| THE CORRECTIONS : Jonathan Franzen
read by O |
เป็นที่ทราบกันดีเมื่อปลายปีใกล้เข้ามา ตามสถาบันรีวิวหนังสือชั้นนำหลายแห่งทั้งในอังกฤษและอเมริกาต่างจะทยอยกันประกาศรายชื่อหนังสือดีน่าอ่านประจำปี ไม่ว่าจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์และตามร้านหนังสือต่างๆ รายชื่อหนังสือเหล่านี้ส่วนใหญ่มักไม่ใช่หนังสือที่ติดอันดับขายดีทั้งปีแบบที่เรียกว่า Reader's choices หรือ Customer's Best Buy แต่เป็นหนังสือแบบที่น่าจะเรียกว่า Editor's choices คือคัดเลือกกันเองในหมู่นักวิจารณ์ คอลัมนิสต์ บุคคลที่อยู่ในแวดวงหนังสือ เชี่ยวชาญและใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอ่านเพื่อการตีความแยกแยะโดยมีหลักทางวรรณคดีเป็นองค์ประกอบ แต่ไม่จำเป็นเสมอไป ว่าหนังสือที่ได้รับการคัดเลือกนั้นจะอ่านสนุกสำหรับนักอ่าน เพราะส่วนใหญ่คนอ่านก็เลือกอ่านกันด้วยความบันเทิงใจส่วนตัวเป็นที่ตั้งซึ่งก็แตกต่างกันไปตามรสนิยม ปีนี้มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่ติดอันดับ ได้รับการยกย่องจากทุกสถาบันและยังขายดีอีกด้วยในอเมริกา คือหนังสือเล่มที่เพิ่งได้รับรางวัล National Book Award ประจำปีนี้มาหมาดๆ The Corrections ของโจนาทาน ฟรานเซน ได้รับคำชมอย่างท่วมท้นว่าสนุก ตลก และแสดงภาพของครอบครัวชาวอเมริกันได้ชัดเจน จนนักวิจารณ์บางคนบอกว่าถ้าใครอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่สนุก นั้นคงเป็นเพราะคนคนนั้นไม่ชอบ "คน" ไม่ชอบ "สังคม" อย่างแรง งั้นก็...คงจะเป็นผมด้วยคนหนึ่งล่ะ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เขาหมายถึง..
หนังสือเล่มนี้พกความหนาน่านอนหนุนเอาไว้ถึง 568 หน้า เป็นเรื่องราวของครอบครัวอเมริกันครอบครัวหนึ่ง ตระกูลแลมเบิร์ตประกอบไปด้วยคนห้าคนดังนี้ คือผู้เป็นพ่อมีนามว่าอัลเฟรด เป็นชายค่อนข้างเย็นชาไร้ความรู้สึก มีระเบียบ ไม่เคยคิดจะทำให้ชีวิตครอบครัวสนุกได้เลย เขาทำงานเป็นวิศวกรรถไฟ มีงานอดิเรกคือชอบค้นคว้างานวิทยาศาสตร์ หมกตัวอยู่แต่ในห้องแล็ปชั้นใต้ดินเวลาอยู่บ้าน คนที่สองคือ เอนิดผู้เป็นแม่ หลังจากแต่งงานกับอัลเฟรด ชีวิตเธอถูกแก้ไขโดยสภาพครอบครัวไปโดยปริยาย จากสิ่งที่ใฝ่ฝันว่าได้เลือกแต่งงานกับชายที่ถูกคนแล้ว กลายเป็นต้องยอมรับในสิ่งต่างๆ ที่ตามมา เธอเป็นคนอ่อนไหว ค่อนข้างจู้จี้ รักลูก และเป็นคนคอยแก้ไขธรรมชาติความเป็นเด็กของลูกๆ เพื่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต คนที่สามคือ แกรี่พี่ชายคนโต เป็นคนจริงจังและเป็นตัวละครที่มีมิติมากที่สุดในหนังสือ แกรี่เป็นภาพของคนอเมริกันกลุ่มยัปปี้ที่ดูประสบความสำเร็จดีในหน้าที่การงาน เขาเป็นผู้จัดการในธนาคาร มั่นคง แต่งงานมีครอบครัวที่ภายนอกดูดีมีความสุข แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภรรยาและลูกชายอีกสามคนทำให้เขาประสาทเสียจนนึกว่าตัวเองเป็นโรคประสาทอยู่ตลอดเวลา คนที่สี่คือชิพ ลูกชายคนกลาง เคยเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแต่โดนไล่ออกเพราะถูกข้อหาลวนลามนักศึกษา จนต้องออกไปรับงานเขียนหนังสือ แล้วในที่สุดก็ไปขุดทองด้านเทคโนโลยีในลิธัวเนีย คนสุดท้ายคือ ดีนิส ลูกสาวคนเดียว เป็นกุ๊กชื่อดังในร้านอาหารจนได้รับการยอมรับ ชื่อของเธอถูกนำไปลงนิตยสารอยู่บ่อยครั้ง ดินิสเป็นคนมีโลกส่วนตัว เก็บงำ และมีจิตใจดี ซึ่งควรจะปล่อยให้เป็นเรื่องราวของนักอ่านบ้างเผื่อมีใครอยากจะรู้ว่าดีนิสสะท้อนสภาพสังคมอเมริกันอย่างไร และมีปัญหาอะไรที่ควรแก้ไข เรื่องราวทั้งหมดผูกเนื้อหาเข้าด้วยกันในตอนเริ่มเรื่อง อัลเฟรดผู้เป็นพ่ออยู่ในวัยชรา ป่วยเป็นโรคพาคินสัน เอนิดจึงมีความหวังว่าอยากจะให้ลูกทุกคนกลับมาใช้เวลาคริสต์มาสร่วมกันอีกครั้งหนึ่งที่เซนต์จูด์ (หลังจากครั้งสุดท้ายคือเมื่อแปดปีที่แล้ว) ซึ่งเป็นไปได้ยากเต็มทีเพราะชีวิตยุ่งเหยิงของแต่ละตัวละคร ผมอาจจะใจร้ายเกินไปถ้าจะบอกว่าหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาทั้งหมดเพียงแค่นี้ หนังสือให้เนื้อที่แก่ตัวละครคนละประมาณหนึ่งร้อยหน้า โดยมีโครงเรื่องซ้อนที่เปล่าประโยชน์ ตัวละครปลีกย่อยเยอะเกิน ที่สำคัญคือไม่เกี่ยวข้องกันเลยและไม่นำพานักอ่านไปถึงไหน กลับยาวยืดเยื้อแบนราบจนไม่สนุก ประหนึ่งว่าผู้เขียนพยายามใส่เรื่องราวที่เป็นโลกทั้งโลกของสังคมยุคมิเลนเนียมลงไปเนื้อหาหนังสือ หนังสือเล่มนี้ถ้าเปรียบกับภาพยนตร์คมคายอย่างอเมริกัน บิวตี้ ก็คงแตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องนั้น ตรงเรื่องนี้ทำได้แค่หนังโฆษณาที่ยิงสปอตถี่จนน่าเบื่อ ตัวละครไม่ได้สร้างอารมณ์คล้อยตามได้เลย ต้องเล่าก่อนว่าหนังสือที่เกี่ยวข้องกับสังคมอเมริกันสมัยใหม่นั้นมีมาก แอนน์ ไทเลอร์, จอห์น เออร์วิ่ง, จอยส์ คารอล โอคส์ หรือวอลลี่ แลมป์เป็นตัวอย่างที่ดีของหนังสือประเภทคลุกคลีตีโมงในครอบครัว ถ้าคุณมีโอกาสเปิดอ่านแค่เรื่องย่อที่ด้านหลังหนังสือเหล่านั้น บางทีคุณจะไม่อยากอ่านเพราะท่าทางจะหดหู่กว่าหนังสือของฟรานเซนเสียอีก เพราะเรื่องราวแบบนี้คล้ายพาเราล่องไปในเรือที่แตกหัก ได้เห็นปัญหาในชีวิตของคนอื่น แต่หนังสือเหล่านั้นก็ได้ให้มุมมองอะไรใหม่ในบางอย่าง ตลกและมองโลกในแง่ดีต่างจากฟรานเซนคือชีวิตนั้นไม่เคยสิ้นหวัง ผมอาจจะไม่สนุกเสียเองเพราะไม่รู้ว่าอ่านเรื่องของฟรานเซนแล้วทำไมฤา? เนื่องจากสิ่งที่เขาเขียนไม่ใช่อะไรแปลกใหม่ มองเห็นได้อยู่แล้วในความเป็นจริง และเรื่อง'การแก้ไข'--ความพยายามที่ต่างชอบแก้ไข(สั่งสอน)คนอื่นให้ถูกต้องกับใจที่คิดว่าถูกว่าควร (เช่นผู้ใหญ่ต่อเด็ก) ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วในสังคม มีเรื่องเล่าต่อของหนังสือเล่มนี้ คือเมื่อเดือนตุลาคมโอปราห์ วินฟรีย์เจ้าของรายการชื่อดังเดียวกันนี้ ประกาศให้หนังสือนี้เป็นหนังสือประจำเดือนในบุ๊กคลับของเธอ ซึ่งปกติจะมีการสัมภาษณ์แล้วพูดคุยกับนักเขียนในรายการ แต่ฟรานเซนออกมาปฏิเสธ จนรู้ไปถึงโอปราห์เธอจึงออกมายกเลิกกลางคันด้วยชั้นเชิงแบบนักจัดรายการยอดเยี่ยม เธอกล่าวว่า"It is never my intention to make anyone uncomfortable or cause anyone conflict." โอปราห์ บุ๊กคลับเป็นชมรมนักอ่านที่เกิดมาจากรายการดังของเธอ หนังสือเล่มใดตีตราโอปราห์เมื่อไร ก็เป็นอันรับประกันได้ว่าจะขายได้อีกไม่ต่ำกว่าหลายแสนเล่ม แน่นอนเมื่อโอปราห์ดำเนินรายการที่ช่วยเหลือปัญหาผู้คนในด้านบำรุงจิตใจ หนังสือที่เธอคัดเลือกจึงหนักไปในทาง self-improving กลายๆ โดยไม่ค่อยข้องเกี่ยวกับวรรณคดีนัก ก็น่าเห็นใจฟรานเซนในแง่ที่ว่าโอปราห์ใช้บุ๊กคลับเป็นเครื่องหมายเพื่อให้นักอ่านของเธอได้รับการบำบัด ประมาณว่านักอ่านสามารถเพิ่มระดับความสุขในชีวิตแบบเกมส์ Sim Life ด้วยการอ่านหนังสือที่เธอเลือกเฉกเช่นเดียวกับยาดีที่เราทานแล้วหายเวลาไม่สบาย หรืออาหารฟาสต์ฟูดที่เรากินเวลาเรารีบไปไหน แต่มองในอีกแง่หนึ่งก็ไม่น่าเห็นใจฟรานเซนเท่าไร เพราะคำปฏิเสธอันหยิ่งยะโส บอกว่าเขาเป็นนักเขียนระดับ "solidly in the high-art literary tradition" (หมายเหตุ ภาษาอังกฤษเหล่านี้เป็นคำของเขาเอง) เขารู้สึกรังเกียจที่หนังสือที่เขาเรียกว่า "my creation" ติดตรานี้ เพราะมันเป็น "corporate logo" ที่ไม่น่ายินดี เขากล่าวต่อไปอีกว่าหนังสือที่โอปราห์เลือกเป็นหนังสือพวก "shmaltzy" และ "one-dimensional." ผมว่าฟรานเซนคงจะลืมตัว ลืมไปว่าครั้งหนึ่งโอปราห์ก็เคยเลือกหนังสือระดับโนเบลไพรซ์ อย่างโทนิ มอริสัน ถ้าฟรานเซนคิดว่าตัวเองไม่อยากต่ำต้อยแบบนักเขียนที่โอปราห์เลือก เขาคงคิดผิดอย่างแรง หรือไม่ก็เพราะฟรานเซนอาจจะคิดว่านักอ่านของโอปราห์ไม่คู่ควรกับหนังสือเขา เขาก็คงจะลืมอีกเหมือนกัน...ว่าก่อนนักอ่านจะกระโดดไปอ่านระดับปีนกะไดอย่างจอยซ์ได้นั้น ทุกคนคงเคยอ่านวินนี่ เดอ พูห์หรือจอห์น กริแชมมาก่อน ทำไมเขาไม่คิดบ้างละว่าการจะเติบโตเป็นนักเขียนที่ดีและสูงส่งได้ หนังสือของเขาควรจะได้รับการอ่านจากนักอ่านทุกประเภท ก็เพราะนักอ่านมิใช่หรือที่เป็นคนให้คุณค่าหนังสือแต่ละเล่ม หรือนี้ต่ำต้อยเกินไป... เกี่ยวกับผู้เขียน Jonathan Franzen โจนาทาน ฟรานเซน เป็นหนึ่งในนักเขียนน่าจับตามองของอเมริกันที่มีอายุต่ำกว่าสี่สิบที่แกรนต้าและนิตยสารนิวยอร์กเกอร์เคยยกย่องเอาไว้ มีผลงานสองเล่ม เรื่อง The Twenty-seventh City และ Strong Motion ปัจจุบันอายุ 42 ปี อาศัยในเมืองนิวยอร์ก The Corrections: Jonathan Franzen
Alfreds red sweater hung on him in skewed folds and bulges, as if he were a log or a chair. His gray wool slacks were afflicted with stains that he had no choice but to tolerate, because the only other option was to take leave of his senses, and he wasnt quite ready to do that. |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด 5 มกราคม ๒๕๔๕ |