ดอน
ฟอสเตอร์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นอาจารย์สอนเช็คสเปียร์
แต่ความสามารถในการวิเคราะห์ทางภาษาอันน่าทึ่ง
โดยเฉพาะการแกะรอยหาตัวผู้เขียนเอกสารที่ไม่ลงนาม
ทำให้ตำรวจเชิญฟอสเตอร์ไปร่วมงานทางกฎหมาย
คดีโด่งดังที่ฟอสเตอร์มีส่วนร่วมคือคดียูนาบอมเบอร์
และคดีฆาตกรรมปริศนาของ จอนบีเนต์ แรมซีย์
ฟอสเตอร์เล่าเส้นทางชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอันแวดล้อมด้วยบทกวี
ที่ต้องไปบรรจบข้องแวะกับอาชญากรโดยไม่คาดฝัน เส้นทางที่เขาพาเราไปรู้จักนี้น่าสนใจและเล่าได้สนุกอย่างยิ่ง
ฟอสเตอร์ไม่ได้หาตัวผู้เขียนเอกสารไม่ลงนามจากลายมือ
แต่เขาพิจารณาการเขียนและถ้อยคำที่ใช้ คนเราอาจปลอมแปลงลายมือ
หรือปิดบังลายมือโดยการใช้พิมพ์ดีดหรือคอมพิวเตอร์ได้
แต่ฟอสเตอร์บอกว่าไม่มีใครในโลกที่เขียนเหมือนกัน
ใช้คำศัพท์ชุดเดียวกัน วางรูปประโยคเหมือนกัน
ใช้ไวยากรณ์และตัวสะกดแบบเดียวกัน คนเรามีคลังศัพท์ต่างกันไป เราเขียนความคิดออกมาได้ด้วยคำศัพท์และการสะกดที่เรารู้และสะสมไว้ในตัว
ซึ่งแต่ละคนมีไม่เหมือนกันเลย
การวางเครื่องหมายต่างๆ เช่น , : ;
การเว้นวรรค การใช้คำย่อ
การใช้ตัวอักษรใหญ่เล็กในภาษาอังกฤษของแต่ละคนคนล้วนต่างกัน ยูนาบอมเบอร์
นักวางระเบิดคนดังที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาชอบใส่เครื่องหมาย ,
ก่อนหน้า because เสมอ และใส่ ; ก่อนหน้า but การสะกดก็เช่นกัน
เราสะกดคำถูกผิดต่างกันไป
เครื่องมือช่วยตรวจคำผิดในโปรแกรมเอกสารปัจจุบันอาจช่วยลดความผิดพลาดนี้ได้
แต่ไม่เสมอไปนัก หากใช้โปรแกรมโดยเลินเล่อ ก็จะเป็นการบอกยี่ห้อของโปรแกรมที่ใช้ให้รู้ได้
หรือหากใช้โปรแกรมตัดปะและแก้ไขคำโดยสะเพร่าอย่างที่มอนิก้า
เลวินสกี้กระทำ
ผลที่ออกมาอาจเป็นบทเรียนให้จดจำไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว
ไวยากรณ์ของแต่ละคนต่างกัน บางคนใช้ลักษณะนามผิดเสมอๆ
หรือใช้กาลกริยาผิด รูปแบบการใช้ไวยากรณ์เป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ซ่อนได้ยาก
การวางรูปประโยคก็เช่นกัน
ฟอสเตอร์บอกว่าไม่ว่าเราจะเขียนจดหมายถึงแม่หรือจดหมายขู่ฆ่าใครสักคนก็ตาม
การเขียนย่อมมีรูปประโยคเหมือนกัน
เพราะเราต่างถูกจองจำในภาษาของตัวเอง การเขียนของเราบอกสิ่งที่เราได้อ่าน
ได้รับรู้ ได้ฟัง และได้ยินมาตลอดชีวิต
ร่องรอยเหล่านี้ย่อมปรากฏในการเขียนของเรา
ฟอสเตอร์เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากการประกาศว่าบทกวี The
Funeral Elegy ที่ลงชื่อว่าแต่งโดย W.S. ที่แท้นั้น W.S. คือวิลเลียม
เช็คสเปียร์นั่นเอง
กว่าความคิดนี้จะเป็นที่ยอมรับต้องใช้เวลาผ่านขวากหนามอยู่สิบสองปี
ฟอสเตอร์พาเราร่วมไปกับการค้นพบอันนี้ และสิ่งนี้นำไปสู่บทบาทอื่นๆ ในอนาคต
ที่ตัวเขาเองก็คาดไม่ถึงว่าจะได้รับ
ชื่อเสียงจากการค้นพบบทกวีเช็คสเปียร์ทำให้สื่อมวลชนจำนวนมากติดต่อให้เขาหาคำตอบว่าใครคือผู้เขียนหนังสือ
Primary Colors (1996) ที่กำลังดังเป็นพลุ ที่ดังเพราะเป็นนิยายเสียดสีบิล
คลินตัน และการหาเสียงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1992 ของคลินตัน
การล้อเลียนในหนังสือแสบสันต์ ผู้เขียนรู้รายละเอียดลึกๆ
จำนวนมากจนไม่มีใครในวอชิงตันนิ่งนอนใจได้ นิยายเล่มนี้ขายโดยไม่เปิดเผยตัวผู้แต่ง ผู้คนอยากรู้ว่าใครเป็นคนเขียน
แม้แต่คลินตันยังมีอารมณ์ขันว่าสิ่งนี้เป็นความลับประการเดียวที่เขาไม่เคยรู้ในทำเนียบขาว
ฟอสเตอร์ตกลงใจลองหาคำตอบ
จากความหวังว่าเทคนิคที่เขาใช้กับเช็คสเปียร์อาจได้ผล
และอาจทำให้ผู้คนยอมรับวิธีของเขามากขึ้น (เมื่อฟอสเตอร์ประกาศเรื่องบทกวีเช็คสเปียร์
นักวิชาการหลายคนตำหนิฟอสเตอร์อย่างสาดเสียเทเสีย บอกว่าวิธีที่เขาใช้เป็นเรื่องตลก)
ฟอสเตอร์ประกาศในที่สุดว่า Joe
Klein นักเขียนของ นิวสวีค คือนักเขียนนิรนามนั้น
ซึ่งไคลน์ปฏิเสธลูกเดียวนานหลายเดือน อีกทั้งสาปส่งฟอสเตอร์ต่างๆ นานา ก่อนจะยอมรับว่าใช่ในเวลาต่อมา
ฟอสเตอร์เล่าเรื่องนี้สนุกและสะท้อนความดึงดันของสื่อมวลชนอเมริกันได้ดีมาก ยังมีอารมณ์ขันเจ็บแสบ ฝากรอยมีดโกนให้ไคลน์พอบาดๆ
ถึงศีลธรรมของนักวารสารที่โกหกหลอกลวง
บทต่อมาเป็นเรื่องของยูนาบอมเบอร์
ฟอสเตอร์ไม่ได้มีส่วนโดยตรงในการคลี่คลายคดีนี้
เขาเพียงช่วยวิเคราะห์เอกสารบางส่วนเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในศาล
แต่ด้วยความสนใจส่วนตัวฟอสเตอร์จึงเล่าสิ่งที่วิเคราะห์ให้ฟัง มีหลายประเด็นที่น่าสนใจมาก
เช่นความเชื่อมโยงของแสตมป์ที่ใช้ส่งพัสดุ การเลือกเหยื่อระเบิด
ใครสนใจเรื่องยูนาบอมเบอร์ไม่ควรพลาด
บทต่อมาเป็นเรื่อง Talking Points
เอกสารต้นเหตุที่นำไปสู่คดีที่เคนเนท สตาร์ ใช้ฟ้องถอดถอนบิล
คลินตัน ออกจากตำแหน่ง
ฟอสเตอร์วิเคราะห์ว่าใครน่าจะเป็นผู้เขียนเอกสารตัวจริง
เรื่องของมอนิก้า เลวินสกี้ และลินดา ทริป
รวมถึงอีกสองชื่อข้างต้นอาจเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายจนไม่อยากรับรู้อีก
แต่ฟอสเตอร์เล่าเรื่องได้สนุกมาก
เป็นเรื่องที่อ่านเพลินที่สุดเท่าที่เคยอ่านเรื่องอื้อฉาวนี้มา
ฟอสเตอร์มีอารมณ์ขันเรียบๆ ที่ชอบมาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว เช่นเล่าว่ามอนิก้ามักเขียนอีเมลไปบ่นกับทริปว่ามิสเตอร์
พี. (คลินตัน) ทอดทิ้งเธอ และแสดงอารมณ์นี้ด้วยวลีว่า "FUCK ME!!!!"
