เวลาเจอหนังสือที่มีความหนาและบทบรรยายเยอะ ผมมักมีความกลัวอยู่เสมอว่าจะอ่านหนังสือไม่จบ หมดความอดทนไปเสียก่อน คิดเองว่าหนังสือในลักษณะนี้ต้องมีเสน่ห์ชวนติดตามมากพอดู มีชั้นเชิงทางภาษาหรือสามารถเล่าเรื่องไม่ให้เกิดช่องว่างในห้วงอารมณ์นาน Atonement เป็นหนังสือที่ถือว่าเข้าขั้นคลาสสิก จับใจอย่างที่หาคำใดมาอธิบายได้ยาก
หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นเล่าภาคแรกในปี 1935 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ไบรโอนี่เด็กน้อยในวัย 13 ปี ลูกสาวคนสุดท้องของครอบครัวกำลังซ้อมละครอยู่กับเพื่อนที่คฤหาสน์ตระกูลทัลลิส เธอแต่งบทละครขึ้นเองเพื่อต้อนรับพี่ชายที่กลับมาเยี่ยมบ้านจากเคมบริดจ์ ไบรโอนี่ชอบหนังสือใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน โลกนี้จึงมีแต่ความฝันและจินตนาการแสนสวย เธออ่อนไหวช่างคิดในสิ่งที่พบที่สัมผัส ไบรโอนี่มักจะเก็บเรื่องราวต่างๆ มาเป็นข้อมูลวางแผนในเรื่องการเขียนเสมอ ความช่างฝันของเธอเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนนำมาเป็นชนวนผูกเรื่อง โดยเฉพาะในวัยที่กำลังก้าวข้ามความเป็นเด็กที่ยังแยกความจริงไม่ออกจากความฝัน ถ้าสมมติว่าเธอผูกเรื่องผิดสิ่งที่เธอกระทำลงไปเธอคงไม่เข้าใจหรอกว่ามันจะมีผลทำร้ายชีวิตและจิตใจของคนอื่นอย่างไร จุดนี้เองที่ผู้เขียนใจถึงพอจะให้ตัวละครก่ออาชญากรรมความคิดในทางที่ผิดอย่างไร้เดียงสา เมื่อวันหนึ่งไบรโอนี่แอบเห็นเหตุการณ์ทะเลาะกันตรงลานน้ำพุหน้าบ้านระหว่างซิซีเลียพี่สาวของเธอกับร็อบบี้ลูกชายแม่บ้านที่มีอนาคตเรียนหมอ ภาพที่เธอมองเห็นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในเหตุการณ์ต่างต่างที่ตามมา ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวละครทั้งหมดและยังตามหลอกหลอนกันไปจนชั่วชีวิต มนต์ขลังของหนังสือจะหมดสิ้นลง ถ้าเล่าให้ฟังว่าไบรโอนี่ได้ทำอะไรไว้บ้าง เรื่องนี้จึงต้องตามอ่านกันเอง
เนื้อหาในภาคสองและสามเป็นการเล่าเรื่องชีวิตที่ถูกทำให้ผิดทางในช่วงสงคราม ชีวิตของร็อบบี้ตอนไปเป็นทหาร ชีวิตของซิซีเลียที่เลิกติดต่อกับทางบ้านและหนีไปเป็นพยาบาล และตัวไบรโอนี่เองกับความผิดที่เธออยากชดใช้ ซึ่งเธอทำได้ดั่งชื่อหนังสือและคนอื่นให้อภัยเธอหรือเปล่า แมคอีแวนสร้างความแปลกใจด้วยวิธีการเขียนเป็นอันดับแรก หนังสือเก่าเก่าของเขาไม่เคยเขียนในสไตล์แบบนี้มาก่อน เขาเขียนเทคนิคแบบเวอร์จิเนีย วูลฟ์ ทำให้นึกว่ากำลังอ่านเดอะเวฟ หรือมิซซิล ดัลโลเวย์ แต่ในภาษาที่เข้าใจง่ายสมัยใหม่กว่า ตอนเริ่มต้นเราไม่แน่ใจว่าเขาตั้งใจหรือไม่ แต่สิ่งเหล่านี้มาเฉลยในช่วงกลางเรื่องเมื่อพบว่าไบรโอนี่เป็นคนเขียนหนังสือเล่มนี้เอง มีตอนหนึ่งที่เธอได้รับจดหมายตอบกลับพร้อมคำแนะนำอย่างละเอียดจากบรรณาธิการและอลิซาเบธ โบวน์ (The Death of the