| IN COLD BLOOD : Truman Capote
read by O |
![]() In Cold Blood เป็นหนังสือที่มีเค้าโครงเรื่องมาจากข่าวการถูกฆาตกรรมโหดของครอบครัวคลัทเตอร์ในเมืองโฮลคอมบ์ แคนซัสเมื่อปี 1959 ทรูแมน คาโพทีนำเรื่องนี้มาเขียนเป็นตอนๆ ลงใน The New Yorker ซึ่งเขาเขียนได้ดีมาก มีคนตามอ่านขายดีจนมีข่าวว่าเขาได้รับค่าเขียนคำละสิบห้าดอลลาร์เลยทีเดียว หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังไม่ได้รวมเล่ม แม้ตัวหนังสือจัดเป็น nonfiction ประเภทหนึ่ง แต่คาโพทีเรียกมันว่า A Nonfiction Novel เขาได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในแวดวงหนังสือพิมพ์ของอเมริกา In Cold Blood เป็นการรายงานข่าวในรูปแบบนิยาย ที่เปลี่ยนมุมมองจากการเขียนนิยายแบบตามใจนึกฝันของผู้เขียน เป็นการเขียนนิยายจากข้อมูลเอกสารราชการและบทสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องจากสถานการณ์จริง ในเนื้อข่าวเอง มีความน่าสนใจสยดสยองตั้งแต่แรก เหตุการณ์นี้ชวนพิศวงถ้านึกในแง่จะมีใครสักกี่คนสามารถฆ่าคนอื่นได้โดยปราศจากแรงจูงใจใดใด ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 1959 ครอบครัวคลัทเตอร์สี่คนถูกสังหารโหดในบ้านของตัวเองที่เป็นฟาร์มอยู่ในเมืองโฮลคอมบ์ เมืองที่มีคนอาศัยเพียงแค่ 270 คน และผู้คนรู้จักกันเป็นอย่างดีทั้งเมือง ครอบคลัทเตอร์เป็นที่นิยมชมชอบและนับหน้าถือตาในหมู่บ้านน่ารักแห่งนี้ นายเฮนรี่ คลัทเตอร์ ผู้เป็นพ่อถูกปาดคอก่อนจะโดนยิงที่ศีรษะในห้องใต้ดิน เคนยอน ลูกชายนั่งอยู่บนโซฟา มือและขาถูกผูกเข้ากับเชือกขดใหญ่และตายด้วยกระสุนระเบิดเข้าที่หัว แนนซี่ลูกสาวอยู่ในห้องนอนชั้นสองของบ้าน ตายในลักษณะโดนยิงจากด้านข้าง เลือดกระจายเต็มผนัง ส่วนผู้เป็นแม่ถูกผูกไว้กับขาเตียง มือกำผ้าเช็ดหน้าแน่น ดวงตาเบิกกว้างแม้ร่างจะไร้วิญญาณแล้ว สิ่งที่พอจะเป็นหลักฐานกลับมีน้อยมาก ไม่มีทรัพย์สินมีค่าอะไรหาย แม้แต่แหวนเพชรบนนิ้วนางของนางคลัทเตอร์ (มีวิทยุเล็กๆ เครื่องหนึ่งของเคนยอนกับกล้องส่องทางไกลที่มาทราบภายหลังว่าหายไป) เงินสดถ้ามีก็มีน้อยมากไม่เกินห้าสิบเหรียญเพราะบ้านนี้ทำธุรการต่างๆ ด้วยเช็คทั้งหมด ศัตรูก็ไม่มี ตำรวจไม่รู้จะสันนิษฐานอย่างไร ข่าวนี้จึงเป็นข่าวใหญ่และโด่งดังในทันที คาโพทีแบ่งหนังสือออกเป็นสี่บทใหญ่ เริ่มจาก The Last To See Them Alive, Persons Unknown, Answer และ The Corner คาโพทีใช้เวลาหาข้อมูลตั้งแต่เริ่มมีการฆาตกรรมจนกระทั่งการประหารชีวิตตัวฆาตกรในปี 1965 เขากลายเป็นคนที่รู้เรื่องนี้มากที่สุดจากการออกไปสัมภาษณ์ผู้คนในเมือง การได้คุยกับตัวฆาตกร ตำรวจ และอ่านเอกสารทุกชนิดที่มีการบันทึกไว้ ยิ่งลงลึกยิ่งรู้ซึ้งถึงความแปลกประหลาดในคดีนี้ เขาเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดยิบ และเมื่อถ่ายทอดในลำดับแบบนิยาย ตัวละครต่างๆ จึงเหมือนถูกปลุกมาจากความตาย มีชีวิตชีวาจากคำบรรยายของคนรอบข้าง คนที่เข้าไปสัมผัสรู้จักหรือพูดคุยกับเหยื่อก่อนตาย คาโพทีนำบทสัมภาษณ์ของคุณครูผู้ไปพบศพมาบรรยายในลักษณะให้ตัวละครเล่าเอง จึงเหมือนเราเดินเข้าไปเห็นเหตุการณ์พร้อมๆ กับเขา มันช่างโหดร้ายเกินกว่าใจจะรับ เราได้เห็นชีวิตต่างๆ ในหลายมุมมอง เห็นภาพรวมของคนในสังคมเล็กจนสะท้อนถึงภาพในสังคมใหญ่ มนุษย์ช่างมีจิตใจที่ซับซ้อน อ้างว้าง โลกที่เรายืนอยู่อาจเป็นสถานที่แสนเศร้าที่สุดก็เป็นได้ อาการเลือดเย็นของหนังสือเล่มนี้คงอยู่ที่ความรู้สึกหลังการกระทำอันโหดร้ายของตัวฆาตกร พวกเขารู้สึกอะไรและทำไปได้อย่างไร นี่เป็นสิ่งที่คนอ่านรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ชวนใจหายยิ่ง ใน Persons Unknown คาโพทีเล่าชีวิตฆาตกร ดิก ฮิกค็อกและเพอรี่ สมิธตั้งแต่เด็ก สภาพแวดล้อมที่หลอมเป็นชีวิตพวกเขา เราอาจรู้สึกถึงความโกรธแค้นกดดันที่สะสมอยู่ในสมองของมนุษย์คู่นี้ แต่ถ้ามองเผินๆ แล้วเขาทั้งสองก็ไม่ต่างจากภาพของคนอื่นๆ คาโพทีไม่ได้ปิดบังว่าใครเป็นผู้ฆ่า ดิกและเพอรี่เพิ่งออกมาจากคุกของรัฐแคนซัส เมืองที่ครอบครัวของดิกอยู่ ห่างออกไปถึงสี่ร้อยไมล์จากโฮลคอมบ์ คาโพทีพาเราติดตามการเดินทางของพวกเขาไปยังเมืองต่างๆ หลังเกิดเหตุการณ์จนถึงเม็กซิโก พวกเขายังก่อคดีรายทางอีกแม้จะไม่มีผู้ใดสามารถโยงใยพวกเขามายังคดีของครอบครัวคลัทเตอร์ได้ คดีนี้เมื่อปราศจากแรงจูงใจ ตำรวจจึงไม่สามารถหาตัวฆาตกรเจอในตอนแรก จนมีการตั้งรางวัลให้แก่ผู้รู้เบาะแส แต่เวลาผ่านไปคดีนี้ก็ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน หัวหน้าคดี นายตำรวจเดวี่มีหลักฐานเพียงแค่ภาพถ่ายรอยเปื้อนเลือดของส้นรองเท้าฆาตกร เขาตั้งข้อสันนิษฐานว่าการใช้เชือกผูกเหยื่ออย่างมืออาชีพของฆาตกร น่าจะทำด้วยความชำนาญและใช้เวลานานพอสมควร และเมื่อบ้านไม่ได้ถูกพังเข้าไป แสดงว่าฆาตกรต้องรู้จักทางหนีทีไล่ในบ้านหลังนี้ อีกทั้งยังไม่มีพยานพบเห็นเพราะบ้านตั้งห่างไกลจากบ้านอื่นๆ มาก นายคลัทเตอร์ทำพินัยกรรมก่อนตายเพียงแปดชั่วโมง แต่เป็นไปไม่ได้ที่ลูกสาวอีกสองคนซึ่งเป็นผู้รับมรดกที่เหลือและอยู่ในรัฐอื่นจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ชาวโฮลคอมบ์ตกอยู่ในความหวาดหวั่นสะพึงกลัว หลายคนย้ายหนีเพราะคิดว่าฆาตกรต้องเป็นใครคนใดคนหนึ่งที่รู้จักในหมู่บ้าน ความหวังของคดีดูริบหรี่ลงเรื่อยๆ แต่โลกยังคงมีความยุติธรรมกระมัง เมื่อมีพยานสามารถบอกเบาะแสเกี่ยวพันไปถึงคนทั้งสอง ดิกเคยพูดไว้ในคุกว่าจะฆ่าครอบครัวนี้หลังจากที่ฟังเพื่อนในคุกเล่าถึงความมั่งมีของคลัทเตอร์ คนฟังก็ไม่ได้สนใจว่าจะเกิดขึ้นจริงเพราะเชื่อว่าคนในคุกมักจะพูดอะไรก็ได้ เมื่อตำรวจทราบชื่อก็ยังหนักใจอยู่ดี เพราะหลักฐานปากเปล่าเช่นนี้นำไปใช้ในศาลจะไร้ซึ่งน้ำหนักในการผูกมัดผู้ต้องหา ต้องหาหลักฐานมากกว่านี้เพื่อพิสูจน์ความจริง การตามล่าเพื่อดักจับตัวฆาตกรจึงเข้มข้นขึ้น หนังสือเล่มนี้วางไม่ลง คำสารภาพของฆาตกรเลือดเย็นและบทสุดท้ายที่เกี่ยวนักโทษในแดนประหารจมหัวใจจนหนักอึ้ง In Cold Blood เป็นหนังสือสารคดีอันแสนคลาสสิก ทรูแมน คาโพทีกล่าวว่าเขาทำหน้าที่เสมือนกล้อง ภายใต้การเขียนที่ศึกษามาจากโรงเรียนแห่งการสังเกตตั้งแต่สมัยเดโฟจนถึงเฮมมิงเวย์ หนังสือเล่มนี้ต้องอ่านครับ เกี่ยวกับผู้เขียน Truman Capote In Cold Blood : Truman Capote
ฆาตกร ทรูแมน คาโพท แปลโดย โรจนา นาเจริญ มติชน ๒๕๔๑
Copyright © 2005 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ |