*home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book DISGRACE : J.M. Coetzee

Bookนักอ่านบางคนหลีกเลี่ยงหนังสือที่ติดป้ายรางวัล เนื่องจากมีประสบการณ์บ่อยครั้งว่าอ่านแล้วเข้าไม่ถึงหนังสือ นั่นคืออ่านแล้วไม่รู้สึกประทับใจและไม่เข้าใจว่าเหตุใดกรรมการตัดสินจึงประทับใจ แต่ถึงกระนั้นก็โทษตัวเองว่าเราเข้าไม่ถึงเอง สำหรับนักอ่านประเภทนี้แล้ว   Disgrace ก็จัดเป็นเป็นนวนิยายเล่มหนึ่งที่น่าหลีกเลี่ยง

Disgrace เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลบุ๊กเกอร์ อันเป็นรางวัลวรรณกรรมที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ นอกจากนั้น นักเขียนที่ชื่ออ่านยากนี้ (สัญญาณเบื้องต้นว่าหนังสือก็อาจเข้าถึงยากไปด้วย ชื่อเขาอ่านว่า ขูท-ซี่-เออะ เราจะเรียกเขาว่าคูตซี) ยังเป็นนักเขียนคนแรกที่ได้รางวัลบุ๊กเกอร์ถึง 2 ครั้ง ตั้งแต่รางวัลนี้ก่อตั้งมาในรอบ 31 ปี โดยรางวัลแรกได้จากหนังสือ The Life and Times of Michael K. ในปี 1983 ยิ่งไปกว่านั้น คูตซีได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 2003 ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าหนังสือ Disgrace ได้รับการสถาปนาไปอยู่บนหิ้งอย่างแท้จริง อันเป็นสถานะที่ชวนให้เคารพบูชามากกว่าจะหยิบมาอ่าน

แต่ Disgrace ไม่ได้เป็นอย่างหนังสือรางวัลบางเล่มที่เหมาะกับการเอาไว้เลื่อมใสอย่างเดียว หนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายที่ดีมาก อ่านได้น่าติดตาม เขียนด้วยภาษาดี เข้าถึงได้อย่างเป็นหนังสือธรรมดาที่ไม่จัดเป็นของสูง อ่านแล้วติดตั้งแต่หน้าแรกๆ และทำให้คนอ่านติดไปจนกระทั่งหน้าสุดท้าย แม้ว่าเรื่องในเล่มจะเป็นความสูญเสียและเสื่อมสิ้นศักดิ์ศรีอย่างชื่อเรื่องบอกไว้ก็ตาม

ตัวละครเอกในเล่มคือ เดวิด วัย 52 ปี เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ สถานภาพเคยหย่าร้างมาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อเปิดเรื่องมา เดวิดก็อยู่ในสภาพที่เหมือนเป็นคนนอกไปแล้ว ด้วยมหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยเทคนิค แผนกภาษาถูกยุบ ดังนั้นเขาจึงต้องย้ายภาค จากที่เคยสอนวรรณคดีก็มาสอนวิชาทักษะการสื่อสาร

เดวิดเกิดไปมีความสัมพันธ์กับนักศึกษาเข้าจนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว เหตุการณ์นี้เป็นความเสื่อมเสียอย่างแรกที่เกิดกับเดวิด เขาตัดสินใจออกจากเมืองไปพักกับลูซี่ ลูกสาวของเขาผู้มีไร่ที่เมืองชนบท แต่ที่นี่เอง ที่ความเสื่อมเสียประการที่สองเกิดกับลูซี่ ลูซี่ไม่เล่าเหตุการณ์นั้นให้เขาทราบ ความลับนั้นทำให้เขายิ่งห่างเหินและไม่เข้าใจในตัวลูกสาว