ฟอสเตอร์บอกว่าน่าแปลกที่ "ลินดา
ทริปผู้ได้รับข้อความกระทำสิ่งที่ว่ากับมอนิก้าจริงๆ โดยที่มิสเตอร์
พี. ไม่เคยเลย"
บทต่อมาเป็นเรื่องการหาความจริงว่า "Wanda Tinasky คือคนเดียวกับ Thomas Pynchon ผู้เขียนหนังสือเช่น The Crying of Lot 49 (1963) Gravity's Rainbow
(1973) หรือไม่" แวนด้าเป็นนักเขียนปากร้ายมาก มาก และมาก
ทั้งยังมีอารมณ์ขันเหี้ยมโหด
เธอบรรยาย บ.ก. แผนกกวีของนิตยสารที่ตนเองเขียนประจำอยู่ว่า "wouldn't
know a poem if it bit her in the ass in broad daylight" (ไม่รู้จักบทกวี ต่อให้มันออกมากัดตูดหล่อนกลางวันแสกๆ)
ฟอสเตอร์ไม่คิดว่าแวนด้าเป็นคนเดียวกับนักเขียนผู้โด่งดัง
แต่แล้วการสืบค้นเรื่องนี้ได้ยืนยันความเชื่อของเขา
และทำให้ความจริงอีกประการอันคาดไม่ถึงปรากฏ
เรื่องนี้สรุปได้น่าตกใจและเป็นความสยองขวัญไป
แต่จะเป็นอย่างไรนั้นให้ผู้อ่านไปรู้เองจะดีกว่า
บทสุดท้ายอ่านได้เบาๆ เป็นการหาความจริงว่าใครคือผู้เขียนบทกวี
'Twas the Night Before Christmas (1823) ที่โด่งดัง
บทกวีนี้อ้างว่าเขียนโดย Clement Clarke Moore
แต่มีข้อโต้แย้งว่าแต่งโดย Henry Livingston ต่างหาก
บทกวีนี้เป็นบทแรกในอเมริกาที่ให้ภาพแซนตาคลอสว่าเป็นชายชราลงพุง เคราขาว
แก้มแดง ผู้สดใสร่าเริง คอยมาแจกของขวัญเด็กๆ ในคืนคริสต์มาส
ก่อนหน้านั้นความเชื่อในแซนตาคลอสไม่ได้ดูน่ารักและไม่ได้รับการยอมรับเช่นนี้
ฟอสเตอร์ไม่อยากเชื่อว่าเคลเมนต์ มัวร์ คือผู้เขียน
และได้แสดงเหตุผลที่มีน้ำหนักหลายอย่าง ฟอสเตอร์เล่าเหตุผลต้นๆ
ที่ทำให้เขากังขาได้น่ารักน่าขันมาก มัวร์เป็นคนเคร่งศาสนาอย่างยิ่ง
เขียนบทกวีจริงจังเสมอ
บทกวีของมัวร์มักสะท้อนความรำคาญเด็กที่เสียงดังหนวกหู
เช่นเขาเขียนกวีว่า "Babylonish noise about my ear"
ที่ทำลายความสุขระหว่างกินอาหารเช้า ซึ่ง
"ยังความสับสนแก่สมองจนเกือบทำให้หัวแตกเป็นเสี่ยง"
เขาเรียกทารกที่ร้องจ้าในบทกวีว่า "brat" มัวร์เชื่อว่าทารกมีจิตวิญญาณชั่วร้ายได้
มัวร์ประพันธ์นิราศและบรรยายเด็กที่พบเห็นระหว่างไปเที่ยวว่าเป็นสัตว์ร้ายตัวน้อยที่
"ตอบโต้เพลงกล่อมของมารดาด้วยการถีบเตะ ดึงดัน
และก่อกวนให้เสียงดังขึ้นไปอีก"
ความเสียงดังทุกอย่างเป็นสิ่งที่มัวร์ชิงชัง การเต้นรำ ดนตรี
ตลอดจนการแต่งหน้า แต่งตัว ท่วงท่าของผู้หญิง
ล้วนเป็นสิ่งที่มัวร์ไม่เห็นชอบ "น่าอาย! น่าอาย! ความคิดที่บีบคั้นจิตใจ!
ความแปดเปื้อนที่จมดิ่งลึกลง! ... ศิลปาการที่สอนกันมาจากนางโลมฝรั่งเศส"
จินตนาการสำหรับมัวร์คือ "ที่ๆ ความวิปริตและสัตว์ร้ายใช้เป็นบ้าน"
หนุ่มมัวร์ตอนอายุยี่สิบห้าปีได้แต่งกวีตอบปฏิเสธคำชวนไปงานเต้นรำของสาวน้อยนางหนึ่ง
ในบท "An Apology for Not Accepting" ว่า
To me 'tis giv'n your virtue to secure
From custom's force and pleasure's dangerous lure....
For if, regardless of my friendly voice,
In Fashion's gaudy scenes your heart rejoice,
Dire punishment shall fall upon your head:
Disgust, and fretfulness, and secret dread.
รวมความได้ว่า คำปฏิเสธนี้เป็นการรักษาคุณความดีของคุณจากการล่อลวงอันตรายของกิเลส
แม้ผมจะมีทีท่าเป็นมิตรต่อคุณเพียงไร
ก็จำต้องบอกว่าหากหัวใจคุณเริงร่าไปกับความล่อใจตามสมัยนิยมแล้ว
การลงโทษที่น่าสะพรึงกลัวจะตกถึงศีรษะคุณเป็นแน่
นับเป็นความโชคร้ายของสาวคนนั้นจริงๆ
เหล่านี้เป็นเพียงอารมณ์ขันที่ฟอสเตอร์แบ่งปันให้ฟัง
เขาสรุปว่าลิฟวิงสตันคือผู้แต่งกวีคริสต์มาสที่แท้จริง
แต่ด้วยเหตุผลที่หนักแน่นจริงจังอื่นๆ
และยังได้ค้นพบว่าบทกวีคริสต์มาสจริงๆ ที่มัวร์แต่งน่าจะเป็นอันนี้มากกว่า
เป็นบทที่บอกว่าแซนตาคลอสจะไม่ให้ของขวัญเด็ก
"เป็นกลองที่ลั่นเสียงหนวกหูแม่" และสำหรับเด็กซนจำพวก "หยาบคาย ลำพอง
ไม่สำนึกคุณพ่อแม่ ขี้ปด ช่างสบถ ชอบท้าตีต่อย ขี้โกง"
เหล่านี้แซนตาคลอสจะ "ทิ้งไม้เรียวสีดำยาวไว้ให้
ซึ่งเป็นบัญชาอันน่าหวาดกลัวจากพระเจ้าที่สั่งให้พ่อแม่ใช้มันเมื่อบุตรได้ออกนอกลู่ทางแห่งความดี"
ฟอสเตอร์มั่นใจมากว่าบทนี้ต้องแต่งโดยมัวร์แน่นอน
เมื่อหยุดหัวเราะได้แล้ว คนอ่านต้องยอมรับว่าเชื่อเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน
หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกมาก เพราะผู้เขียนเล่าเรื่องเก่ง
น่าเพลิดเพลิน มีอารมณ์ขันหน้าตาย
แต่เล่นงานให้เราขำจริงอย่างไม่รู้ตัวได้เสมอ ฟอสเตอร์ใช้ถ้อยคำกระชับ
เล่าเรื่องด้วยภาษาที่ดีและฉลาด
ฟอสเตอร์สืบหาตัวผู้เขียนที่แท้จริงก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นต้องได้ตัวผู้เขียน
เช่นเพื่อสางคดีอาชญากรรม
หรือเพื่อให้เครดิตแก่ผู้สมควรได้รับที่แท้จริงเท่านั้น
ส่วนการเปิดโปงโฉมหน้าผู้เขียน Primary Colors
มีขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้จากกระแสสื่อมวลชนที่ไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้เฉยๆ
ในเมื่อไคลน์มีเสรีในการเขียนโจมตีล้อเลียนบุคคลสาธารณะสุดขีดทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว
สาธารณะควรมีเสรีที่จะหาตัวว่าใครคือนักเขียนผู้นี้
แต่ในกรณีนอกเหนือจากนี้แล้ว คำของแวนด้า ทินาสกี้
ข้างล่างนี้น่าจะยังใช้ได้อยู่เสมอ
"เมื่อใดที่ความจริงขึ้นอยู่กับว่าใครพูด แทนที่จะขึ้นกับเนื้อหาในสิ่งที่พูด เมื่อนั้นยุคสมัยได้ตกต่ำลงแล้ว"
เกี่ยวกับผู้เขียน Don Foster ดอน ฟอสเตอร์ เกิดที่ชิคาโกในปี 1950 สอนวรรณคดีอังกฤษที่ Vassar College ตั้งแต่ปี
1986 ได้ช่วยสืบสวนคดีอาชญากรรมหลายสิบคดีที่เกี่ยวกับเอกสารนิรนาม
ปัจจุบันพักที่เมือง Poughkeepsie นิวยอร์ก AUTHOR UNKNOWN : Don Foster
ISBN 0805063579 Henry Holt 318 pages $26.00 Hardcover
A criminal suspect when
telling a lie must still use the language that he or she knows,
arranged in sentences that he or she is able to construct from within
the prisonhouse of his own words. Not even a clever fellow like Ted
Kaczynski can escape the cabin of his mind's linguistic system. Give
anonymouse offenders enough verbal rope and column inches, and they
will hang themselves for you, every time.
AUTHOR UNKNOWN . . . Don Foster
|