Heart) นักเขียนชื่อดังในยุคนั้นว่าเรื่องที่เธอส่งมานี้ เธอเขียนได้ดีแต่คล้ายเวอร์จิเนีย วูลฟ์มากเกินไปและประเด็นคือมันไม่มีพล็อต แมคอีแวนทำให้เรายิ้มออกกับการเล่นในมุขนักเขียน แต่ที่สำคัญคือเขาทำได้ดีมากและใช้ภาษาเนียนสวย มีการโยกย้ายอารมณ์ระหว่างตัวละครอย่างประณีตละเอียดอ่อน ถ่ายทอดจากตัวหนึ่งไปยังอีกตัวละครหนึ่งซึ่งสร้างความมีชีวิตชีวาและความรู้สึกต่อเนื่องให้เกิดขึ้นรอบด้านได้อย่างที่วูลฟ์เคยทำ อ่านแล้วไม่รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง และเขายังผูกเรื่องได้สนุกไม่ยอมให้เราเลิกอ่านจนกว่าจะถึงหน้าสุดท้าย อีกประเด็นที่ผู้เขียนนำมาพูดถึงได้ดีคือเรื่องความรัก ซิซีเลียกลับเป็นตัวละครที่สร้างความประทับใจได้มาก เธอเป็นผู้หญิงเข้มแข็งเกินกว่าที่เธอจะบอก เธอเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อมีสิ่งใดหรือใครอยากจะทำลายความรัก สิ่งนั้นกลับทำให้ความรักยังคงอยู่และไม่เคยถูกทำลาย ไม่ว่าจะมีสงครามหรืออะไรก็ตาม..
Most of all, I have you to live for. Realistically, there had to be a choice - you or them. How could it be both? I've never had a moment's doubt. I love you. I believe in you completely. You are my dearest one, my reason for life. Cee
ภาคสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้เป็นชีวิตของไบรโอนี่ในวัยเจ็ดสิบเจ็ดปีหลังจากที่เธอเป็นนักเขียนมีชื่อเสียง เธอเขียนอย่างอ่อนโยนลุ่มลึกจนปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณให้อภัยไบรโอนี่ไปตั้งนานแล้ว ฉากที่เธอกลับไปเยี่ยมบ้านเก่าและพบกับใครหลายคน ทำให้เราจดจำได้ว่าครั้งหนึ่งคนเราก็เคยมีความฝันกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะใช้มันอย่างไรในชั่วชีวิตนี้
เกี่ยวกับผู้เขียน Ian McEwan เอียน แมคอีแวน เป็นชาวอังกฤษ ได้รับการยกย่องเป็นนักเขียนที่เป็นตัวแทนแห่งยุคพร้อมกับ Julian Barnes และ Martin Amis เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม เช่น The Comfort of Strangers, The Child in Time, Enduring Love และ Amsterdam ที่ได้รับรางวัลบุ๊กเกอร์ในปี 1998 Atonement ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเดิมในปีที่ผ่านมา น่าเสียดายที่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้รับรางวัล แต่รับการโหวตจากคนอ่านให้เป็น People's Booker Prize 2001
Atonement : Ian McEwan
ISBN: 0099438046 Vintage, 372 pages, £7.99
He knew these last lines by heart and mouthed them now in the the darkness. My reason for life. Not living, but life. That was the touch. And she was his reason for life, and why he must survive.
Ian McEwan . . . Atonement
Copyright © 2002 faylicity.com