| BARTLEBY & CO. : Enrique Vila-Matas
read by O |
![]() "When I did not know life, I wrote; now that I know its meaning, I have nothing more to write." --Oscar Wilde
บาร์เทิลบี เป็นตัวละครหนึ่งจากเรื่องชื่อเดียวกันของเฮอร์แมน เมลวิลล์ในปี 1853 บาร์เทิลบี้ทำงานเป็นเสมียนอยู่ที่วอลล์ สตรีต เขาเป็นชายผู้มีบุคลิกแปลกแยกจากสังคม ไม่เคยอ่านหนังสือชนิดใดให้เห็น ชอบยืนและใช้เวลามองออกไปนอกหน้าต่างนานๆ บาร์เทิลบีไม่เคยดื่มชา กาแฟเฉกเช่นชายคนอื่นๆ เขาไม่เคยออกไปไหน อยู่แต่ในที่ทำงานและเข้ามาทำงานแม้กระทั่งวันอาทิตย์ บาร์เทิลบีไม่ชอบเสวนา ไม่เคยเล่าอะไรให้ใครฟัง โลกนี้คือความโดดเดี่ยวเท่านั้น และถ้ามีใครถามเรื่องส่วนตัว เขามักจะตอบว่า I would prefer not to.
หนังสือ "บาร์เทิลบีและพ้องเพื่อน" ของเอนริเก้ วิลา มาตาส เล่าเรื่องของคนที่มีอาการติดโรคและนิสัยแบบ "บาร์เทิลบี" โรคที่ว่านี้สำหรับมาตาส เกิดขึ้นกับอัจฉริยะนักเขียนหลายคนในอดีตที่เลิกเขียนหนังสือทั้งที่เขาเหล่านั้นมีศักยภาพสูงในการเขียน อย่างเช่น เจ ดี ซาลินเจอร์, ฆวน รูลโฟ (ผู้เขียน เปโดร ปาราโม) อาตูร์ แรงโบด์ หรือแม้แต่ตัวเมลวิลล์เอง มาตาสนำมูลความจริงมาผสมผสานกับจินตนาการที่แต่งขึ้น สร้างนิยายที่มีความโดดเด่นในการนำเสนอที่ไม่เหมือนใคร อ่านแล้วรู้สึกหรรษาและประทับใจมาก เกินความคาดหวังกับนิยายที่ออกใหม่ในยุคนี้
มาร์เซโล่ ตัวละครเอกของมาตาสทำงานเป็นเสมียน เขาเคยเขียนหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อยี่สิบห้าปีก่อนสมัยเป็นหนุ่ม หลังจากนั้นเขาล้มเหลวโดยตลอดกับการเขียน ไม่สามารถเขียนหนังสือเล่มที่สองได้อีก กลายเป็น "บาร์เทิลบี"เสียเอง ดังนั้นเพื่อเป็นการค้นหาตัวเองและรักษาโรคนี้ มาร์เซโล่จึงติดตามค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวละครและนิยายที่มีความเกี่ยวเนื่องกับอาการนี้ หรือชีวิตนักเขียนในอดีตที่ตัดสินใจเลิกเขียน ใช้ชีวิตในการปฏิเสธ เพื่อหาเหตุผลว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงล้มเหลว มาร์เซโล่บันทึกลงสมุดที่เขาเรียกว่า"สมุดเชิงอรรถ" เป็นสมุดที่มีแต่เชิงอรรถแบ่งออกเป็นข้อ โดยไม่มีเนื้อเรื่องหลักอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของหนังสือ
แต่มาร์เซโล่แทรกเรื่องหลักของเขาเองลงไปในเชิงอรรถอย่างกลมกลืน เขียนแบบบุคคลที่หนึ่งโดยบันทึกเป็นไดอารี่ มาตาสทำให้เราก้าวเข้าไปในหัวใจของตัวละครที่มีความสุขในสภาวะจิตใจอันโดดเดี่ยว การครุ่นคิดกึ่งปรัชญาและอารมณ์ขันของเขาเมื่อผสมผสานกับเรื่องจริงในประวัตินักเขียนที่สลาย "ตัวฉัน"เป็นตัวหนังสือ ทำให้โลกของบาร์เทิลบีน่าพิศวงชวนระคนใจนัก เช่นเรื่องของคาดัว หนุ่มน้อยวัยสิบห้าปีในวันที่วิโตลด์ กอมโบวิช นักเขียนที่ยิ่งใหญ่ของโปแลนด์ไปกินข้าวที่บ้าน คาดัวมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน แต่เมื่อเจอกอมโบวิชนักเขียนคนโปรด คาดัวเกิดอาการธาตุสลาย ช็อคขึ้นมาเองโดยที่กอมโบวิชไม่ได้ทำอะไร คาดัวจึงผันตัวเองไปเป็นจิตรกร ภาพเขียนของเขาทุกชิ้นนั้นเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์จนวันตาย คาดัวเคยบอกว่า "เพราะผมรู้สึกเหมือนเฟอร์นิเจอร์ เท่าที่ผมมีความรู้ เฟอร์นิเจอร์นั้นไม่เขียน"
ฉากที่มาร์เซโล่เจอซาลินเจอร์บนรถเมล์ในนิวยอร์กแล้วนำมาผสนผสานกับตัวละครจากเรื่องของซาลินเจอร์เอง แสดงจินตนาการจากการเขียนที่แสนจะสนุก มีบางส่วนในประวัตินักเขียนที่มาสตานำมาเล่าและตั้งใจแต่งให้เกินจริงเพื่อเสริมประเด็นที่เล่ามา แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของนักเขียน บาร์เทิลบีและพ้องเพื่อน จูงมือฟรานซ์ คาฟคา, ฮาร์ท เครน, เฟอนานโด เปสซัว, บอร์เฮสและอีกหลายต่อหลายคนมาให้รู้จัก ถ้าคุณรักโลกวรรณกรรมเหมือนผม คุณจะรักความโดดเดี่ยวที่แสนจะมีสุข การอ่านเหมือนการเดินทางไปเที่ยว มันสงบนิ่ง อิ่มเอมจนบางทีถ้าทำได้...คงจะสมัครใจไม่ออกมา
เกี่ยวกับผู้เขียน Enrique Vila-Matas เกิดปี 1948 ในเมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน มีผลงานหลายเล่มแต่ Bartleby & Co. เป็นหนังสือเล่มแรกที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ
Bartleby & Co. : Enrique Vila-Matas, translated by Jonathan Dunne
I looked in the mirror again and detected a certain resemblance to Watt, Samuel Beckett's reclusive character. Like Watt, I could be described in the following way: a bus stops opposite three repungent old men, who watch it seated on a public bench. The bus moves off. "Look," says one of them, "someone's left a bundle of rags." "No," says the second, "that is a fallen rubbish bin." "Not at all," says the third, "it is a pile of old newspapers that's been put there." At that moment the heap of rubbish advances towards them and asks them extremely impolitely to move up. This is Watt.
Enrique Vila-Matas . . . Bartleby & Co. Copyright © 2004 faylicity.com
|
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ กันยายน ๒๕๔๗ |