เมื่อเดวิดถามลูกเรื่องนี้ ลูซี่ตอบว่าเรื่องที่เกิดกับตัวเธอเป็นเรื่องส่วนตัวโดยแท้ เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องสาธารณะหากเกิด ณ ที่อื่น เวลาอื่น แต่ไม่ใช่ที่นี่ ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของเธอเท่านั้น "ที่นี่" ของลูซี่คือประเทศแอฟริกาใต้ ที่ๆ อดีตและประวัติศาสตร์มีผลต่อผู้คนในปัจจุบัน คำถามของเดวิดข้อหนึ่งต่อลูซี่คือเราสามารถไถ่โทษทัณฑ์ของอาชญากรรมในอดีตได้ด้วยความทุกข์ทนในปัจจุบันหรอกหรือ

เรื่องราวใน Disgrace ดำเนินไปในช่วงเดียวกับประเทศแอฟริกาหลังยุคการแบ่งแยกสีผิว คนผิวดำเริ่มได้สิทธิ์ในการมีที่ดิน อดีตของประเทศส่งผลต่อเนื้อหาในเล่มอย่างมาก แอฟริกาใต้เป็นอาณานิคมของอังกฤษและฮอลแลนด์ในศตวรรษที่ 17 ในศตวรรษที่ยี่สิบ แอฟริกาใต้มีการแบ่งแยกผิวพันธุ์ยาวนานกว่าสี่สิบปี จนกระทั่งเนลสัน แมนเดลลาได้รับการเลือกตั้งโดยไม่แบ่งแยกผิวพันธุ์ครั้งแรกให้เป็นประธานาธิบดีในปี 1994

การแบ่งแยกผิวพันธุ์ในแอฟริกาใต้ทำอย่างเป็นระบบ โดยมีนโยบายและกฎหมายออกมาในปี 1948 จำกัดสิทธิต่างๆ ของประชาชนผิวดำ เช่น สิทธิการออกเสียงเลือกตั้ง สิทธิกรรมสิทธิ์ในที่ดินบางพื้นที่ สิทธิในการทำงานและการเรียน กฎหมายห้ามการแต่งงานระหว่างคนต่างสีผิว ถึงปี 1950 ชาวแอฟริกาใต้ทุกคนต้องถูกจำแนกเชื้อชาติว่าเป็น คนขาว คนดำ หรือคนผิวสี (คนผิวสีเกิดจากพ่อแม่ต่างเชื้อชาติ มักเป็นคนเอเชีย หรือผู้มีเชื้อสายอินเดีย) ผู้ที่เป็นคนขาวต้องมีพ่อแม่เป็นคนขาวทั้งคู่เท่านั้น

มีการตั้งพื้นที่เฉพาะคนขาวเท่านั้น โดยเฉพาะพื้นที่เมืองและแหล่งทรัพยากร พื้นที่ประเทศ 86% เป็นของคนขาวที่เป็นประชากร 25% ของประเทศ คนผิวสีอื่นจำนวนมากต้องถูกไล่ที่และขับออกไปจากตัวเมืองให้ไปอยู่ชนบท ในช่วงปี 1950-1986 มีคนแอฟริกัน 1.5 ล้านคนถูกขับให้ย้ายที่อยู่ มีการควบคุมการโยกย้ายถิ่นฐานโดยเคร่งครัด คนผิวดำถูกจำกัดพื้นที่ในการอยู่อาศัยและทำงาน (หากได้รับใบอนุญาตให้ทำงานได้) ผู้ที่ถือใบอนุญาตทำงานจึงจะอยู่ในเขตเมืองได้ และใบอนุญาตนั้นไม่รวมสิทธิ์ในการอยู่ของสมาชิกในครอบครัว เช่นภรรยาหรือบุตร ประชาชนแอฟริกันพื้นเมืองที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งเป็นคนผิวดำต้องมี "pass book" ติดตัวเสมอ โดยเฉพาะเวลาเข้าพื้นที่สำหรับคนขาว พาสบุ๊กคล้ายกับพาสปอร์ตคือมีรูป ชื่อ และข้อมูล เมื่อถูกเรียกดูต้องแสดงได้ มิฉะนั้นจะถูกจับ

