ไม่ไปไหนจนเลิกไปในที่สุด เขาเขียนหนังสือเรื่อง JonBenet : Inside the Ramsey Murder Investigation ตีพิมพ์ในปี 2000 โธมัสเขียนในเล่มว่าเขาคิดว่าฆาตกรคือแม่ของเด็กนั่นเอง และยกหลักฐานหลายอย่างมาประกอบความเชื่อของเขา (สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องจะทำให้ผู้คนตกอกตกใจอะไร เพราะหลายคนเห็นพฤติกรรมของคนในบ้านก็คาดเดาไปในทางนี้อยู่แล้ว) หนึ่งในเหตุผลที่โธมัสยกมาและเขียนไว้ในหนังสือคือประโยคที่ ดอน ฟอสเตอร์ บอกเขาว่าจดหมายน่าจะเขียนโดยแม่เด็ก "Steve, I believe I am going to conclude the ransom note was the work of a single individual: Patsy Ramsey." ฟอสเตอร์ทำรายงานวิเคราะห์เรื่องนี้ไว้อย่างละเอียด แต่ความเห็นของฟอสเตอร์และของโธมัสรวมกันก็ไม่ได้ช่วยอะไรในคดีนี้ และยังไม่ได้หมายความว่าแพทซีจะต้องเป็นคนผิด เพราะไม่ใช่ว่าฟอสเตอร์จะไม่เคยพลาดมาก่อน

ฟอสเตอร์ผิดพลาดประการหนึ่ง ซึ่งเขาเขียนยอมรับไว้สั้นๆ ในหนังสือ Author Unknown  แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าพลาดอย่างไรและส่งผลเช่นไร ความพลาดนี้เกิดตั้งแต่ตอนเหตุฆาตกรรมเพิ่งเกิดขึ้น ฟอสเตอร์ยังไม่ได้รับการติดต่อจากใครทั้งสิ้น เขาใช้อินเทอร์เน็ตเข้าไปในบอร์ดสนทนาเรื่องคดีนี้ คดีแรมซีย์โด่งดังสุดขีดในตอนนั้น เกิดการวิเคราะห์พูดคุยอย่างมากมาย ในตอนนั้น ฟอสเตอร์สงสัยว่าคนเล่นเน็ตคนหนึ่งในนาม jameson ที่คลั่งไคล้เรื่องนี้อย่างมากคือฆาตกร ซึ่งเขาคิดว่าเป็นลูกชายอีกคนของจอห์น แรมซีย์ (ที่คนละแม่กับจอนบีเนต์) ในตอนนั้นยังไม่มีการเปิดเผยจดหมายค่าไถ่ให้สื่อมวลชนรับรู้ ฟอสเตอร์มั่นใจขนาดส่งแฟกซ์ไปหาจอห์นและแพทซี บอกว่าเขารู้ว่าคุณไม่ได้ผิดและพร้อมจะเอาเกียรติยศตัวเองเป็นประกัน เขาเต็มใจช่วยเหลืออย่างยิ่ง และเขารู้ว่าฆาตกรที่แท้เป็นใคร แต่ทฤษฎีของฟอสเตอร์ผิดพลาด ผู้ที่เขาสงสัยเป็นเพียงแม่บ้านธรรมดาคนหนึ่ง และเป็นความผิดพลาดที่ฟอสเตอร์เสียใจและต้องจดจำ เพราะทนายฝ่ายแรมซีย์พร้อมจะยกหลักฐานแฟกซ์ที่เขาส่งให้มาสู้กับการวิเคราะห์ผู้เขียนจดหมายของเขา ตำรวจโบลเดอร์ให้ฟอสเตอร์ยุติการทำคดีเมื่อรู้เรื่องนี้เข้า เพราะเครดิตความน่าเชื่อถือของฟอสเตอร์ย่อมต้องถูกทำลายย่อยยับ จนหลักฐานใดๆ ที่เขาวิเคราะห์จะใช้การไม่ได้ผลในศาล

ฟอสเตอร์ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในคดีนี้ในหนังสือเขาได้ แต่ก็บอกว่า "ผมเชื่อว่าความจริงจะปรากฏในอีกไม่ช้า" ทุกคนคงหวังอย่างนั้นด้วยเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม

  • ทฤษฎีคุณแม่เป็นคนทำ : Patsy Ramsey scenario
  • ทฤษฎีว่าคนทำต้องเป็นคนนอกบุกรุกเข้ามา : Intruder scenario
  • (มีภาพที่อาจจะน่ากลัว) รูปถ่ายจากสถานที่เกิดเหตุ พร้อมเหตุผลสนับสนุนและแย้งว่าคนนอกเป็นคนทำ
  • คำบรรยายจากรายการ JonBenet A Second Look (7 พ.ย. 2002, Court TV) นักสืบ ลู สมิธ และคนอื่นๆ ให้ข้อมูลว่าฆาตกรไม่ใช่คนในบ้าน

Copyright © 2006 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ เมษายน ๒๕๔๔