| THE DALKEY ARCHIVE : Flann O'Brien |
ดัลคีย์เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ทางใต้ของดับลินประมาณสิบสองไมล์ โอไบรอันบรรยายเมืองนี้ไว้ในตอนเริ่มเรื่องว่าดัลคีย์เป็นเมืองเงียบที่แสร้งทำเป็นหลับ มีถนนแคบๆ ที่ดูไม่เหมือนกับเป็นถนน มีร้านรวงเล็กๆ ที่ดูเหมือนปิดอยู่แต่จริงๆ แล้วเปิด ในเมืองสงบเงียบแห่งนี้ โอไบรอันได้เขียนเรื่องที่กาลเวลาแน่นิ่ง มีนักวิทยาศาสตร์กับแผนการกู้โลกอันยิ่งใหญ่ การสนทนากับนักบุญในสรวงสวรรค์ และยังมีเรื่องของเจมส์ จอยส์ เมืองดัลคีย์ของโอไบรอันจึงเต็มไปด้วยความสนุกสนานขบขันที่เพลิดเพลิน ชวนให้ไปเยี่ยมไปเยือนอย่างยิ่ง
The Dalkey Archive เป็นผลงานนวนิยายเรื่องสุดท้ายของโอไบรอัน หลายส่วนในหนังสือเล่มนี้หยิบยกมาจากเรื่อง The Third Policeman ผลงานเขียนลำดับที่สองที่ไม่ได้รับการตีพิมพ์จนกระทั่งผู้เขียนเสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้น เราจึงได้พบกับเดอ เซลบี นักวิทยาศาสตร์-ปรัชญา-ศาสนศาสตร์ ที่น่าทึ่งอีกครั้ง และยังมีทฤษฎีโมเลกุลในเรื่องจักรยานด้วยเช่นกัน โอไบรอันเล่าเรื่อง Dalkey Archive โดยใช้บุคคลที่สามเป็นผู้เล่าเรื่อง แทนที่จะเล่าโดยตัวละครในเรื่องอย่างงานเขียนก่อนๆ ของเขา ตัวละครเด่นในเรื่องคือมิค มิคกับแฮคเคทผู้เป็นเพื่อนได้ไปรู้จักเดอ เซลบีโดยบังเอิญ เดอ เซลบีเปิดเผยความลับต่อทั้งคู่ว่าเขาสามารถหยุดกาลเวลาได้ และกำลังทำวิจัยในการกำจัดออกซิเจนออกจากชั้นบรรยากาศ เพื่อที่ทุกชีวิตในโลกจะได้หมดสิ้นไปพร้อมกับความบาปชั่วช้าทั้งหลาย (มิคกับแฮคเคทถามว่าแล้วเราล่ะ เดอเซลบีตอบว่า "You must participate in the destiny of all mankind, which is extermination.") เดอเซลบีชักชวนให้มิคและแฮคเคทไปชมการสาธิตผลงานเรื่องเวลา ที่เดอเซลบีสามารถไปคุยกับบุคคลในสวรรค์ได้ บทที่สี่ในหนังสือทั้งบทอุทิศให้กับคำสนทนาระหว่างเดอเซลบีกับนักบุญออกัสตินที่โอไบรอันจงใจให้ขบขันอย่างร้ายกาจ เดอเซลบีถามคำถามได้เด็ดขาดโดยไม่มีความยำเกรง นักบุญออกัสตินก็ตอบคำถามโดยใช้ภาษาอันน่าเลื่อมใสสลับกับภาษาชาวบ้านธรรมดาเป็นระยะๆ โอไบรอันใส่บทเสียดสีในเรื่องศาสนาลงไปไม่ยั้ง ให้เดอเซลบีถกเรื่องต่างๆ ในศาสนาและศอกกลับได้แรงๆ อย่างหน้าตาเฉย ดูตัวอย่างเบาะๆ ได้จากตอนต่อไปนี้ -- There is one more question on a matter that has always baffled me and on which nothing about you by yourself or others gives any illumination. Are you a Nigger? มิคพยายามหาทางยับยั้งเดอเซลบีเพื่อช่วยมนุษยชาติ ซึ่งแฮคเคทขอไม่ร่วมด้วย เพราะบอกว่า "You know what happened to one Redeemer of humanity. Do you want to be another?" ในระหว่างความพยายามนี้ มิคพบว่าเจมส์ จอยส์ยังมีชีวิตอยู่ และได้ไปพูดคุยกับจอยส์ว่ายังเขียนหนังสืออยู่หรือไม่ จอยส์ตอบว่าไม่เรียกว่าเขียน แต่เรียกว่าแปลมากกว่า เพราะเป็นการ "convey one thing in terms of another thing which is ... em... quite incongruous." จอยส์บ่นว่า I have a firm grip of my thoughts, my argument ... but communicating the ideas clearly in English is my difficulty. You see, there has been considerable variation as between English on the one hand, and Hebrew and Greek as vehicles of epistemology. เรื่องของมิค เดอเซลบี และเจมส์ จอยส์นี้จะผูกพันดำเนินต่อไปอย่างไร ติดตามได้จากเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม พล็อตเรื่องไม่ใช่สิ่งสำคัญนักในหนังสือของโอไบรอัน โอไบรอันไม่ค่อยผูกเรื่องให้จบลงอย่างสรุปสมบูรณ์ แต่สิ่งนี้ไม่ทำให้คุณค่าของหนังสือด้อยลง เพราะสิ่งที่โอไบรอันใส่ใจมากกว่าคือการเสนอแนวคิดและรูปแบบในการเล่าเรื่อง เอกลักษณ์ของเขาคือการใช้ภาษาคมคาย มีอารมณ์ขันที่แสบสันต์ โทนเรื่องอยู่ในความแฟนตาซีที่ทำให้ผู้อ่านแปลกใจเสมอ ภาษาและอารมณ์ขันของโอไบรอัน ดูได้จากคำบรรยายดังตอนต่อไปนี้ In all this formless contemplation his eyes were open, thrown towards the ground but sightless. Yet vision came back when two blackish objects, not too clean, came towards him. They were a pair of shoes, occupied. โอไบรอันเขียนอารมณ์ขันของเขาได้อ่านสนุกเช่นเคย กล่าวกันว่าเขาเป็นนักเขียนหนังสือภาษาอังกฤษได้ขบขันมากที่สุด คำกล่าวนี้จะจริงแท้อย่างไรกับผู้อ่าน ก็น่าจะต้องลองไปพิสูจน์ดูด้วยตัวคุณเอง หากจะมีอะไรในตัวโอไบรอันที่ทำให้ฉันผิดหวัง ก็มีแต่เพียงประการเดียว คือการที่เขาไม่ได้มีผลงานหนังสือให้มากเล่มกว่านี้เท่านั้น
เกี่ยวกับผู้เขียน Flann O'Brien DALKEY ARCHIVE : Flann O'Brien
Copyright © 2001 faylicity.com |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๔ |