แอฟริกาใต้เลือกจะถอนตัวจากสมาคมการเมืองนานาชาติ แทนที่จะยอมละทิ้งนโยบายแบ่งแยกสีผิวนี้ แต่ด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศ ทำให้กฎหมายแบ่งแยกผิวค่อยๆ เลิกใช้ไป จนปี 1993 ที่รัฐบาลมาจากคนหลากหลายสีผิวได้ และมีการเลือกตั้งอิสระขึ้นในปี 1994

นวนิยายเรื่องนี้สะท้อนภาพสังคมและจิตใจผู้คนในแอฟริกาใต้หลังยุคนโยบายแบ่งแยกสีผิว ซึ่งคูตซีเล่าความได้อย่างมีชั้นเชิง เนื้อหาไม่ได้ถ่ายทอดเรื่องสังคมออกมาทื่อๆ แต่เป็นการเล่าเรื่องซึ่งสภาพสังคมมีผลกับการคิดการตัดสินใจของตัวละคร อีกทั้งนวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการพร่ำสอนหรือบอกบทเรียนใดๆ กับคนอ่าน แต่เป็นการพิจารณาความเป็นมนุษย์ของเราได้อย่างน่าสนใจ หนังสือเล่มนี้ให้เราได้ใคร่ครวญกับความเป็นมนุษย์หลายครั้งในหลายระดับ

เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้การอ่านน่าประทับใจ มาจากการเขียนที่ดีมากของคูตซี เขาเป็นนักเขียนที่ใช้ภาษาดีและประหยัดถ้อยคำ เขาบรรยายความคิดจิตใจของตัวละครได้อย่างฉกาจ อย่างเช่น เดวิด นั้น คนอ่านเสมือนว่ารู้จักเขาดีตั้งแต่หน้าที่สองเลยทีเดียว นอกจากนั้นตัวละครทุกตัวในเล่มล้วนแต่เป็นตัวละครที่น่าสนใจและจะติดในใจคนอ่านทั้งสิ้น เช่น เพทรัส คนผิวดำที่ทำงานในสวนให้ลูซี่ และกำลังจะมีที่ดินเป็นของตัวเอง เบฟ ที่ทำงานในคลีนิคสัตว์ แต่หน้าที่หลักของเธอไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการช่วยให้สัตว์จากไปอย่างพ้นทรมาน อีกทั้งความสัมพันธ์ของตัวละครต่างๆ ก็มีมิติน่าพิจารณา เช่น ความสัมพันธ์ของลูกสาวกับพ่อ จากที่พ่อเคยขับรถพาลูกไปโรงเรียน มาวันนี้ลูกสาวโตแล้วมีชีวิตเป็นของตัวเองแล้วขับรถพาพ่อไปตลาด บอกพ่อให้รู้จักโลกและชีวิตที่เขาไม่เคยรู้จัก

คูตซีเป็นนักเขียนที่สร้างตัวละครได้น่าทึ่ง อย่างเช่น เดวิด ที่เห็นแก่ตัวและออกจะเป็นคนเย็นชา (เมื่อไปช่วยงานที่คลีนิคสัตว์ในชนบท เขาตอบคำถามว่า "ผมชอบสัตว์หรือเปล่าน่ะหรือ ผมกินเนื้อ ดังนั้นผมว่าผมคงชอบ ชอบเป็นบางส่วน") แต่อ่านแล้วก็อดประทับใจเดวิดไม่ได้ เดวิดรู้จักตัวเองอย่างดี เขารู้ว่าตัวเองเห็นแก่ตัวและเย็นชาอย่างไร และยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นโดยไม่มีความรู้สึกผิดหรือเสียใจ ศักดิ์ศรีที่แท้จริงของเดวิดอยู่ในส่วนนี้ ที่ไม่ว่าเหตุการณ์รอบข้างในชีวิตและผู้คนจะมองเขาตกต่ำอย่างไร แต่ความนับถือต่อตัวเองของเขาไม่เคยลดลงเลย เดวิดอาจจะไม่ใช่คนดีอะไร แต่เป็นมนุษย์ที่น่านับถือในหัวใจ

การกระทำของเดวิดนั้น หากเป็นนักเขียนคนอื่นที่ไม่ได้เล่าความอย่างนี้ ก็น่าจะทำให้เขาเป็นคนที่น่าชังพอดู แต่คูตซีเขียนได้อย่างที่ว่าแม้เราเห็นเขาคิดชั่วทำชั่วกับตา ก็ไม่ได้รู้สึกชัง อาจเพราะเดวิดเผยใจเขาอย่างจริงใจเสียจนผู้อ่านรู้สึกได้ว่าความอ่อนแอในใจมนุษย์อย่างที่เขามี เราต่างก็มี เดวิดเป็นดัง ลูซิเฟอร์ ที่เขาบรรยายในชั้นเรียน ภายในใจของเขานั้นมืดมนเกินความเข้าใจของคนอื่น แต่คูตซีก็ได้ให้คนอ่านเข้าใจและเห็นใจในตัวเขา

เดวิดยังมีความเป็นอาจารย์วรรณคดีอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยม เวลาที่คูตซีเขียนว่าเดวิดคิดอะไร คนอ่านจะรู้สึกได้เสมอว่าเขาช่างคิดเทียบอะไรอ้างอิงไปถึงบทกวีไปเสียหมด แม้แต่ภาษาคิดของเขาก็เป็นภาษาวรรณกรรม เดวิดบอกเล่าเรื่องของการสอนหนังสือว่า "ผู้สอนคือผู้ที่ได้เรียนรู้บทเรียนอย่างแท้จริง แต่ผู้ที่มาเรียนกลับไม่ได้เรียนรู้สิ่งใดเลย" และการบรรยายสภาพนักศึกษาด้วยประโยคสั้นๆ ว่า "Blank incomprehension." เดวิดบอกว่า "เขาเลิกประหลาดใจในความไม่เดียงสาของนักศึกษามานานแล้ว ... นักศึกษาพวกนี้อาจเพิ่งฟักตัวออกจากไข่เมื่อวานนี้เอง"

คูตซีเขียนดีจนทำให้ผู้อ่านทำใจอ่านบางตอนของหนังสือได้ยากเย็น เขาทำให้คนอ่านใจหายได้ถึงที่สุด แต่คูตซีก็ปิดประตูของเหตุการณ์น่าใจหายนั้นไว้จากคนอ่านและจากเดวิด ผู้อ่านจึงอยู่ในฐานะเดียวกับเดวิดที่ไม่รู้ แต่พยายามเข้าใจ

เดวิดและลูซี่ต่างต้องหาทางออกจากความมืดมนมาสู่แสงสว่างด้วยตนเอง ในความสิ้นหวัง ลูซี่ยังยืนยันว่าเธอจะไม่ยอมแพ้ ลูซี่เคยพูดเรื่องชีวิตในไร่กับเดวิดว่า พ่ออาจผิดหวังในตัวเธอและหวังให้เธอมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ทว่า "ไม่มีชีวิตที่ดีที่สูงไปกว่านี้หรอก มีแต่ชีวิตที่เป็นอยู่เท่านั้น ซึ่งเป็นชีวิตที่เราอยู่ร่วมกับสัตว์" ในท้ายเล่ม เดวิดบอกว่า

"น่าอับอายขมขื่นขนาดไหน" เขากล่าวในที่สุด "ความหวังสูงส่งต้องมาจบลงอย่างนี้"
"ลูกเห็นด้วยว่านี่คือความน่าอับอายขมขื่น แต่นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่ดีได้อีกครั้ง บางทีลูกอาจต้องเรียนรู้จะยอมรับ เริ่มจากศูนย์ โดยไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรแม้แต่อย่างเดียว ไม่มีเลย ไม่มีไพ่ ไม่มีอาวุธ ไม่มีที่ดิน ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเกียรติ"
"เหมือนหมา"
"ค่ะ เหมือนหมา"

ประโยคนี้ของลูซี่ยังทำให้เราได้เห็นความหวัง แม้ว่าชีวิตจะไม่เหลือสิ่งใดอยู่แล้วก็ตาม บางที สิ่งที่เดวิดไม่อาจเข้าใจลูซี่ได้ก็คือ ในยามที่คนรอบข้างรวมทั้งเขาเห็นว่าลูซี่ต้องเสียเกียรติและศักดิ์ศรี เธอมิได้ละทิ้งความนับถือในตัวเองลง ด้วยเธอยังไม่หมดความหวังและจะไม่ยอมแพ้ เหตุผลในการเลือกจะกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใด บางครั้งก็มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ ภาพข้างนอกที่คนอื่นไม่เข้าใจ ไม่จำเป็นต้องมาจากการกระทำที่สิ้นคิดเสมอไป

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของชีวิตที่ตกในภาวะเสื่อมสิ้นเกียรติและศักดิ์ศรี แต่อ่านแล้วน่าประทับใจและทำให้เราได้พิจารณาถึงความเป็นมนุษย์ที่สูงขึ้น Disgrace จึงเป็นหนังสือดีที่อยากแนะนำให้อ่าน เพราะไม่บ่อยครั้งเลยที่คนอ่านจะได้อ่านนวนิยายชั้นดีที่เขียนจับใจได้เช่นนี้
 

เกี่ยวกับผู้เขียน J.M. Coetzee เจ เอ็ม คูตซี เกิดปี 1940 ที่เคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ มีชื่อเต็มว่า John Maxwell Coetzee (เดิมมีชื่อกลางว่า Michael) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทที่เคปทาวน์ เคยทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์กับไอบีเอ็มที่อังกฤษ เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวรรณคดีจากมหาวิทยาลัยเทกซัส ออสติน ที่สหรัฐอเมริกา ได้สอนวรรณกรรมที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก ณ บัฟฟาโล จนถึงปี 1983 หลังจากนั้นกลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเคปทาวน์ คูตซียังเป็นอาจารย์ที่ได้รับเชิญไปสอนอีกหลายสถาบัน เช่น มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คูตซีย้ายไปพำนักที่ออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2002 ถึงปัจจุบัน เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 2003

คูตซีเริ่มเขียนนวนิยายในปี 1974 ผลงานที่เป็นที่รู้จักระดับนานาชาติคือเรื่อง Waiting for the Barbarians (1980) ต่อมาในปี 1983 คูตซีได้รับรางวัลบุ๊กเกอร์จากเรื่อง Life & Times of Michael K นวนิยายของคูตซีมีแกนเรื่องพื้นฐานที่เกี่ยวกับคุณค่าและการกระทำที่เป็นผลจากระบบกีดกันแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้

นอกจากงานเขียนนวนิยายแล้ว คูตซียังมีผลงานแปลและบทวิจารณ์วรรณกรรมใน นิวยอร์กรีวิวออฟบุ๊กส์ ซึ่งบทวิจารณ์เหล่านี้ตีพิมพ์รวมเล่มใน White Writing (1998) Doubling the Point (1992) Giving Offense: Essays on Censorship (1996) Stranger Shores: Essays 1986-1999 (2001)

Disgrace : J.M. Coetzee
ISBN 0-14-029640-9 Penguin, 220 pages, $13.00

Copyright © 2004 faylicity.com

พ่อไม่ได้ฟังลูกเลย ลูกไม่ใช่คนที่พ่อรู้จักอีกแล้ว แต่เป็นลูกคนที่ตายไปแล้ว และยังไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดคืนชีวิตให้ลูกได้ดังเดิม ลูกรู้แต่ว่าจะยังจากไปไม่ได้

... ถนนที่ลูกเลือกเดินอาจเป็นทางผิด แต่ถ้าลูกต้องจากไร่ไปตอนนี้ ลูกจะต้องจากไปอย่างพ่ายแพ้ ซึ่งรสชาติความพ่ายแพ้นั้นจะติดตามลูกไปชั่วชีวิต
-- J.M. Coetzee, Disgrace

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