| เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่า ที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง : ศิริวร แก้วกาญจน์ |
เนื้อเพลง กรุงเทพราตรี ของสุนทราภรณ์ กล่าวชมความงามของเมืองหลวงแห่งนี้ไว้อย่างไพเราะจับใจว่า "โอ้กรุงเทพเมืองฟ้าอมร สมเป็นนครมหาธานี สวยงามหนักหนายามราตรี งามเหลือเกินเพลิดเพลินฤดี ช่างงามเหลือที่จะพรรณนา" แต่ก็มีเพลง สวัสดีบางกอก ที่บอกถึงเมืองสวรรค์นี้ว่า "อย่าไปเลยบางกอกจะบอกให้ พี่เคยไปมาแล้วน้องแก้วเอ๋ย จะบอกเจ้าเอาบุญคนคุ้นเคย อย่าไปเลยบางกอกช้ำชอกใจ"
เมืองแห่งนี้มีด้านที่น่าชมและน่าชัง ที่ศิริวรได้จับภาพทั้งสองด้านนี้มาถ่ายทอดไว้ในรวมเรื่องสั้นชื่อยาวเล่มนี้ (ชื่อยาวสมกับเป็นเรื่องเกี่ยวกับเมืองหลวงชื่อยาวที่สุดในโลกแห่งนี้) ในเล่มถ่ายทอดบางมุมของชีวิตคนกรุงเทพ เมืองฟ้าอมร ในต้นทศวรรษยี่สิบเอ็ด เรื่องในเล่มตั้งชื่อเรื่องเป็นหัวข้อต่างๆ เช่น เกี่ยวกับท่อประปา เกี่ยวกับก้อนหิน เกี่ยวกับนักตำหนิ ฯลฯ โดยเนื้อความในนั้นสะท้อนให้เห็นชีวิตคน โดยเฉพาะชีวิตผู้คนที่อาศัยในเมืองใหญ่ในปัจจุบัน เรื่องเล่านี้มีทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยาที่จวนเจียนจะแยกทางกัน เรื่องวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปหน้ามือเป็นหลังมือเพราะโทรศัพท์มือถือ เรื่องของคนอุปนิสัยต่างๆ เช่นคนช่างนินทา คนที่ต่อต้านความศิวิไลซ์และเลือกจะถอยกลับไปอยู่ในยุคโบราณ เรื่องของคนที่อ้างหลักการแต่กลับกระทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เรื่องของคนที่ไม่รู้จักตนเอง แต่กลับรอบรู้เรื่องชาวบ้าน เรื่องเล่าเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะถึงแม้ฉากของท้องเรื่องจะเป็นกรุงเทพ แต่คนอ่านไทยก็น่าจะรู้สึกมีส่วนร่วมด้วย เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้สามัญสำหรับคนไทยเราทั้งสิ้น เรื่องในเล่มยังอ่านเพลิน ด้วยภาษาที่ดีอ่านได้รื่นรมย์ ภาษาของศิริวรดีอย่างเรียบง่าย ไม่เสแสร้งด้วยจริตมารยาใด อ่านได้รื่นไหลและชื่นใจ เรื่องเล่าเหล่านี้มีอารมณ์ขัน และไม่เรียกร้องให้คนอ่านต้องตีความมากมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องของเขาไม่น่าสนใจ "หลังจากไม่ได้ไปทำงานประจำ นพรัตน์ก็เหมือนไม่มีตัวตนอยู่ในบ้าน หรืออาจจะพูดได้ว่า หลังจากไม่ได้ไปทำงานประจำ นพรัตน์ก็เหมือนไม่มีตัวตนอยู่ในโลก" เร็วๆ นี้ แมกเกรธ บ.ก. คนเก่าของนิวยอร์กไทมส์บุ๊กรีวิว เขียนบทความว่าเสน่ห์ของเรื่องสั้นในปัจจุบันได้ลดน้อยลงไป และแทบไม่มีรวมเรื่องสั้นใดจะขายดี ด้วยนักเขียนจำนวนมากพยายามเกินเหตุที่จะทำให้เรื่องของตนเป็นชั้นสูง ต้องตีความอย่างหนักหน่วง ใช้ภาษาและคำศัพท์ที่อลังการเกินปกติ หรือต้องการโชว์พลังของผู้เขียนมากกว่าจะคิดถึงใจคนอ่าน แต่เรื่องสั้นของศิริวรเล่มนี้ตรงกันข้ามกับลักษณะเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง เรื่องราวของเขาเรียบง่าย แต่ไม่ตื้นในความคิด อ่านได้เพลิดพลิน และเป็นเรื่องชนิดที่ทำให้เรารำลึกได้อีกครั้ง ว่าเราหลงรักการอ่านเรื่องสั้นเด้วยเหตุใด และทำให้เรานึกได้ว่าการอ่านเรื่องสั้นที่ดีนั้นเป็นอย่างไร จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้อีกประการ คือแนวคิดที่ชัดเจนเป็นเอกภาพ ทำให้การอ่านกลมกลืนไปได้ตลอดเล่ม (นั่นคือเป็นเรื่องเล่าของชีวิตคนบางเสี้ยวในกรุงเทพ) แม้เรื่องสั้นในนี้จะไม่ได้ดีเด่นเสมอกัน และผู้อ่านแต่ละคนก็คงได้ชมชอบบางเรื่องเป็นพิเศษกว่าบางเรื่อง แต่โดยรวมแล้ว เรื่องสั้นในเล่มนี้อ่านได้น่าติดตาม ศิริวรจับจังหวะคนมาเล่าได้ดี เช่นเรื่องที่คนชอบข่าวบันเทิงซุบซิบ หรือคนทำเหรียญบาทตกพื้นแต่ก็ไม่เก็บ แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ อารมณ์เช่นนี้จะเข้าใจได้ดีก็แต่คนไทยด้วยกันเท่านั้น สองเรื่องสั้นในเล่มได้รับการตีพิมพ์มาแล้วในสนามหญ้า และสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ส่วนอีกสิบเรื่องนั้นตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำปี ๒๕๔๖ แต่ถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะไม่ได้ประดับด้วยรางวัลใด ก็ยังเป็นหนังสือดีที่น่าอ่านอยู่นั่นเอง ใครที่คิดถึงเรื่องสั้นดีๆ อ่านได้เพลิดเพลินใจ ก็ขอแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้
เกี่ยวกับผู้เขียน ศิริวร แก้วกาญจน์ ผลงานเขียน ถามข่าวถึงแสงตะเกียง (๒๕๓๗) เพลงปีกผีเสื้อ (๒๕๓๙) ห้วงน้ำภายใน (๒๕๔๒) โลกที่กระจัดกระจาย (๒๕๔๔) ประเทศที่สาบสูญ (๒๕๔๕) เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่า ที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง : ศิริวร แก้วกาญจน์
Copyright © 2004 faylicity.com มีโทรศัพท์ใหม่ยี่ห้อหนึ่ง คลื่นสัญญาณชัดแจ๋ว ไม่ว่าจะอยู่บนสวรรค์หรือในนรก แถมมีโปรโมชั่นที่น่าสนใจมาก |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ |