* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book BALZAC AND THE LITTLE CHINESE SEAMSTRESS: Dai Sijie

Book Cover

ในประเทศจีนช่วงปี 1968 - 1975 เหมาเจอตุงให้ปิดมหาวิทยาลัยและส่งนักศึกษาชายหญิงสิบสองล้านคนออกไปตามชนบทเพื่อศึกษากับชาวนายากจนแทน หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องของเด็กหนุ่มวัยประมาณ 18 ปีสองคน ที่แม้จะไม่ได้เป็นนักศึกษา แต่ก็ถูกส่งตัวไปยังหมู่บ้านบนภูเขากันดารในปี 1971 เนื่องจากพ่อแม่มีอาชีพแพทย์ ซึ่งจัดเป็นชนชั้นอันเป็นศัตรูกับมวลชน

ผู้เล่าเรื่องและเพื่อน ไม่เห็นว่าตนจะจัดเป็นปัญญาชนอย่างไรได้ เพราะต้องหยุดเรียนขณะอายุ 12-14 ปี เนื่องจากโรงเรียนปิดรอให้การปฏิวัติทางวัฒนธรรมสงบลง เมื่อโรงเรียนเปิดอีกครั้ง วิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ก็ถูกลบจากหลักสูตรไปแล้ว คงเหลือให้เรียนแต่เพียงวิชาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและการเกษตร หนังสือที่อนุญาตให้อ่านได้คือตำราเรียนเหล่านี้กับหนังสือของเหมาเจอตุงเท่านั้น หนังสือชนิดอื่นถูกเผาทำลายหมด

แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งคู่ก็ต้องไปอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลบนเขาสูง ที่ความเจริญที่ใกล้สุดอยู่ห่างออกไปเป็นระยะสองวันเดินเท้า ต้องทำงานเช่นเดียวกับชาวบ้าน เช่นหาบอุจจาระขึ้นภูเขาไปยังที่เพาะปลูก ไถนา และทำงานในเหมือง สิ่งที่ยากเย็นไปกว่างานเหล่านี้คือความสิ้นหวังที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ โอกาสที่บุตรของชนชั้นศัตรูมวลชนจะได้กลับบ้านมีอยู่สามในพันเท่านั้น จะเป็นอย่างไรหากต้องอยู่บนภูเขานี้ไปจนตาย

แต่ภูเขาแห่งนี้ก็มีหญิงงามเป็นลูกสาวช่างตัดเสื้อ ชายหนุ่มทั้งสองหลงรักสาวน้อยช่างเย็บเสื้อที่น่ารักที่สุดในละแวกนั้น สิ่งมีค่ายิ่งอีกอย่างที่ทั้งคู่ค้นพบคือกระเป๋าเดินทางที่เต็มไปด้วยวรรณกรรมแปลจากตะวันตก จากนักเขียนเช่นบัลซัค วิกเตอร์ อูโก ตอลสตอย รุสโซ ดูมาส์ การอ่านหนังสือเหล่านี้ทำให้เด็กหนุ่มได้รู้จักความปรารถนา ความหลงใหลรักใคร่ และความรู้สึกอื่นที่สังคมนิยมปิดซ่อนไว้ ได้รับรู้ความสุขจากการอ่านหนังสือ ได้ไปยังโลกใบกว้างที่น่าอัศจรรย์

Sijie ผู้เขียนเป็นคนจีนที่ได้ไปอยู่บนภูเขาในปี 1971-1974 เขียนเรื่องนี้ในภาษาฝรั่งเศส และหนังสือก็ได้รับความนิยมแบบทันใด ขายสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างๆ แล้วถึง 19 ภาษา หนังสือเล่มนี้มีข้อดีชวนอ่านหลายอย่าง โดยเฉพาะการถ่ายทอดประสบการณ์ของนักศึกษาจีนที่ต้องจากสถาบันการศึกษาเข้าสู่ชนบท และยังเป็นเรื่องสั้นเล่าด้วยความเรียบง่ายที่น่ารัก มีอารมณ์ขันบริสุทธิ์สดใสเช่นเหตุการณ์ถอนฟันอันฉุกละหุกของผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านที่ไม่เคยเห็นไวโอลินมาก่อนจึงคิดว่าเป็นของเล่น หรืออาการเคารพบูชานาฬิกาปลุกว่าเป็นของวิเศษ โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับความรักต่อวรรณกรรม ความโด่งดังของหนังสือจึงไม่น่าเป็นข้อน่ากังขา ทว่าเมื่ออ่านแล้วก็พบว่าชื่อเสียงของเรื่องนี้ดูจะสูงเกินคุณค่าจริงไม่น้อย

องค์ประกอบต่างๆ ในเรื่องน่าจะทำให้เป็นหนังสือที่ดีมากๆ ได้ แต่น่าเสียดายที่หนังสือกลับขาดเสน่ห์โดยรวมไป การเล่าเรื่องขาดหัวใจและชีวิตชีวา เป็นเนื้อเรื่องที่ดำเนินเรื่อยไป อ่านได้เรื่อยๆ อย่างไม่ขาดความน่าติดตาม แต่ก็ไม่มีสิ่งผูกใจผู้อ่านไปกับเนื้อหาได้ อารมณ์ในนี้เป็นความรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ จะเป็นอารมณ์รักก็ไม่เสน่หาได้มากที่สุด ในความสิ้นหวังก็ไม่มืดมนได้ถึงที่สุด เราเห็นแต่เพียงอารมณ์ในแนวระนาบที่รักษาระดับราบเรียบไปตลอด ปัญหาในเรื่องนี้ไม่ใช่อยู่ที่อารมณ์นิ่ง เพราะความนิ่งอาจเป็นความสงบงามได้ แต่ความนิ่งในเรื่องนี้เกิดเนื่องจากการบรรยายขาดความน่าเชื่อถือ ผู้อ่านจึงไม่สามารถเทหัวใจไปกับอารมณ์ที่เขียนถึงได้หมดใจ และเหตุที่ขาดความน่าเชื่อก็เพราะว่าผู้เขียนจัดฉากอย่างจงใจ หรือใช้คำพูดเฝือๆ ที่ไร้ความหมายบีบบังคับผ่านตัวละคร การบรรยายจึงอ่อนกำลัง

ด้วยเหตุนี้ ความหลงใหลที่ผู้เล่าเรื่องแสดงออกต่อหนังสือจึงเป็นความน่าหลงใหลที่ไร้อารมณ์และดูไม่จริงใจ จนน่าคิดว่าผู้ที่รักหนังสือจริงๆ จะบรรยายอัศจรรย์ในโลกการอ่านได้แห้งแล้งถึงเพียงนี้เชียวหรือ การแสดงความสะเทือนใจหลายตอนจึงไม่ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมด้วยได้ ถ้าหากไม่ใช่เพราะข้อด้อยในการถ่ายทอดความรู้สึกเป็นตัวหนังสือ ก็คงอยู่ที่ปัญหาในความสามารถจะ "รู้สึก" เช่นนั้นจริงๆ

และหากหนังสือเล่มนี้จะได้รับคำชมในฝรั่งเศสอย่างสูง ก็เพราะเรื่องนี้จงใจให้เป็นเช่นนั้น ผู้เขียนย้ายถิ่นฐานไปฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 1984 เขาเขียนเล่มนี้ในภาษาฝรั่งเศส หนังสือที่ซ่อนในกระเป๋าเดินทางที่ชุบชีวิตจิตใจเด็กหนุ่มทั้งสอง เต็มไปด้วยหนังสือจากนักเขียนฝรั่งเศส ถึงจะมีหนังสืออย่างดิคเกนส์อยู่บ้าง แต่ก็เพียงแต่กล่าวถึงเท่านั้น หากแต่หนังสือที่สร้างอิทธิพลกับเนื้อเรื่อง ล้วนแต่เป็นหนังสือจากผู้แต่งฝรั่งเศสทั้งสิ้น ซึ่งผู้เขียนก็มิได้ปิดซ่อนเจตนานี้เลย นับจากบัลซัค ตัวเอกเล่าว่า "ผมตกหลุมรักกับผู้แต่งคนแล้วคนเล่า โฟลแบรต์ โกกอล เมลวิล และแม้แต่ Romain Rolland"

หนังสือเล่มนี้ดีในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องประสบการณ์ของนักศึกษาจีนในช่วงปลายศตวรรษ 1960 มีจังหวะดีๆ ที่เล่าเรื่องให้อ่านได้น่ารักเพลิดเพลิน และยังเป็นเรื่องที่ยืนยันต่อเราว่าไม่มีการห้ามปรามใดจะกำจัดมนต์เสน่ห์ของหนังสือให้หมดไปได้เลย
 

เกี่ยวกับผู้เขียน Dai Sijie ไต้ซื่อเจี๋ย เกิดปี 1984 เป็นผู้กำกับชาวจีนที่อพยพไปอยู่ประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 1984 เคยกำกับภาพยนตร์สามเรื่องคือ Chine ma douleur (1989) Le Mangeur de lune (1993) และ The Eleventh Child (1998) Balzac et la Petite Tailleuse chinoise (2000) เป็นผลงานการเขียนเล่มแรกของเขา หนังสือติดอันดับขายดีอยู่นานและได้รับรางวัลถึงห้ารางวัล

Balzac and the Little Chinese Seamstress : Dai Sijie
translated from the French by Ina Rilke
ISBN: 0099286432 Vintage, 172 pages, £6.99

บัลซัคกับสาวน้อยช่างเย็บผ้าชาวจีน : ไต้ซื่อเจี๋ย แปลโดย โตมร ศุขปรีชา บลิส ๒๕๔๗

"Picture, if you will," says the narrator, "a boy of 19, still slumbering in the limbo of adolescence, having heard nothing but revolutionary blather about patriotism, Communism, ideology, and propaganda all his life, falling headlong into a story of awakening desire, passion, impulsive action, love, all of the subjects that had, until then, been hidden from me."

Dai Sijie . . . Balzac and the Little Chinese Seamstress

Copyright © 2002 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