* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน
 
book EINSTEIN'S DREAMS : Alan Lightman
read by SleepyO

Book Cover

It is a world of impulse. It is a world of sincerity. It is a world in which every word spoken speaks just to that moment, every glance given has only one meaning, each touch has no past or no future, each kiss is a kiss of immediacy.

คุณเคยคิดบ้างไหมว่าชีวิตของคนเราขึ้นอยู่กับเวลา มีความสัมพันธ์กันระหว่าง เวลา-ชีวิต-ความคิด และห้วงแห่งระยะ เรื่องของอดีต ปัจจุบันและอนาคตเป็นเรื่องของการรับรู้ใน"เวลา" และการรับรู้ของคนเรานั้นจะเกิดจากความทรงจำ จินตนาการ และความฝัน...

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องธรรมชาติของ "เวลา"ให้คุณฟังอย่างละเอียด อธิบายทฤษฎีของเวลาในรูปแบบต่างๆกัน ซึ่งผลของทฤษฎีนั้น จะถูกถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอย่างในเชิงพฤติกรรมของมนุษย์กับสถานที่ โดยที่มีการเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งต่างๆใน"เวลา"เป็นองค์ประกอบ หนังสือเป็นเรื่องของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังเจ้าของทฤษฎีสัมพันธภาพ Relativity ที่เรารู้จักกันดี ความน่ารักของเรื่องปรากฎขึ้นตั้งแต่ชื่อหนังสือ เพราะถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าไอน์สไตน์นอนหลับเกือบตลอดเล่ม จะมีเฉพาะในบท Prologue, Interlude และ Epilogue ที่บอกเราว่าไอน์สไตน์ยังอยู่ดี ส่วนที่เหลือเป็นความฝันที่เกี่ยวกับเวลาทั้งหมด โดยผู้เขียนเรียงลำดับบทด้วยวันที่ที่ไอน์สไตน์ฝัน เรื่องเริ่มต้นในปี 1905 ช่วงเดือนมิถุนายนที่กรุงเบอร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตอนนั้นไอน์สไตน์ยังเป็นเด็กหนุ่มทำงานอยู่ที่ Swiss Patent Office เขากำลังยืนถือเอกสารอยู่ในห้องทำงาน หลังจากได้ยินเสียงหอนาฬิกาในเมืองตีหกครั้ง สรรพสิ่งรอบตัวก่อรูปทรงขึ้นเคลื่อนไหวไปพร้อมกับเวลา เสียงชีวิตของเมือง เสียงต่างๆบนท้องถนน หลังจากนั้นเป็นเรื่องราวของความฝันในช่วงสองเดือนสุดท้าย ก่อนที่ไอน์สไตน์จะเขียนผลงานเรื่องทฤษฎีของเวลานี้สำเร็จ

บทแรกของความฝัน คือทฤษฎีเมื่อสมมติว่า "เวลา" เป็นวงกลม เมื่อเป็นวงกลม มันย่อมย้อนรอยกลับมาที่เก่า ดังนั้นโลกเราจึงเกิดเหตุการณ์ พฤติกรรมที่ซ้ำรอยเดิมแบบไม่มีที่สิ้นสุด โดยที่คนเราไม่รู้หรอกว่าเรากำลังใช้ชีวิตเหมือนเดิม พ่อค้าไม่รู้ว่าเขาจะต่อราคาเหมือนที่เคยทำมาก่อน นักการเมืองก็ตะโกนปาวๆในบทบาทเดิมๆของวงจร"เวลา" พ่อแม่ดีใจที่ได้ยินเสียงลูกหัวเราะครั้งแรกอย่างกับว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ได้ยินอีก คนรักรักกันโดยไม่รู้ว่า พวกเขาจะเป็นแบบนี้อีกครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อบอกแนวความคิดแบบนี้ในตอนต้นของบท ผู้เขียนก็จะขยายความฝันต่อด้วยการเล่าเรื่องโยงมาถึงชีวิตที่เกิดขึ้นในกรุงเบอร์นที่ไอน์สไตน์อยู่ อย่างเช่นบทแรกเขาเล่าต่อว่า ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเอ่ยคำลากับสามีในโรงพยาบาล เขานอนอยู่บนเตียง มองเธอแบบว่างเปล่า ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา โรคมะเร็งเกาะกินเขาตั้งแต่คอ ตับ ไปจนถึงตับอ่อน จนกระทั่งสมอง ลูกสองคนของเขานั่งอยู่บนเก้าอี้ จ้องมองพ่อจากมุมห้อง ทั้งสองมีสีหน้าตกใจ รอยย่นเหี่ยวแห้งบนแก้มพ่อ ภรรยาของเขาเดินมาที่เตียงแล้วหอมสามี โดยรู้ว่านี้เป็นครั้งสุดท้าย แต่ในธรรมชาติของ"เวลา"แบบนี้ เธอไม่รู้หรอกว่า เวลาจะย้อนกลับมาใหม่ เธอจะเกิดใหม่ ทำทุกอย่างเหมือนเดิม และจบลงที่ห้องในโรงพยาบาลนี้กับสามีของเธอ เธอจะรู้ได้อย่างไร?

ไลท์แมนเล่าถึงความฝันให้ฟังกว่าสามสิบความฝัน บางเรื่องก็ชวนแย้ง บางเรื่องก็ชวนเห็นด้วย มีหลายบทหลายตอนที่ชวนคิด อย่างเช่นเรื่องหนึ่งบอกว่า "เวลา" มีสามมิติ เหมือน space ดังนั้นคนเราจึงมีสามการตัดสินใจซึ่งส่งผลให้มีสามการกระทำจากเหตุการณ์ๆหนึ่ง คล้ายๆหนังเรื่อง Sliding Door หรืออีกทฤษฎีหนึ่งน่าทึ่งมาก เขาเล่าว่า "เวลา" มีสองแบบ คือ แบบ mechanical time กับแบบ body time เขาบอกว่า แบบแรกนั้น จะตื่นตอนเจ็ดโมงเช้าของทุกวัน ทานอาหารกลางวันตอนเที่ยง อาหารเย็นตอนหกโมง มานัดตรงเวลา มีรักตอนสองทุ่มถึงสี่ทุ่ม ทำงานสัปดาห์ละสี่สิบชั่วโมง ต้องอ่านหนังสือฉบับวันอาทิตย์ในวันอาทิตย์เท่านั้น หรือเล่นหมากรุกในคืนวันอังคาร ถ้าเกิดท้องร้องขึ้นมาเพราะหิว คนที่ขึ้นอยู่กับเวลาแบบนี้ ก็จะต้องยกนาฬิกาข้อมือมาดูเสียก่อน ว่าถึงเวลาทานอาหารหรือยัง เพราะคนพวกนี้ตระหนักว่าร่างกายไม่ใช่เรื่องของเวทมนต์ แต่เป็นที่สะสมของเคมี เนื้อเยื่อ และต่อมประสาท เรื่องความคิดไม่ใช่อะไรมากไปกว่าการส่งกระแสไฟฟ้าของเส้นประสาทในสมอง แรงกระตุ้นทางเพศก็เป็นแค่ระบบเคมีในร่างกายเท่านั้น ส่วนความเศร้าเป็นการดูดซึมของกรดในสมองส่วนซีรีเบลัม ร่างกายในภาษาชีววิทยา เป็นสิ่งที่ต้องมีวินัยและเป็นระเบียบ ไม่ใช่ที่เราจะต้องเชื่อฟังมัน ขณะที่ "เวลา" แบบที่สอง คือพวกไม่เชื่อในระบบ mechanical เขาเหล่านี้สามารถไปไหนโดยไม่ได้ยินเสียงหอนาฬิกาตี ไม่ทันมองเห็น และพวกเขามักใส่นาฬิกาเอาไว้เป็นแค่เครื่องประดับ โดยที่ในบ้านอาจจะไม่มีนาฬิกาสักเรือน คนพวกนี้จะไม่สนใจเวลา แต่พวกเขาสนใจและให้ความหมายกับเสียงเต้นของ"หัวใจ" พวกเขามีชีวิตอยู่โดยขึ้นตรงต่อความรู้สึก อารมณ์และความปรารถนา ทานเมื่อหิว ทำงานเมื่อตื่น และพร้อมจะมีรักได้ทุกเวลา อ่านมาถึงตรงนี้ผมก็ต้องวางหนังสือ เพราะนึกไม่ถึงว่าไอน์สไตน์จะมีฝันน่าขบขันเสียด้วย

หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกและชวนคิด เขียนในภาษาเรียบง่าย โครงเรื่องแทบไม่มีพล็อตอะไร นอกจากเสนอแนวความคิดอย่างเดียว ซึ่งทำให้เราเห็นว่า "เวลา"นั้นมีความสำคัญและกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ได้อย่างไร แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่ไลท์แมนอาจจะลืมไป ว่าโครงสร้างของมนุษย์นั้นเป็นระบบที่ลึกลับซับซ้อน "เงื่อนไข"ของคนซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าเกิดมาจากความทรงจำส่วนไหน จึงสามารถมากำหนดเรื่องของ"เวลา"ได้อีกทีหนึ่ง เราจึงได้ยินคำนี้บ่อยๆ คือ "มีเวลา" กับ "ไม่มีเวลา" แม้จะเป็นการได้ยินอยู่คนเดียว

เกี่ยวกับผู้เขียน Alan Lightman เกิดที่เมมฟิส เทนเนสซี่ ในปี 1948 จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพรินซตันและที่ CIT เขียนบทความลงนิตยสารต่างๆ เช่น Harper's, The New Yorker เป็นต้น เขียนตำราทางวิชาฟิสิกส์หลายเล่ม เช่น Time Travel and Papa Joe's Pipe, Origins, Time for the Stars หนังสือความฝันของไอน์สไตน์นี้เป็นเล่มแรกที่เขียนเป็นนวนิยาย หนังสือเล่มล่าสุดคือ Good Benito ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์อยู่ MIT

Einstein's Dreams: Alan Lightman
ISBN 0-446-670111 February 1994, Warner Books $10.95 179 pages

ความฝันของไอน์สไตน์ เขียนโดย อลัน ไลต์แมน แปลโดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
มติชน ๒๕๔๘

***

A world without memory is a world of the present. The past exists only in books, in documents. In order to know himself, each person carries his own Book of Life. which is filled with history of his life. By reading its pages daily. he can relearn the identity of his parents, whether he was born high or born low, whether he did well or did poorly in school, whether he has accomplished anything in his life. Without his Book of Life, a person is a snapshot, a two dimensional image, a ghost. P.83

Einstein's Dreams - Alan Lightman

Copyright © 2001 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | บางตอน

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๔