| THE DOUBLE HELIX : James D. Watson |
DNA คือกรดนิวคลีอิกที่บรรจุรหัสทางพันธุกรรมซึ่งพบในเซลสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มนุษย์ค้นพบดีเอ็นเอตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 แต่ไม่มีใครทราบว่าโครงสร้างของดีเอ็นเอเป็นอย่างไร จนกระทั่งปี ค.ศ. 1953 ที่ เจมส์ วัตสัน และ ฟรานซิส คริก ประกาศว่าดีเอ็นเอเป็นเกลียวคู่ (double helix) โดยเกลียวแต่ละสายเป็นการเรียงตัวของนิวคลีโอไทด์ 4 ชนิด (A, T, C, G) ซึ่ง A จับคู่กับ T และ G จับคู่กับ C การค้นพบนี้ถือเป็นหนึ่งในการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วยได้เผยปริศนาเรื่องชีวิตมนุษย์ ทั้งยังทำให้ผู้ค้นพบทั้งสองและ มอริส วิลกินส์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาแพทยศาสตร์ในปี 1962
The Double Helix เขียนโดย วัตสัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ค้นพบโครงสร้างของดีเอ็นเอ เขาเล่ามุมมองส่วนตัวต่อการค้นพบครั้งนี้ โดยเนื้อหาในเล่มเกิดขึ้นในช่วงปี 1951-1953 วัตสันเขียนหนังสือเล่มนี้ในปี 1968 ดังนั้นเรื่องเล่าของเขาจึงเป็นการย้อนเวลากลับไปประมาณ 17 ปี เล่าวันเวลาของหนุ่มวัย 23 ปีผู้เพิ่งจบปริญญาเอกหมาดๆ ในสาขาสัตววิทยาจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา วัตสันกล่าวไว้ในบทนำว่าเรื่องเล่านี้ไม่ได้เป็นการมองย้อนรำลึกและเล่าความจากความคิดที่ตกตะกอนแล้ว แต่เป็นการเล่าสิ่งที่เป็นไปในวัยวันนั้นโดยไม่ได้ประเมินความถูกผิดดีงาม ซึ่งสิ่งนี้เองน่าจะเป็นเสน่ห์สำคัญที่สุดของหนังสือ หนังสือเล่มนี้เป็นงานเขียนสารคดี (non-fiction) ที่คลาสสิกที่สุดเล่มหนึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ ใครที่ได้ลองสำรวจรายการหนังสือดีน่าอ่านทางด้านวิทยาศาสตร์หรือสารคดี ย่อมพบชื่อหนังสือเล่มนี้อยู่ด้วยเสมอไป ซึ่งเป็นสาเหตุให้คนอ่านสนใจไปหามาอ่าน ด้วยอยากรู้ว่าหนังสือเล่มนี้มีดีอย่างไร ใครที่ได้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้คงทราบได้ไม่ยากว่า "มีดีอย่างไร" หนังสือเล่มนี้อ่านได้น่าติดตาม ทำให้คนอ่านพลิกหน้าเร็วได้อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าหนังสือเรื่องเล่าทางวิทยาศาสตร์จะเขียนได้อ่านเพลินเช่นนี้ วัตสันเล่าเรื่องได้มีชีวิตชีวา ให้ความบันเทิงด้วยอารมณ์ขัน หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มุ่งหวังให้คนอ่านต้องรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ แม้จะมีการบอกถึงเรื่องดีเอ็นเอบ้าง แต่ไม่ได้เป็นการบอกชนิดจะสอนให้ผู้อ่านเข้าใจ แต่บรรยายเสมือนเป็นฉากประกอบให้พอเห็นภาพแต่ไม่ต้องรู้เรื่อง และไม่ได้ตั้งใจให้รู้เรื่อง หัวใจสำคัญของเนื้อความคือเรื่องของผู้คนต่างๆ และดราม่าเบื้องหลังการค้นพบครั้งนี้ ก่อนการค้นพบนั้น วัตสันบอกไว้ว่าดีเอ็นเอยังเป็นเรื่องลึกลับ เป็นเรื่องที่ใครจะค้นคว้าวิจัยก็ได้ โอกาสของการมีชื่อเสียงจึงอยู่ที่ว่าใครจะค้นพบก่อนกัน ในเรื่องเล่านี้จึงบอกบรรยากาศการแข่งขันช่วงชิงในการวิจัย และเล่าภาพของวงการวิชาการได้ดีมาก เรื่องเล่านี้เกี่ยวข้องกับผู้คนหลายคน ซึ่งการเล่าเรื่องผู้คนของวัตสันนั้นไม่เป็นรองใคร เขาบรรยายบุคลิกคนได้อย่างเห็นภาพ และไม่ออมอาการในการเล่าถึงผู้อื่นเลย (ไม่ว่าจะเป็นทางร้ายหรือดี) ดังเช่นบอกถึง ฟรานซิส คริก ว่ายามหัวเราะแล้ว ผู้คนจะรู้ทันทีว่าเขาอยู่ที่ไหนของตึก การเล่าอย่างเป็นธรรมชาติและเข้าใจใส่รายละเอียดให้ผู้คนเป็นเลือดเป็นเนื้อได้อารมณ์เช่นนี้ น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านสนุก หนึ่งในผู้คนที่วัตสันเขียนถึงคือ โรซาลีน แฟรงคลิน เธอมีส่วนสำคัญกับการค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอของวัตสัน แต่เธอเสียชีวิตก่อนที่เขาจะเขียนหนังสือเล่มนี้ เรื่องของแฟรงคลินเป็นประเด็นที่หลายคนเห็นว่าไม่ยุติธรรม ด้วยวัตสันได้เห็นภาพเอกซเรย์ดีเอ็นเอของแฟรงคลิน (โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเธอและโดยที่เธอไม่ทราบ วัตสันเพิ่งจะยอมรับเรื่องนี้เมื่อเขียนหนังสือเล่มนี้ วัตสันบอกในหนังสือ DNA: The Secret of Life (2003) ว่าหากแฟรงคลินยังมีชีวิตอยู่ในปีที่เขาได้รับรางวัลโนเบล แฟรงคลินก็ควรได้รับพิจารณาให้ได้รางวัลด้วย) หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ให้ภาพของแฟรงคลินไว้ดีนัก เช่นที่วัตสันเขียนว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ใส่ใจความเป็นผู้หญิงนัก และอาจจะดูสวยได้ถ้าสนใจแต่งเนื้อแต่งตัวสักนิด แต่หากใครจะเห็นว่าภาพของแฟรงคลินคือภาพลบที่สุดในเล่ม ก็ต้องบอกว่าวัตสันต่างหากที่กล้าให้ภาพลบของตัวเองที่สุด ด้วยการเขียนแสดงความคิดในวัยนั้นของเขาได้ซื่อสัตย์และจริงใจเช่นนี้ วัตสันในวัยนั้นเป็นคนหัวแข็ง มั่นใจในตัวเอง ทะเยอทะยาน ค่อนข้างดื้อ มีอารมณ์ขัน ดังที่วัตสันเขียนบอกไว้แต่ต้นว่าความเห็นบางอย่างของเขาก็ดูไม่เป็นธรรมและตื้นแคบ แต่นี่คือความเป็นมนุษย์ ที่บางครั้งเราก็ด่วนตัดสินความชอบไม่ชอบในเรื่องต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องถูกต้องเสมอไป ในบทจบเล่ม วัตสันเขียนถึงแฟรงคลินว่าเขามองเธอผิดไปมาก หนังสือเล่มนี้พิเศษกว่าหนังสือการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ทั่วไป ด้วยเล่าเรื่องชีวิตมากกว่าจะบอกในด้านเทคนิค เรื่องเล่านี้บอกบางช่วงชีวิตของคนหนุ่มคนหนึ่ง ผู้เชื่อมั่นว่า "ความจริงนั้น เมื่อถูกค้นพบแล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่เรียบง่ายและสวยงาม"
The Double Helix : James D. Watson
เกลียวชีวิต เจมส์ ดี วัตสัน แปลโดย ดร. สิรินทร์ วิโมกข์สันถว์ ดร. ภิญโญ พานิชพันธ์ แพร่พิทยา ๒๕๑๘ Copyright © 2005 faylicity.com As I hope this book will show, science seldom proceeds in the straightforward logical manner imagined by outsiders. Instead, its steps forward (and sometimes backward) are often very human events in which personalites and cultural traditions play major roles. |
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๘ |