| LAUGHTER IN THE DARK : Vladimir Nabokov
read by SleepyO |
มีตัวละครร้ายกาจน่าชังอยู่หลายประเภทในประวัติศาสตร์หนังสือ แต่ประเภทเข้มข้นน่าสะพรึงกลัวมีอยู่ไม่กี่คนที่ทำให้จดจำ โดยเฉพาะในเรื่องราวของความรักความลุ่มหลง ฮัมเบิร์ตใน โลลิตา เป็นตัวอย่างของความคลั่งไคล้มืดบอดที่รักจนแทบจะกลืนกิน ส่วนเบนดริกซ์ใน The End of the Affair ของ Graham Greene ก็แสดงความรักที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง เกลียดจนทิ้งความรักไปไม่ได้ เพราะเขาเหนื่อยและแก่เกินกว่าที่จะเริ่มรักใหม่ (แต่ไม่เหนื่อยที่ต้องติดตามระราน) บทบันทึกของทั้งฮัมเบิร์ตและเบนดริกซ์เป็นการมองความรักในแบบบุคคลที่หนึ่งเล่า เราจึงเห็นจิตใจด้านมืดความรู้สึกของตัวละครอย่างชัดเจน และทั้งกรีนกับนาโบคอฟก็เป็นนักประพันธ์ที่มีความเยี่ยมยอดทางภาษา ด้วยถ้อยคำไม่กี่คำเขาสามารถตรึงใจคนอ่านได้หมดสิ้น เรื่องรักแบบนี้แม้สยดสยองแต่ก็แฝงด้วยการเสียดสีแบบตลกขบขัน มีบางเรื่องเท่านั้นที่มีความสะใจมาประกอบอย่างเช่นโอเนกิ้นของ อเล็กซานเดอร์ พุชกิ้น แต่เรื่องไหนไหนคนอ่านก็ยังรู้สึกว่าไม่น่าร้ายกาจเท่ากิริยาหลอกลวงในเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้
Laughter in the Dark เป็นนวนิยายถูกเขียนก่อนโลลิตาถึง 22 ปี เป็นผลงานชิ้นที่ 5 ของนาโบคอฟ (เมื่อปี 1933 ต้นฉบับภาษารัสเซียใช้ชื่อว่า Kamera Obskura นาโบคอฟเขียนเป็นภาษาอังกฤษในปี 1938) จะว่าเป็นเงาของโลลิตาก็ไม่น่าใช่ หนังสือมีความคล้ายคลึงกันในพล็อตเรื่องโดยชูความรักและความมืดบอดเป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่โศกนาฎกรรมในตอนท้าย ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรแปลกใหม่ในงานวรรณกรรม นาโบคอฟเปิดเรื่องด้วยความธรรมดาท่อนหนึ่ง Once upon a time there lived in Berlin, Germany, a man called Albinus. He was rich, respectable, happy ; one day he abandoned his wife for the sake of a youthful mistress; he loved; was not loved; and his life ended in disaster. แม้นาโบคอฟจะบอกจุดจบไว้ตั้งแต่ต้นแต่ความชาญฉลาดของเขา คือการชักจูงให้เห็นว่าเรื่องที่ดูเหมือนจบแล้วนั้น สิ่งสำคัญคือรายละเอียดที่ตามมาต่างหากซึ่งทำให้เรื่องนี้ดูน่าสนใจขึ้น เขาเล่าถึงชีวิตของอัลเบิร์ต อัลบินัส ชายกลางคนที่ร่ำรวยพรั่งพร้อมไปในทุกสิ่ง เป็นนักวิจารณ์มีความรู้ในศิลปะและภาพยนตร์ อัลเบิร์ตแต่งงานกับอลิซาเบทมีลูกสาวคนหนึ่งชื่อ เออร์ม่า ชีวิตเขามีความสุขดีกับภรรยาและพี่ชายของภรรยา พอล ซึ่งไปมาหาสู่กันบ่อย เขาถือเป็นสามีที่เรียบร้อยไม่เคยออกนอกลู่นอกทางนับแต่แต่งงาน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาพบมาร์ก็อต ปีเตอร์ หญิงสาวอายุ 18 ปี ผู้มาจากครอบครัวยากจน เธอหนีออกจากบ้านและใฝ่ฝันอยากจะเป็นดารา แต่ชีวิตของเธอเป็นได้แค่นางแบบวาดภาพเปลือยสำหรับนักเรียนศิลปะ และในบางครั้งเธอก็ต้องหลับนอนกับคนอื่นเพื่อจะมีเงินเป็นค่าเช่าบ้าน นาโบคอฟผูกเรื่องได้ตื่นเต้นแบบฉากต่อฉาก อ่านไปแรกๆ รู้สึกธรรมดา แต่พอนานเข้าเหตุการณ์ตื่นเต้นลุ้นยังกับนิยายจำพวกละครสบู่ (Soap Opera) มาร์ก็อต เป็นตัวละครที่ความชั่วร้ายยั่วยวนแฝงอยู่ในวัยไร้เดียงสา ก็เป็นการสมควรแก่อัลเบิร์ตที่จะหลงจนไม่ลืมหูลืมตาเรียกว่าจะพูดอะไรก็เชื่อไปหมด ฉากแรกชวนตื่นเต้นคือเมื่อมาร์ก็อตค้นพบว่าอัลเบิร์ตเป็นใครและบ้านอยู่ที่ไหน วันหนึ่งเธอก็โทรไปหาขณะที่เขากำลังพูดกับภรรยาอยู่ในห้องนอน หลังจากนั้นมาร์ก็อตก็ตื๊อว่าจะไปที่บ้าน อัลเบิร์ตพยายามทุกทางไม่ให้เธอไป แต่ในที่สุดก็ต้องยอมโดยมีเวลาแค่สองชั่วโมงก่อนทุกคนจะกลับมา ครั้นพอเธอไปถึง เธอก็สำรวจห้องไม่ยอมหยุด จนไม่ทันการมีคนมาพอดี อัลเบิร์ตเป็นประสาทแต่จะแก้ตัวอย่างไร ต้องตามอ่านกันดู หลังจากนั้นไม่นานภรรยาก็ทิ้งเขาไปในที่สุด มาร์ก็อตวางแผนจนได้ทั้งบ้านทั้งอัลเบิร์ตมาครอบครอง (แต่ไม่ได้ใบหย่า) และเธอใช้อัลเบิร์ตและเงินของเขาเป็นหนทางแห่งการไต่บันไดสู่การเป็นดารา ในครึ่งแรกของเรื่องอัลเบิร์ตไม่ใช่ตัวละครที่น่าสงสารและมาร์ก็อตก็แสดงธรรมชาติที่พอจะเข้าใจได้ในแรงจูงใจของเธอ นาโบคอฟไม่ได้กล่าวถึงประเด็นเพื่อจะสอดแทรกศีลธรรมหรือจริยธรรมใดๆ จากสังคม เขาเพียงแต่เล่าพฤติกรรมโดยการเล่นรายละเอียดและฉากให้เรื่องสนุก เขาใช้เทคนิคของการเขียน parenthesis (ข้อความในวงเล็บ)ในการเสียดสีเชิงขบขัน เพื่อควบคุมอารมณ์ที่แท้ของตัวละครและความเห็นในเรื่องต่างๆ พอเริ่มครึ่งหลังความเลวร้ายค่อยเผยโฉม เมื่อมีตัวละครเป็นบุคคลที่สามในความสัมพันธ์ของทั้งสอง เร็กซ์เป็นเพื่อนของอัลบินัส เขาเป็นศิลปินภาพวาด อารมณ์ดีและเจ้าเล่ห์ เขาลวงอัลเบิร์ตจนตายใจในการมาตีสนิทเป็นเพื่อนรักประเภทใกล้ชิดแบบไปไหนไปกัน แต่แท้ที่จริงแล้วมาหาเงินและเป็นชู้กับมาร์ก็อตอีกที อาการหลอกลวงถูกนำมาใช้ในฉากต่างๆ ชวนขำ อย่างมาร์ก็อตนั่งตรงกลาง เข่าข้างขวามีมือของอัลเบิร์ตสัมผัสอยู่ ส่วนเข่าข้างซ้ายเป็นมือของเร็กซ์ แต่ใจของมาร์ก็อตปีศาจกว่า? หรืออย่างฉากพิศวาสในโรงแรมที่ทั้งสามต้องใช้ห้องน้ำห้องเดียวเพราะห้องพักสองห้องติดกัน ทั้งหมดหากเล่าไปก็ดูจะเบียดบังอรรถรสจากการอ่านหนังสือเองของคนอื่นๆ แต่เอาเป็นว่าตอนชั่วร้ายที่สุดคือในตอนหลังเมื่ออัลเบิร์ตเกิดอุบัติเหตุตาบอด เขาไปพักฟื้นโดยมีมาร์ก็อตดูแล และหารู้ไม่ว่าเร็กซ์ก็อยู่ด้วยในบ้านหลังนั้น (หลังจากทราบเรื่องราวของเร็กซ์กับมาร์ก็อต) เร็กซ์ชอบแกล้งโดยการมานั่งใกล้ๆ ครั้งหนึ่งเขานั่งเปลือยทำท่าแบบรูปปั้นนักคิด Thinker ของโรแดง มือจับคางสายตาจับจ้องอัลเบิร์ตแถมเอามือไปกวักแถวหน้าทำว่าเป็นแมลงวัน...สุดท้ายแล้วอัลเบิร์ตก็เป็นตัวละครของนาโบคอฟที่สะท้อนผลกรรมจากการกระทำของตัวเองเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ พัฒนาและเติบโตเกินกว่าที่ตัวละครหนึ่งจะควบคุมได้ และไม่รู้ว่าใครดีที่สมควรจะเป็นคนส่งเสียงหัวเราะในความมืด เรื่องนี้มีรายละเอียดอีกมากตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจบเล่มเรียกว่าเดาไม่ออกจนวินาทีสุดท้าย อ่านเพลิดเพลินสนุก หนังสือเล่มนี้เป็นงานเขียนในยุคแรกของนาโบคอฟ แต่น่าแปลกที่เขาเคยบอกบรรณาธิการสำนักพิมพ์ในอเมริกา James Laughlin ว่านี้เป็นงานที่แย่ที่สุดของเขา (มีนักวิจารณ์บอกว่าเขาได้รับอิทธิพลมาจากคาเรนินาของตอลสตอย และนาโบคอฟยังเอาตอลสตอยมาล้อในเรื่อง โดยปล่อยให้ Dorianna เรียกชื่อตอลสตอยว่า "Doll's Toy?") หนังสือเล่มนี้อาจจะแย่ในความรู้สึกของผู้เขียนประหนึ่งงานทดลอง กับการใช้ภาษาอังกฤษในยุคแรกจากการแปลเรื่องตัวเอง ซึ่งช่วงนั้นนาโบคอฟโดนวิพากษ์เสมอเรื่องการใช้ภาษาในงานเขียน เนื่องจากเขาเป็นนักเขียนที่ใช้หลายภาษา(multilingual author)เช่น รัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมัน และอังกฤษ งานเขียนในเรื่องเดียวกันจึงแตกต่างกันไปบ้างในเนื้อหา Laughter in the Dark เป็นหนังสือที่มีภาษาอังกฤษอ่านง่ายที่สุด ไม่เหมือนกับงานในยุคหลังๆ เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนที่สนใจอ่านงานนักเขียนระดับโลกอย่างวลาดิเมียร์ นาโบคอฟ เกี่ยวกับผู้เขียน Vladimir Nabokov Laughter in the Dark : Vladimir Nabokov
Just as Albinus had accustomed himself never to speak to Margot of art, of which she knew and cared nothing, he had now to learn to hide from her the agonies he sufferd during the first days of their life together in the old flat, where he has spent ten years with his wife. All around were objects which reminded him of Elisabeth; her presents to him and his to her. |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ |