ฉันรักกรุงเทพฯ เป็นเรื่องเล่าถึงชาวศิลปากร ผู้เล่าเรื่องเป็นอาจารย์หนุ่มโสดคณะจิตรกรรมที่เป็นนักเขียนด้วย เขาเล่าเรื่องลูกศิษย์ เพื่อนฝูง และรุ่นพี่ชาวศิลปินในรั้วศิลปากร โดยแต่ละตอนก็จะมีตัวละครเอกคนหนึ่ง (หรือหลายคนแบ่งๆ กัน) ในเล่มนี้คนอ่านจะได้รู้จักผู้คนต่างๆ ที่น่ารัก ทำให้ขบขัน และอ่านได้เพลินใจนักจากภาษาดีของผู้เขียน
แม้จะเป็นเรื่องในมหาวิทยาลัย แต่ฉากส่วนใหญ่นั้นอยู่ในวงเหล้าเสียมาก ซึ่งผู้เขียนอธิบายว่า "บางทีคุณอาจจะเข้าใจผิดว่า ที่เราอยู่กันนี่มันเรียนกันยังไงนะ เห็นมีแต่คนเมา เมากันทุกวันโดยไม่เรียนหรือยังไง...ไม่ใช่ครับ ผมเองที่เลือกเล่าเรื่องเขาเฉพาะเวลาเมา...ก็มันสนุกดีกว่าเวลาเขาตั้งอกตั้งใจเรียนเป็นไหน ๆ ถ้าเล่าแต่เรื่องเรียนคุณมิหลับไปกันหมดหรือ"
ดังนั้นเรื่องจึงวนเวียนอยู่กับวงเหล้า มิ่งหลี และรั้วมหาวิทยาลัยเป็นส่วนมาก แต่มีฉากอื่นด้วยเช่นกัน เช่นสถานทัศนาจรอย่าง ภูกระดึง มหาชัย บางเรื่องมีฉากเมืองนอกอย่าง โรม ด้วย เรื่องเหล่านี้อ่านได้เพลินใจมาก เพราะสุวรรณีเป็นนักเขียนภาษาดี เล่าเรื่องเก่ง เรื่องและถ้อยคำของเธอมีชีวิตชีวาอย่างน่าสดชื่น ผู้คนทั้งหลายในเรื่องจึงเป็นตัวเป็นตนมีเลือดเนื้อ เวลาผู้เขียนเล่าบทสนทนาในเรื่อง เห็นภาพพจน์อย่างกับผู้อ่านไปนั่งฟังอยู่ด้วยจริงๆ อย่างบทสนทนาในวงไพ่บนภูกระดึงต่อไปนี้ เวลานั้นเป็นรุ่งเช้า ใครมีคนรักก็จะมีสาวๆ มาชวนไปดูตะวันขึ้น เหลือแต่พวกหนุ่มหัวใจเปลี่ยว
"ทีกูไม่ยักมีใครมาเรียก"
"กูก็เหมือนกัน" ออดพึมพำ
วงรัมมี่เงียบกันไปครู่หนึ่ง แล้วใครอีกคนก็เอ่ยถึงพี่โมช
"กูว่าเสือคาบไปแดกแล้ว"
"เหม็นเหล้าตายห่า กูเป็นเสือ กูไม่ยักจะกินลง"
ฯลฯ ฯลฯ
"ไอ้ออด มึงเก็บสเปโตอีกแล้ว เก่งไปหน่อยละมึง"
"เฮอะ...ไม่ยักมีใครมาเรียกกูมั่ง" ใครคนหนึ่งรำพันขึ้นมาอีกแล้ว
"ออดจ๋า..." ออดทำเสียงกระเส่าเรียกตัวเอง "ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันเถอะ...เร็ว ๆ เข้าซีออด...ไอ้...มึง" ออดด่า "เสือกน็อค...ยังโดนโง่เข้าไปอีก"
"ก็มึงได้สเปโต"
เถียงกันอย่างนี้ไปจนแจ้ง ไม่มีใครคิดจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระจันทร์ตกกันเลยสักคน
เรื่องเหล่านี้มีทั้งเรื่องที่ย้อนไปยังยุคตั้งแต่ศิลปากรเพิ่งก่อตั้งใหม่ๆ มีอยู่คณะเดียวคือคณะจิตรกรรมและประติมากรรม ยุคที่ผู้หญิงฮิตใส่กระโปรงไมโคร สมัยเพลงร็อคแอนด์โรลของเอลวิส จนมาถึงยุคที่บ้านเมืองมีการห้ามออกจากบ้านตอนตีหนึ่ง (ฟังดูแล้วอาจจะน่าแปลกใจ หรืออาจจะไม่น่าแปลกเท่าไหร่ เพราะยุคนี้ก็มีการพิจารณาออกนโยบายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ออกจากบ้านหลังสี่ทุ่ม หรือการกำหนดให้ปั๊มน้ำมันปิดเที่ยงคืนมาแล้ว) เรื่องเหล่านี้ไม่มีเชยเลย อ่านได้สนุกเพลิดเพลินด้วยอารมณ์ขัน เวลาอาจจะผ่านไป แต่ตัวละครเหล่านี้ยังมีชีวิตชีวาโลดเต้นในหน้าหนังสือ รอให้คุณไปรู้จัก
อ่านงานเขียนของสุวรรณีแล้วทำให้คิดถึงเธอมากทุกครั้งไป ให้นึกสะท้อนใจว่านักเขียนฝีมือดีผู้นี้จากไปนานกว่ายี่สิบปีแล้วหรือนี่ ประโยคสุดท้ายของหนังสือเขียนว่า
"ได้แต่คิดว่า คนเรานั้น ได้พบกัน ได้รักกัน เพื่อวันหนึ่งที่จะต้องมาถึงแน่ ๆ วันนั้นคือ...วันที่จะต้องจากกัน"
หนังสือที่อ่านขำและเพลินอย่างนี้ ทำให้คนอ่านน้ำตารื้นได้ในประโยคสุดท้าย
ฉันรักกรุงเทพฯ อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของกรุงเทพฯ โดยตรง แต่เป็นความรักผูกพันระหว่างเพื่อน เป็นความทรงจำของผู้คนที่ได้พบกัน ได้จากกัน และหากคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้ คุณก็อาจได้รักพวกเขา
เกี่ยวกับผู้เขียน สุวรรณี สุคนธา (๒๔๗๕-๒๕๒๗) นามปากกาของ สุวรรณี สุคนธ์เที่ยง เกิดที่ อ. เมือง พิษณุโลก สำเร็จการศึกษาที่คณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร มีผลงานเรื่องสั้น "จดหมายถึงปุก" (๒๕๐๘) พิมพ์ใน สตรีสาร เป็นผู้จัดทำและบรรณาธิการนิตยสาร ลลนา ในปี ๒๕๑๕ ผลงานนวนิยายคือ สายบ่หยุดเสน่ห์หาย เรื่องของเกด ความรักครั้งสุดท้าย เขาชื่อกานต์ สร้อยสลับสี เดือนดับที่สบทา พรุ่งนี้ฉันจะรักคุณ จามร เก้าอี้ขาวในห้องแดง ลูกรัก กิจกรรมชายโสด คืนนี้ไม่มีพระจันทร์ ทองประกายแสด ทะเลฤาอิ่ม ด้วยปีกของรัก ดอกไม้ในป่าแดด นวลระหง อิตถีเพศ พยับแดด ฉันรักกรุงเทพฯ คนเริงเมือง วันวาร กิ่งฟ้า แม่ศรีบางกอก สร้อยสวาท จดหมายถึงปุก สามเงา ความรักของสุนทรียา มายา จันทร์ไร้แสง ผู้หญิงคนนั้นชื่อเสลา แจ่มใส ผลงานรวมเรื่องสั้นคือ ชุมนุมเรื่องเฟื่องจากชุมอาร์ติสท์ บางทีพรุ่งนี้จะเปลี่ยนใจ คืนหนาวที่เหลือแต่ดาวเป็นเพื่อน งานสารคดีคือ ว้อดก้าและคาร์เวียร์ จดหมายจากโรม
ข้อมูลผู้เขียนอ้างอิงจาก 100 นักประพันธ์ไทย (๒๕๔๒) สุวีริยาสาส์น
ฉันรักกรุงเทพฯ : สุวรรณี สุคนธา
ISBN 974-603-623-8 ดอกหญ้า 414 หน้า ราคา 170 บาท ปกอ่อน ปีที่พิมพ์ ๒๕๔๐
(น่าเสียดายที่ฉบับพิมพ์ครั้งนี้พิสูจน์อักษรด้วยคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานมาก)
Copyright © 2005 faylicity.com
หลุงยังไม่ไปไหน คงนั่งพิงฝาบ้าน มองดูแดนอย่างตั้งอกตั้งใจ
"ไปเก็บดอกไม้กันมั้ยฮะ"
แดนสั่นหน้า
"ขี้เกียจ...ฉันจะกินเหล้า"
--สุวรรณี สุคนธา ฉันรักกรุงเทพฯ
|