| The Ballad of the Columnist : วิรัตน์ โตอารีย์มิตร |
สารคดี ฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 2548 บอกเล่าถึง วิรัตน์ โตอารีย์มิตร ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เอาไว้ว่า
"เขาเขียนคอลัมน์ประจำในหนังสือ ๑๑ ฉบับ นับจำนวนชิ้นที่แน่นอน ๒๗ ชิ้นต่อเดือน (ไม่นับรวมงานจรที่ถูกขอให้เขียนอีกประปราย) บางคนอาจเคยอ่านงานเขียนของเขาในนามปากกาเช่น ญามิลา, ปลาอ้วน หรือวนาโศก จะน่าสนใจเพียงใดเล่า เมื่อนักเขียนคอลัมน์คนนี้มาเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์เรื่องการเขียน คนอ่านรอคอยและอยากอ่านหนังสือเล่มนี้มากตั้งแต่ลงเป็นบทความใน เนชั่นสุดสัปดาห์ การเป็นนักเขียนที่มีผลงานเป็นจำนวนมากนั้น ไม่น่าทึ่งเท่ากับที่งานของเขาเขียนดีอ่านเพลินไปทั้งสิ้น คนอ่านเห็นว่าเขาเป็นคอลัมนิสต์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทยในยุคนี้ ไม่ว่าจะอ่านงานเขาครั้งใด บทความเหล่านั้นอ่านได้รื่นรมย์ใจเสมอไป วิรัตน์เป็นหนึ่งในนักเขียนจำนวนน้อย ที่เมื่อเห็นหนังสือเล่มใหม่ของเขาออกมาแล้ว ก็ซื้อได้เลยโดยไม่ต้องพลิกดูอะไรข้างใน The Ballad of the Columnist รวมบทความจากคอลัมน์ชื่อเดียวกันที่เคยตีพิมพ์ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ คำเกริ่นนำจากผู้เขียนคงรวมความได้ดีที่สุด ว่าคอลัมน์นี้ "เขียนเกี่ยวกับการเป็นคอลัมนิสต์ของตนเอง บอกเล่าประสบการณ์สุขทุกข์ที่ได้เจอะเจอมา ซึ่งอาจมีประโยชน์ต่อใครก็ตามที่อยากเป็นคอลัมนิสต์" ประสบการณ์เหล่านี้มีหลากหลายแง่มุม เช่นเรื่องการทำงานและการจัดเวลาของเขา เรื่องของบรรณาธิการ ความเป็นมืออาชีพ สไตล์การเขียน การตั้งชื่อ จนไปถึงสิ่งที่เขียนได้และเขียนไม่ได้ เรื่องต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่เป็นคำสอนหรือเป็นข้อกำหนดให้ยึดถือ แต่เป็นการเล่าสู่กันฟังจากผู้ที่มีประสบการณ์การเขียนคอลัมน์มานาน บทความเหล่านี้อ่านได้เพลินและได้ข้อคิดที่ดี คงมีไม่กี่คนนักที่จะเล่าชีวิตนักเขียนด้วยมุมมองที่ตกผลึกและลึกซึ้งเช่นนี้ ในตอนหนึ่งวิรัตน์บอกเราว่า "อาชีพเขียนหนังสือนั้นสัมพันธ์กับความเงียบค่อนข้างมาก เขียนอย่างเงียบๆ จะพูดอะไร (ส่วนใหญ่) ก็พูดอยู่ในใจ ทบทวนประโยคที่เขียนไปแล้วและนึกถึงประโยคต่อไปที่จะเขียน เวลาส่งงานก็ส่งกันโดยไม่ใช่เสียงอะไรมากมาย... ได้รับหรือยัง ชัดมั้ย อ่านตรงไหนไม่ออก ช่วยโทร. กลับมาถามด้วย... ส่งต้นฉบับจะไปอยู่ในสถานที่เอะอะตรงไหนก็ไม่รู้ แต่พอถึงคนอ่าน พวกเขาก็จะอ่านในใจกันอย่างเงียบๆ" ข้อเสียประการเดียวของหนังสือเล่มนี้คือคำโปรยหน้าปกที่ว่า คู่มือแหกคอก! สำหรับการใช้ชีวิตเป็นคอลัมนิสต์ ซึ่งดูราวกับว่าความดิ้นรนสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิตคือต้องพยายามออกจากคอกตลอดเวลา (ซึ่งอาจหมายถึงความเท่ แหวกแนว) สิ่งนี้คงเป็นการดึงดูดผู้อ่านรุ่นใหม่วัยกระทิงที่เลือดพล่าน แต่ถ้าการเป็นคอลัมนิสต์ฟรีแลนซ์จะแหกอะไรก็ตามแล้ว วิรัตน์บอกเราไว้เช่นนี้ "มีคนเคยถามว่าการเป็นคอลัมนิสต์ เป็นฟรีแลนซ์แล้วเลี้ยงชีพได้ด้วย ต้องอาศัยองค์ประกอบอะไรบ้าง ผมตอบไปว่าต้องขยัน มีวินัย และมีงานเขียนเพียงพอที่จะยึดเป็นอาชีพ ถ้าเขียนงาน 2 ชิ้นต่อเดือน ราคาค่าต้นฉบับ 5,000 บาท ต่อชิ้น ใช้ชีวิตเรียบง่ายและไม่มีภาระก็อาจจะอยู่ได้ แต่ต้นฉบับราคา 5,000 บาท หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร" วิรัตน์บอกไว้ในเล่มว่าอาชีพคอลัมนิสต์นั้นเสี่ยงไม่น้อย เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง เป็นงานที่ไม่มีหลักประกันใด และไม่มีทางจะร่ำรวยได้จากอาชีพนี้ ความจริงนั้นชัดเจนกว่าความฝัน "แต่เมื่อจำเป็น-- ชีวิตก็ต้องมาก่อน หากชีวิตรอดความฝันก็มีโอกาสรอด" หนังสือเล่มนี้น่าอ่านมาก คอลัมนิสต์ต่างๆ น่าจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์นี้ ผู้อ่านน่าจะได้ประโยชน์จากการรู้จักอีกด้านหนึ่งของต้นฉบับ ใครที่เคยรอคอยวันที่นิตยสารออก เพื่อจะได้เปิดเล่มไปเจอคอลัมน์ที่รักที่ชอบ บทความในหนังสือเล่มนี้จะบอกทิศทางอีกด้านของต้นฉบับก่อนจะเดินทางมาถึงผู้อ่าน ถ้อยคำในเล่มนี้อ่านได้ทั้งความเพลิดเพลินและสาระ ขณะอ่านนั้นเป็นความเงียบอันน่ารื่นรมย์ยิ่ง
ปัจจุบันพำนักที่อุทัยธานี The Ballad of the Columnist : วิรัตน์ โตอารีย์มิตร
Copyright © 2005 faylicity.com บนโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเขียนหนังสือขายเป็นอาชีพมีโอกาสพบกับความไม่แน่นอนได้ตลอดเวลา ถ้าใครกลัวความไม่แน่นอนและความลำบาก การเขียนหนังสือขายควรเป็นอาชีพสุดท้ายที่เลือกทำ |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ |