| THE DANTE CLUB : Matthew Pearl
read by O |
![]()
ดานเต อลิเกียรี เป็นกวีเอกของโลกชาวอิตาลี เมื่อศตวรรษที่ 13 เขาเขียนหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางเรื่อง The Divine Comedy หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นสามภาค Inferno, Purgatory และ Paradise ตอนที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากคือ Inferno ซึ่งเล่าการเดินทางไปเที่ยวนรกของดานเตโดยมีเวอร์จิล (กวีกรีกผู้ประพันธ์ เอเนียด) เป็นผู้นำทาง ดานเตพูดถึงการรับกรรมของคนตายที่เรียกว่า contrapasso อันหมายถึงการลงโทษผู้กระทำบาปในรูปแบบต่างต่างที่โหดร้าย ให้ผู้มีบาปได้รับความทุกข์ทรมานเช่นเดียวกับกรรมที่เคยก่อไว้แก่คนอื่นเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ หนังสือเล่มนี้มีชื่อเสียงโด่งดังแต่กว่าจะแพร่หลายเป็นที่รู้จักในภาษาอื่นก็ต้องใช้เวลาหลายศตวรรษ ปี 1865 มีการตีพิมพ์ The Divine Comedy ฉบับภาษาอังกฤษอเมริกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ (ฉบับภาษาอังกฤษจากประเทศอังกฤษได้รับการแปลก่อนหน้านั้นโดย Rev. H.F. Cary) ผู้แปลคือ Henry Wadsworth Longfellow กวีชื่อดังของอเมริกันในยุคนั้น ลองเฟลโลใช้เวลาหลายสิบปีในการแปลหนังสือเล่มนี้ เขาตั้งชมรม The Dante Club ร่วมกับเพื่อนกวี ประกอบด้วย James Russell Lowell (เป็นกวี บรรณาธิการคนแรกของ The Atlantic Monthly และศาสตราจารย์สอนวิชาดานเตที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด) Dr. Oliver Wendell Holmes (เป็นหมอชื่อดังและกวี) James T. Fields (บรรณาธิการสำนักพิมพ์) และ George Washington Greene (นักประวัติศาสตร์) ชมรมดานเตพบปะกันทุกคืนวันพฤหัสที่บ้านของลองเฟลโล เพื่อถกเนื้อหาสาระและความหมายของภาษา ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ทางวรรณคดี แมทธิว เพิร์ล นักเขียนหนุ่มหน้าใหม่คนล่าสุดชาวอเมริกัน นำประเด็นจากงานวิจัยตอนเรียนของเขามาผูกโครงเรื่องจนกลายเป็นนิยายระทึกขวัญชนิดที่ว่ายิ่งอ่านยิ่งมันวางไม่ลง.. หนังสือเปิดเรื่องด้วยการฆาตกรรม ผู้พิพากษาใหญ่ประจำเมืองบอสตันนอนเป็นศพเปลือยอยู่ในสวนหลังบ้าน มีแมลงและหนอนนับพันเกาะกินซากศพ (เป็นแมลงกินคนชนิดที่กินเนื้อเยื่อมีชีวิต) แมลงถูกเพาะในตัวผู้พิพากษาซึ่งเขาไม่รู้ตัวและต้องทรมานถึงสี่วันเต็มกว่าจะสิ้นใจ นายตำรวจหนุ่มผิวสีผู้ดูแลคดีนี้มีนามว่าเรย์ เขาค้นพบร่องรอยจากการฆาตกรรมที่ทิ้งปริศนาทางภาษาไว้ เรย์จึงไปสอบถามชมรมดานเตในฐานะผู้เชี่ยวชาญภาษา แต่เขาไม่ได้รับคำตอบช่วยเหลือคดี ชมรมดานเตมี ดร.