| AUTO DA FE : Elias Canetti
read by O |
อาโต เดอ เฟ เป็นนวนิยายเล่มเดียวของอีเลียส คาเน็ตติ นักเขียนรางวัลโนเบลในปี 1981 อาโต เดอ เฟเป็นวรรณกรรมคลาสสิคที่มีชื่อเสียง ถูกจัดเป็นหนึ่งในหนังสือที่อ่านเข้าใจยาก และมักจะถูกมองข้ามเสมอจากนักอ่านทั้งหลาย หากแต่ใครเป็นคนรักหนังสือ ถ้าได้อ่านหนังสือสนุกเล่มนี้แล้ว เชื่อว่าจะลืมปีเตอร์ เคียน ตัวละครเอกคนบ้าหนังสือไม่ลง เพราะโลกของเขาอยู่ไม่ห่างจากความจริง โลกแห่งความศรัทธาแรงกล้าในสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งอาจจะมีตัวเราคล้อยหลังเขาอยู่ไม่ไกล
คาเน็ตติสำรวจความลุ่มหลงของมนุษย์ให้เห็นอย่างละเอียด ปีเตอร์ เคียนเป็นคนที่ไม่มีความสัมพันธ์กับโลกภายนอกหรือกับสังคมใดใด ชีวิตของเคียนมีแต่หนังสือกับความรู้ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาที่ว่าด้วยอารยธรรมจีน บ้านของเขาจึงเป็นห้องสมุดส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในเมืองโดยเขาสะสมหนังสือไม่ต่ำกว่าสองหมื่นเล่ม ความคิดที่อยู่ในหัวของเขาล่องลอยออกมาให้เราอ่านทั้งน่าขันและน่าสะพรึงกลัว คาเน็ตติเก่งมากในการบรรยายตัวละครและผูกโครงเรื่องขึ้นอย่างเข้มข้นจากธรรมชาติด้านในของมนุษย์ บทแรกของปีเตอร์ เคียนคือการเดินถนนในช่วงเจ็ดโมงเช้าและต้องกลับให้ถึงบ้านก่อนแปดโมง เขาเดินไปในเส้นทางที่มีร้านหนังสือตั้งอยู่ ผ่านหน้าร้านเหล่านั้นเพื่อเช็คสต็อกหนังสือใหม่ เขาไม่มีความจำเป็นที่ต้องมาสำรวจหนังสือตอนร้านเปิดเพราะเขารู้ดีว่าตัวเองต้องการหนังสือแบบไหนมาเก็บ ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าถึงหนังสือจะแย่มาก บางครั้งเขาก็อดใจไม่ไหวที่จะไม่ซื้อ เคียนปฏิเสธจะพูดคุยกับผู้คนทุกรูปแบบโดยไม่จำเป็น เขาทำจนเป็นนิสัย เหตุเพราะเขาคิดว่าสิ่งนี้คืออุปสรรคอันยิ่งใหญ่ของการใช้เวลาหาความรู้จากหนังสือ เคียนได้เห็นตัวเองเวลาเดินยามเช้า กระจกหน้าร้านสะท้อนให้เห็นเงาบนใบหน้าของเขารางราง ที่บ้านของเขาเองถัดจากห้องครัวแล้วไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดเลย ยกเว้นโต๊ะทำงานกับที่นั่งยาวที่เขาทำเป็นเตียงนอน โลกของเคียนคือการอยู่กับตัวเองและความรักที่มีต่อการรักษาหนังสือเท่านั้น ตัวละครที่สองคือแม่บ้านของเคียนชื่อ เธอเรส เธอเป็นผู้หญิงไร้การศึกษาที่เป้าหมายของชีวิตคือการเป็นผู้หญิงที่น่านับถือ เธอเรสทำงานมาแปดปีในบ้านของเคียนโดยทำหน้าที่ปัดกวาดฝุ่นตามชั้นหนังสือ หาอาหารให้เจ้านายรับประทานและเก็บตัวเงียบในห้องครัวอันเป็นเขตของเธอ คาเน็ตติเล่าบทบรรยายบุคลิกของเธอเรสได้อย่างหรรษา ทั้งตลกและน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก เธออายุเท่าไหร่เราไม่ทราบแน่แท้ แม้เธอเรสจะพร่ำบอกเสมอว่าสามสิบสามสิบ แต่โดยบุคลิกและความคิดทำให้รู้ว่าเธอเรสมีอะไรซ่อนเร้นไปกว่าที่เห็นจากลักษณะ คาเน็ตติเขียนประโยคซ้ำซ้ำและการพูดที่ไม่ค่อยเป็นภาษาในวิธีที่เธอเรสคิดเพื่อแสดงความแตกต่างระหว่างตัวละครทั้งสอง เธอเรสมีความลุ่มหลงในวัตถุและเงิน แต่สิ่งนี้เรามาทราบในภายหลังพร้อมพร้อมกับปีเตอร์ เคียน ชายผู้น่าสงสาร แล้ววันหนึ่งเคียนเกิดใจดีสัญญาว่าจะให้หนังสือแก่เธอเรสอ่าน ความที่เห็นเธอเรสทำหน้าที่อย่างไม่บกพร่องในการเป็นแม่บ้านที่ซื่อสัตย์ แต่เมื่อสัญญาไปแล้วเคียนก็เกิดความกลัวว่าเธอเรสจะไม่รักษาหนังสือ มือไม้หยาบกร้านของเธอจะทำให้หนังสือพังหรือเปล่า คิดไปจนหลับฝันร้าย เช้าวันรุ่งขึ้นเธอเรสจึงมาปลุกเจ้านายทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อนตลอดแปดปี ปลุกแล้วทวงหนังสือที่ว่าไว้ เคียนก็เลยเดินไปหยิบมาให้ เธอเรสเอื้อมมือที่จับกระดาษมาหนึ่งกำออกมารับ หลังจากนั้นก็เอากระดาษห่อปกหนังสือเสียหลายชั้น แล้วกลับไปในอาณาเขตของเธอ เคียนถึงกับตกใจในความละเอียดอ่อนของเธอเรส เขาดูเธอผิดไปหมด ตัวเขาเองต่างหากที่ไม่เคยสนใจจะดูแลหนังสืออย่างที่เธอเรสทำ ความประทับใจอันนี้สร้างความอยากรู้อยากเห็นให้ปีเตอร์ เคียน หลังจากให้หนังสือไปสองอาทิตย์เขาก็แอบย่องเข้าไปในครัวเพื่อจะดูว่าเธอเรสอ่านหนังสือไปถึงไหน ภาพที่เคียนเห็นทำให้เขาถึงกับตะลึงงัน บนโต๊ะอาหารมีหมอนกำมะหยี่วางไว้อย่างดี หนังสือเล่มที่เธอเรสห่อปกวางซ้อนอยู่บนหมอน เธอเรสสวมถุงมือสีขาวก้มเปิดหน้าหนังสือ เคียนเห็นจึงทราบว่าเธออ่านไปไม่กี่หน้าเอง เขาจึงถามว่าทำไมถึงอ่านช้านัก เธอเรสเงยหน้ามามองก่อนตอบว่า "ดิฉันอ่านหน้าละสิบสองเที่ยว มิเช่นนั้นแล้วจะไม่รู้ถึงสิ่งที่ดีที่สุดของหนังสือ" เคียนวิ่งกลับไปในห้องสมุดอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปเดินมาคิดไม่ตก ผู้หญิงคนนี้สมควรอย่างยิ่งที่เขาควรจะได้เป็นภรรยา เพราะจะเป็นตัวแทนที่ดีในการปกป้องหนังสือให้เขา ฉากถัดไปนี้คาเน็ตติทำให้คนอ่านถึงกับหัวเราะออกมา เมื่อเคียนเรียกขงจื้อมาปรึกษา ขงจื้อเดินออกมาจากชั้นหนังสือด้วยท่าทางสงบนิ่งและเยือกเย็น ดั่งคนที่ตายแล้วมาหลายร้อยศตวรรษ ขงจื้อให้คำปรึกษาด้วยภาษานักปรัชญา ในที่สุดเคียนจึงตัดสินใจไปขอเธอเรสแต่งงาน และเธอเรสรีบตอบว่า..ฉันเกิดมาเพื่อกลัาหาญ จึงขอรับคำนี้ด้วยใจ ชีวิตหลังจากนั้นเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เธอเรสกลายเป็นผู้ออกกฎหมายในบ้าน เธอซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านมากขึ้นและเริ่มบ่นมากขึ้นเรื่อยจนเคียนต้องขอให้เงียบระหว่างกินข้าว เธอเรสปฏิบัติตามคำขอแต่กินข้าวเสร็จก็บ่นต่อ ทั้งสองคุยกันน้อยมากและใช้วิธีเขียนสื่อสารต่อกัน สุดท้ายเคียนโดนจำกัดพื้นที่จนกว่าเขาจะเขียนพินัยกรรมให้เธอ เรื่องทั้งหมดดำเนินไปอย่างไรต้องติดตามอ่านกันเอง หนังสือเล่มนี้มีทั้งสนุกและโหดร้าย ซึ่งสุดท้ายนำไปสู่โศกนาฏกรรมในชีวิตมนุษย์ หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นสามตอน เรื่องที่เล่าให้ฟังนี้เป็นเพียงบางส่วนจากตอนแรกเท่านั้น อาโต เดอ เฟยังมีตัวละครอีกหลายตัวที่ต่างแสดงความความลุ่มหลงไปคนละแบบ ต้องเตือนก่อนว่าหนังสือเล่มนี้อ่านยาก แปลกและพัฒนาไปในทางความบ้าของมนุษย์ แต่ไม่ยากเกินไปสำหรับใครที่รักจะอ่านและอยากรู้ความสวยงามของอีเลียส คาเน็ตติ บางทีอาโต เดอ เฟ อาจเป็นคำตอบที่เกินพอว่าทำไมคาเน็ตติถึงเขียนนิยายแค่เล่มเดียวในชีวิตของเขา เกี่ยวกับผู้เขียน Elias Canetti (1905-1994) อีเลียส คาเน็ตติ เป็นชาวยิวที่เกิดในบัลกาเรีย เรียนหนังสือในเมืองเวียนนา ออสเตรีย บรรพบุรุษของครอบครัวเขาอพยพมาจากสเปน คาเน็ตติจึงเชี่ยวชาญหลายภาษา คาเน็ตติเขียนบทความ บทละครและบทวิจารณ์มากมาย เขาเริ่มมีชื่อเสียงในช่วงทศวรรษ 1960 ผลงานที่โดดเด่น เช่น Crowds and Power (1960), Kafka's Other Trial: The Letters to Felice (1969), The Conscience of Words (1976) เป็นต้น ส่วน Auto Da Fé (Die Blendung) นั้นเขียนขึ้นเมื่อปี 1935 แต่โดนแบนโดยพวกนาซี ในปี 1981 คาเน็ตติได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ซึ่งจากนั้นมา Auto Da Fé จึงได้รับการอ่านมากขึ้น คาเน็ตติมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับไอริส เมอร์ดอชอยู่ช่วงหนึ่งก่อนที่ไอริสจะแต่งงาน เขาย้ายไปอยู่ในอังกฤษตั้งแต่ปี 1938 เขาจึงเป็นบุคคลที่กล่าวว่ามีอิทธิพลในงานเขียนของไอริส Auto Da Fé : Elias Canetti, translated by C. V. Wedgwood
On the title pages, in tall, angular letters was written the word: STUPIDITIES. His eyes rested at first on this. Then he turned over the pages; more than half the notebook was full. Everything he would have preferred to forget he put down in this book. Date, time and place came first. Then followed the incident which was supposed to illustrate the stupidity of mankind. Copyright © 2004 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ มีนาคม ๒๕๔๗ |