* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book คาถาเสกหมาให้เป็นเทวดา : ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ)

Bookหนังไทยผ่านยุคสมัยที่เคยรุ่งเรืองจนมาถึงยุคตกต่ำขนาดที่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หากบอกใครว่าจะไปดูหนังไทยสักเรื่อง ก็เท่ากับเป็นการประกาศความไร้รสนิยมของตัวเรา แต่ไม่กี่ปีมานี้ หนังไทยกลับมาคึกคักอีกครั้งจากความสำเร็จของหนังอย่าง '2499 อันธพาลครองเมือง' 'นางนาก' และ 'บางระจัน' ในช่วงนี้เองที่มีหนังไทยหลากหลายให้เลือก และมีหนังดีที่แม้จะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ แต่ก็เป็นหนังระดับคุณภาพที่น่าทึ่ง
"ในช่วงเวลานี้เองที่เป็นเอก รัตนเรือง เรียกว่าช่วง ยุคนายทุนเสียศูนย์ เพราะไม่สามารถกำหนดได้อีกต่อไปว่าหนังแนวไหน ใช้นักแสดงอย่างไร ถึงจะทำเงิน อำนาจต่อรองของผู้กำกับยุคใหม่จึงเพิ่มมากขึ้น และผู้กำกับก็เริ่มจะกลายเป็นดาราเสียเอง เนื่องจากคนจะเลือกดูหนังตามผู้กำกับมากขึ้น"
-- ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (หน้า 9)

หนังสือเล่มนี้เป็นบทสัมภาษณ์ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยและโปรดิวเซอร์ในยุคที่หนังไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง (รายละเอียดอยู่ท้ายหน้านี้) ดังชื่อรองของหนังสือที่ว่าเป็น "เบื้องหลังความคิดที่ขับเคลื่อนหนังไทยสู่ยุคทอง" ยุคทองที่ว่านี้แม้ไม่รู้จะคงอยู่นานเพียงใด แต่ความคิดในเล่มก็น่าสนใจยิ่งนัก ผู้สนใจหนังไทยควรอ่านกันอย่างยิ่ง เพราะเป็นบทบันทึกความคิดที่น่าไปรู้จัก เราในฐานะผู้ชมจะได้เห็นมุมมองจากผู้สร้าง และได้รู้จักหนังไทยในรายละเอียดที่ลึกซึ้งขึ้น

บทสัมภาษณ์ในเล่มนี้ส่วนใหญ่ปรากฏในนิตยสาร Open มาแล้ว ข้อดีที่ทำให้เนื้อความในเล่มนี้ทั้งหมดน่าสนใจ อ่านสนุกและอิ่ม ก็เพราะความสามารถของผู้สัมภาษณ์ในการถ่ายทอดและดึงสิ่งที่น่าสนใจของคนถูกสัมภาษณ์ให้เราได้รู้ ในฐานะผู้รับฟังสื่อ เราคงเคยมีประสบการณ์ว่าเราสนใจในตัวบุคคลผู้หนึ่งมาก แต่ผู้สัมภาษณ์ไม่สามารถพอที่จะนำสิ่งดีๆ ในตัวเขาให้เราได้รู้ ดังนั้นแทนที่จะได้คำตอบหรือความคิดเห็นที่น่าสนใจ ก็จะเป็นแต่คำถามประเภทที่ว่า "พอรู้ว่าได้รางวัลแล้วบอกใครเป็นคนแรกคะ? บอกแล้วเขารู้สึกยังไงครับ? ดีใจไหมคะ?" เรียกได้ว่าผู้สัมภาษณ์ไม่รู้จักคุณค่าของบุคคลนั้น จึงทำให้ทั้งตัวเอง ผู้ถูกสัมภาษณ์ และผู้รับรู้ต่างเสียเวลาในชีวิตไปเปล่าๆ อย่างน่าเสียดาย

แต่เนื้อหาในเล่มนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นเลย เป็นการสัมภาษณ์ของคนที่น่าสนใจโดยผู้สัมภาษณ์ที่มีความสามารถ เนื้อหาในเล่มจึงอ่านสนุกและได้ฟังความคิดที่น่าไปรับรู้ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือดีประเภทที่จุดความคิดคนอ่านให้งอกงามออกไป และดีตั้งแต่จากบทนำจากบรรณาธิการไปจนจบเล่ม

ในเล่มนี้ เราจะได้ฟังความคิดเห็นของผู้กำกับ เช่น นนทรีย์ นิมิบุตร ที่บอกว่า "คุณเห็นไหมว่าพวกผมกำลังแบกรับอะไรกันอยู่ ผู้กำกับหนังไทย--ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ คุณลองชี้ให้ผมดูสักคนว่ามีใครรวยบ้าง ไม่ต้องรวยมากมายมหาศาลนะ เพียงแค่สามารถมีชีวิตอย่างสบายไม่ต้องลำบากยากแค้น ไม่มี ไม่มีเลยสักคนเดียว มันเกิดอะไรขึ้นกับคนอาชีพนี้" ส่วนหนึ่งที่ เป็นเอก รัตนเรือง บอกเกี่ยวกับหนังก็คือ "อย่างหนังเรื่อง '2499ฯ' เป็นปรากฏการณ์ที่ดีมากๆ เพราะมันทำให้นายทุนทั้งหมดเสียศูนย์ไปเลย ดาราก็ไม่มี แต่ได้เงินร้อยล้าน ช่วงนี้ผมเรียกว่าภาวะที่นายทุนเสียศูนย์ อำนาจต่อรองมาอยู่ในมือของคนทำงานมากขึ้น ตอนนี้นายทุนไม่มีสูตรสำเร็จที่จะบอกได้แล้วว่า 'แบบนี้กูทำ แบบนี้กูไม่ทำ' "

ยุทธเลิศ สิปปภาค บอกไว้ว่า "ผมว่ามันต้องรณรงค์ใหม่ มาทำหนังตลาดคุณภาพกันเถอะ ถ้าเขาอยากได้ความเป็นสากลแล้วมาอ้างว่าบทไม่ดี พวกคุณจ่ายค่าบทเท่าไรวะ ตอนนี้เพดานราคาอยู่ที่สามแสนต่อหนึ่งเรื่อง เทียบกับหนังลงทุนยี่สิบล้านนี่แค่ศูนย์จุดสามเปอร์เซ็นต์"

กิตติกร เลียวศิริกุล เขียนถึงเรื่องหนังไว้ข้อหนึ่งว่า "ผู้กำกับหนังไทยต้องรู้หมดทุกเรื่อง เพราะมันไม่มีเงิน คุณต้องรู้ให้มากที่สุด เพื่อจะได้ทำเอง ประหยัด คุณไปให้โอลิเวอร์ สโตน มาทำเครื่องนี้แบบผม (เครื่องมิกซ์เสียง) มันทำไม่เป็นหรอก มันบอก เอาเงินมา กูกำกับอย่างเดียว แต่ผู้กำกับหนังไทยต้องรู้ทุกอย่าง"

ส่วนทางฝั่งโปรดิวเซอร์นั้น ราเชนทร์ ลิ้มตระกูล บอกแนวทางการทำงานไว้ว่า "ผมไม่เลือกที่จะทำงานศิลปะโดยไม่สนใจการตลาด แต่ผมเลือกที่จะทำให้การตลาดและศิลปะผสมกลมกลืนและสามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะผมต้องการสื่อสารกับคนหมู่มากหรือคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ คนหมู่มากจึงเป็นคนกลุ่มแรกที่ผมจะเดินเข้าไปหาก่อน ถ้ามีโอกาสผมถึงจะค่อยๆ เขยิบเข้าไปหาคนกลุ่มย่อยหรือกลุ่มเล็กๆ ให้มากขึ้น ผมมองว่ารสนิยมของคนหมู่มากในประเทศเป็นสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้ และไม่สามารถไปบอกได้ว่านั่นเป็นสิ่งที่แย่หรือมีรสนิยมต่ำ" ความเห็นนี้ตรงกับของเป็นเอก ที่เขาบอกว่า "หนังเป็นมหรสพ ฉะนั้นมันจะต้องกระแทกคนจำนวนมาก ผมยังทำอย่างนั้นไม่ได้ หนังผมแค่กระแทกนักเรียนภาพยนตร์จำนวนหนึ่งเท่านั้นเอง"

วิสูตร พูลวรลักษณ์ กล่าวถึงข้อด้อยในบทภาพยนตร์ไทยไว้ว่าเป็นเพราะระบบการศึกษา เขาว่า "เวลานี้คนเขียนบทที่เก่งที่สุดในประเทศไทยในสายตาผม ชื่อเป็นเอก รัตนเรือง เขาเขียนด้วยตัวเขาเองและทำหนังของเขาเอง เก่งมาก เขียนเรื่องได้แตก แต่นั่นก็คือหนึ่งในหมื่น หนึ่งในแสน หรืออาจจะหนึ่งในล้านที่มีคนคิดอย่างเขาและเขียนได้อย่างเขา แต่มันน้อยเกินไปที่จะมีคนอย่างนี้เข้ามาสู่วงการภาพยนตร์ไทย ในอเมริกา มหาวิทยาลัยอย่างยูซีแอลเอ เขาจะส่งบทของนักศึกษาไปตามสตูดิโอต่างๆ ผู้อำนวยการสร้างคนหนึ่งต้องอ่านบทหนังใหม่กันวันละสามสิบเล่ม เขามีให้เลือกเยอะถึงขนาดว่าหนังเรื่อง Face/Off เขาไปซื้อเรื่องมาจากนักศึกษาคนหนึ่งในราคาห้าพันเหรียญ แล้วก็เอาไปดัดแปลง และส่งมาให้จอห์น วู สร้าง แต่ของเรามันไม่มีตัวส่งมาให้เป็นลูกระนาดอย่างนี้"

ดวงกมล ลิ่มเจริญ พูดถึงประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจว่า คนทำหนังกับค่ายที่มีโรงจะถือว่าเป็นการได้เปรียบหรือไม่ "ถามว่าที่เป็นแบบนี้ (หนังไม่ทำเงินสัปดาห์แรกต้องถูกถอดโปรแกรมออก --ผู้สัมภาษณ์) แฟร์ไหม แฟร์นะ คือม้นแฟร์กับหนังทุกเรื่อง ถ้าดีคุณรอด ถ้าไม่ดีคุณโดนถอดเลย ไม่ว่าหนังฝรั่งหนังไทยคุณโดนหมด ไม่ใช่ว่าคุณวิสูตร (พูลวรลักษณ์) มีโรงแล้วจะยื้อได้ ไม่ใช่ มันเป็น performance ของหนังตรงๆ เลย"

ความ "แฟร์" ในที่นี้เอง อาจเป็นเหตุผลของปรากฏการณ์ที่ แดนนี่ แปง บอกไว้ถึงความยากของตลาดหนังเมืองไทยที่ "คือเวลาที่คนไทยสนใจ ทุกคนก็วิ่งเข้าไปดู แต่ถ้าไม่สนใจ คนดูก็น้อยมาก มีแต่เจ๊งกับรวย ต้องลุ้นมากๆ เพราะไม่มีตรงกลาง ซึ่งพอไม่มีตรงกลาง โอกาสที่จะอยู่ได้มันก็ยาก"

ใครที่สนใจหนังไทยก็อย่าได้พลาดหนังสือเล่มนี้เลย
 

เกี่ยวกับบรรณาธิการ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เกิดที่จันทบุรี เรียนจบจากคณะพาณิชยศาสตร์การบัญชี เคยเป็นผู้สื่อข่าวที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์, Asia Times และบรรณาธิการเซ็กชั่น Business ของนิตยสาร GM ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Open เป็นบรรณาธิการหนังสือเช่น Open House 1, 2, 3 (๒๕๔๕) อิสตรีอีโรติก (๒๕๔๕) แฟนฉัน (๒๕๔๖) ผลงานหนังสือคือ FOOLSTOP (๒๕๔๕) คุรุ ผีเสื้อ และลมตะวันตก (๒๕๔๖)

คาถาเสกหมาให้เป็นเทวดา : ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ)
openbooks ๒๐๔ หน้า ราคา ๑๖๕ บาท

บทสัมภาษณ์ในเล่ม

นนทรีย์ นิมิบุตร   สัมภาษณ์โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
เป็นเอก รัตนเรือง   สัมภาษณ์โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ยุทธเลิศ สิปปภาค   สัมภาษณ์โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
อ็อกไซด์ แปง   สัมภาษณ์โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เรียบเรียงโดย นราวุธ ไชยชมภู
แดนนี่ แปง   สัมภาษณ์โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เรียบเรียงโดย นราวุธ ไชยชมภู
กิตติกร เลียวศิริกุล
ราเชนทร์ ลิ้มตระกูล   สัมภาษณ์โดย วัฒนชัย วินิจะกูล, สุพรรณ ทำนา
วิสูตร พูนวรลักษณ์   สัมภาษณ์โดย วัฒนชัย วินิจะกูล
ดวงกมล ลิ่มเจริญ   สัมภาษณ์โดย สุพรรณ ทำนา

Copyright © 2003 faylicity.com

ถ้าวงการภาพยนตร์เป็นมายา ผมคิดว่าคำบอกเล่าของผู้กำกับภาพยนตร์และโปรดิวเซอร์ที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ น่าจะช่วยทำให้ผู้ที่สนใจหนังไทย และเฝ้าติดตามจากภายนอกได้มองเห็นว่า มันเป็นมายาอย่างไร ในยุคที่อาชีพผู้กำกับกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงและเป็นความใฝ่ฝันของคนร่วมสมัย ความเป็นจริงข้อนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักรู้เป็นเบื้องต้น ก่อนจะหลงเพริดไปตามกระแสที่แห่กันแต่เปลือกภายนอก
คาถาเสกหมาให้เป็นเทวดา . . . ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ)
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๖