โฮมส์ โลเวลล์ ฟิลด์ กรีนและลองเฟลโล ซึ่งเป็นตัวละครเอกของหนังสือเล่มนี้ ทั้งหมดช่วยกันวิเคราะห์ The Divine Comedy ในฉบับที่ลองเฟลโลกำลังแปลเพื่อเผยแพร่ความยิ่งใหญ่ของดานเตในอเมริกา แต่ดานเตนั้นเป็นกวีต้องห้ามเพราะหนังสือพูดในเรื่องที่ขัดกับศาสนา ใช้ภาษาอิตาลีอันเป็นภาษาต่างชาติ จึงมีผู้ต่อต้านรุนแรงคือสมาคมฮาร์วาร์ดในมหาวิทยาลัยนั้นเอง ดร.แมนนิ่งพยายามทุกทางในการระงับการอ่านดานเต เรื่องราวน่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่อมีการฆาตกรรมขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ครั้งที่สองเป็นบาทหลวงในเมือง ศพโดนฝังดินและจุดไฟเผาเท้า พร้อมกับปริศนาทางภาษา ดร. โฮมส์ค้นพบว่าการฆาตกรรมแต่ละครั้งนั้นเลียนแบบ contrapasso ในหนังสือ Inferno ของดานเต แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเหยื่อจึงต้องเป็นผู้พิพากษาและพระ ลองเฟลโลตั้งข้อสังเกตว่าทุกครั้งที่ชมรมจะวิเคราะห์แคนโต้ต่อไป ต้องเกิดการฆาตกรรมตามแคนโต้นั้นก่อนสองถึงสามวันเสมอ ชมรมดานเตจึงต้องลงมือสืบสวนหาตัวจอมฆาตกรที่พวกเขาเรียกว่าลูซิเฟอร์ เพราะไม่เช่นนั้นพวกเขาเองจะโดนกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกทั้งที่ตัวละครเยอะมากทั้งจริงทั้งแต่ง ในช่วงแรกของหนังสือเหมือนว่าผู้เขียนพยายามใส่ข้อเท็จจริงตามประวัติศาสตร์และตามตัวละครจริง จนลืมเรื่องบรรยากาศอันเป็นส่วนสำคัญในนิยายเชิงประวัติศาสตร์ แต่เมื่ออ่านสักพักจนเริ่มเข้าใจและจำตัวละครได้ เราพบความลงตัวในเรื่องราว (แง่เรื่องแต่งและแง่ความเป็นจริง) การสร้างความน่าสงสัย และความมีชีวิตของตัวละครในกลุ่มดานเตที่มีแต่ความเป็นเพื่อน โลเวลล์กับฟิลด์เป็นตัวละครช่างคิดและสืบเสาะดีเดือดแบบถึงแก่น ดร. โฮมส์เป็นคนฉลาดมากในการคลายปริศนา ส่วนลองเฟลโลแสนจะนุ่มนวลดั่งกวี ส่วนสำคัญที่สุดในหนังสือลึกลับแบบนี้คือปริศนาของเรื่อง คุณเชื่อไหมว่าถ้าผู้เขียนไม่บอกว่าใครเป็นฆาตกร ไม่มีทางเลยที่เราผู้อ่านจะเดาออกว่าลูซิเฟอร์เป็นใคร... เกี่ยวกับผู้เขียน: Matthew Pearl จบการศึกษาสาขาวรรณคดีจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 1997 และจบโรงเรียนกฎหมายจากเยลในปี 2000 แมทธิว เพิร์ลได้รับรางวัลงานวิจัยจากสมาคมดานเตแห่งอเมริกา (ชื่อสมัยก่อนคือ The Dante Club) ในปี 1998 The Dante Club เป็นโปรเจกต์ตอนเขาทำวิจัยและเพื่อนท้าทายให้เขียนประวัติศาสตร์เป็นนิยาย หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานเล่มแรกที่เขาน่าจะภูมิใจว่ามีส่วนทำให้ผู้คนหันไปอ่านหนังสือของดานเตอีกเยอะ ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เคมบริดจ์ แมสซาชูเซตส์ The Dante Club : Matthew Pearl
ดันเต้คลับ แมทธิว เพิร์ล แปลโดย บีจา เพิร์ลพับลิชชิ่ง ๒๕๕๑
|
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖ |