บ็อบ ดีแลน เขียนเล่าบางส่วนเสี้ยวของชีวิตเขาในหนังสือเล่มนี้ Chronicles Vol. 1 เป็นหนังสือที่อ่านเพลิน ใช้ภาษาดี ดีแลนใช้คำเก่งและบรรยายเก่งมาก ที่ว่าบรรยายเก่งในที่นี้มิใช่หมายถึงการพูดเล่าอะไรยืดยาว แต่คือการพูดสั้นๆ ที่ทำให้เห็นภาพตามได้แจ่มชัด หรือรู้สึกตามได้จะแจ้ง นอกจากนั้น เขามีอารมณ์ขันสูง ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าดีแลนจะทำตลกหรือจงใจให้ผู้อ่านขำ เขาพูดจาจริงจังมาก เพียงแต่วาจาของเขาอาบไปด้วยอารมณ์ขันมืดมนโหดร้ายยิ่งนัก
ดีแลนมีวิธีบรรยายคนที่พิเศษมาก เขาพูดถึงคนได้น่าสนใจ เข้าใจเลือกลักษณะเด่นบางอย่างมาเล่า ทำให้ผู้คนเหล่านั้นเป็นเลือดเนื้อ เป็นชีวิตชีวาได้ดีโดยการบรรยายถึงอย่างสั้น เช่นกล่าวถึงชายผู้หนึ่งว่า "ดูท่าเขาจะไม่เคยเมากัญชาแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต ไม่เคยต้องพบเจอปัญหาอะไรเลย" คำเพียงเท่านี้น่าจะทำให้คนอ่านจินตนาการชายผู้นี้ได้ดียิ่ง หรือการบอกลักษณะของเพื่อนคนหนึ่งที่มีวิธีการมองโลกเป็นของตัวเอง เช่นเธอเชื่อว่าแดร็กคิวล่าครองโลก และแดร็กคิวล่าเป็นลูกชายของกูเต็นเบิร์ก ผู้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์หนังสือ ดีแลนบรรยายเสียงร้องของ รอย ออร์บิสัน ดังนี้ : เขาร้องเพลงที่แต่งขึ้นในสามสี่อ็อคเตฟ ที่ทำให้เราอยากขับรถตกหน้าผาไปเลย เขาร้องเพลงดังอาชญากรมืออาชีพ ... เสียงของเขาทำให้ซากศพสั่นสะเทือนได้
ดีแลนเล่าว่าได้ไปเยือนที่พักของตอลสตอย เขาบอกว่า "ไกด์ให้ผมลองขี่จักรยานของตอลสตอยด้วย" ช่างเป็นอารมณ์ขันมืดมนดีแท้
มีบทความเกี่ยวกับความกลัวสมัยใหม่ ที่ตั้งชื่ออลังการด้วยภาษาละติน เช่นกลัวดอกไม้ กลัวความมืด ที่สูง การข้ามสะพาน กลัวงู กลัวแก่ กลัวเมฆ ทุกอย่างน่าหวาดกลัวไปได้ทั้งนั้น ความกลัวที่สุดของผมคือกลัวกีตาร์จะเสียงเพี้ยน
ในเล่มประกอบไปด้วย 5 บท แต่ละบทไม่ได้เล่าเรื่องเรียงตามลำดับเวลา เนื้อหาในเล่มให้เราเห็นภาพบางส่วนของยุคสมัยดีแลน ตั้งแต่วัยเด็กในเมืองเล็ก เขาเกิดปี ค.ศ. 1941 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเมืองเล็กๆ รัฐมินนิโซต้า โรงเรียนสอนให้นักเรียนซ่อนตัวใต้โต๊ะหากได้ยินเสียงหวอ ความกลัวในยุคนั้นเป็นความกลัวในสิ่งเหนือจริง
ดีแลนเล่าถึงอิทธิพลของโทรทัศน์และวิทยุในสมัยนั้น บอกภาพชีวิตบางส่วนในอดีต เขาสรุปวัยเยาว์ไว้ด้วยประโยคสั้นๆ ว่า เขาเพียงแต่รอเวลา ด้วยรู้ว่ายังมีโลกกว้างกว่านี้ ดีแลนพบโลกกว้างนี้ต่อมาเมื่อเขาเดินทางมานครนิวยอร์ก "นครที่ได้กำหนดชีวิตของเขา" เขาเล่นดนตรีในคลับหลายแห่งย่านเกรนอิชวิลเลจ ต่อมาได้เซ็นสัญญาออกผลงานเพลงกับโคลัมเบียเรคอร์ดส์ ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ในขณะนั้น
สำหรับดีแลน เพลงโฟล์คไม่ใช่เพียงสิ่งบันเทิง แต่เป็นแนวทางให้เขาได้สัมผัสความจริง เป็นวิธีที่เขาสำรวจเอกภพ เป็นภาพที่มีค่ามากกว่าที่เขาจะอาจบรรยายได้ เพลงโฟล์คมีโฉมหน้านับพัน ดีแลนกล่าวว่าหากอยากเล่นเพลงโฟล์ค เราต้องเห็นโฉมหน้าเหล่านั้นให้หมด เพลงหนึ่งเพลงมีความหมายแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเล่น และใครเป็นคนฟัง
ดีแลนเล่าถึงเรื่องเพลงได้น่าอ่าน เขายังบอกถึงที่มาของการเริ่มต้นเขียนเพลง บอกถึงผู้คนที่มีอิทธิพลกับเขา เช่นการเขียนเพลงดังบทกวีของ แฮงก์ วิลเลียม สองบทในเล่มเล่าถึงการออกผลงานชุด New Morning (1970) และ Oh Mercy (1989) อ่านได้เพลินอีกแบบ ด้วยผู้ฟังเพลงอาจจะไม่ได้นึกหรือเห็นภาพมาก่อนว่า กว่าจะเป็นผลงานสักชุดหนึ่ง ต้องผ่านงานหนัก ผ่านความระทมทุกข์ใจ การทำลายข้าวของ การทะเลาะกัน และรอมชอมกันขนาดไหน ผลงานเพลงชุด Oh Mercy อัดเสียงที่เมืองนิวออร์ลีนส์ น่าเยือกเย็นนักเมื่อฟังดีแลนบรรยายว่าเมืองนั้นมีเสน่ห์เพียงใด ดีแลนบอกว่าเมืองนี้คือบทกวียาวมากบทหนึ่ง
ดีแลนประสบความสำเร็จมากตั้งแต่ยังหนุ่ม เขาออกผลงานชุดแรกเมื่ออายุยี่สิบเอ็ดปี ลองคิดว่าหากเป็นตัวคุณเอง หากประสบความสำเร็จมากขนาดนี้ โด่งดังอย่างนี้ ร่ำรวยจนอยู่ได้สบาย คิดไปแล้วเมื่อถึงวัยกลางคน ก็น่าจะมีความสุขไม่น้อย บางคนอาจจะไม่อยากทำงานอีก แต่หนังสือเล่มนี้ให้ภาพว่าถึงเขาจะเป็นศิลปินที่ได้รับการยกย่องอย่างนั้น แต่ก็มีจังหวะที่สงสัยในตัวเอง รู้สึกว่าบทเพลงของตนกลายเป็นคนแปลกหน้า คิดว่ามีคนหายไปในตัวเขา ซึ่งเขาต้องตามหาให้พบ ดีแลนเล่าความรู้สึกเหล่านี้ได้น่าประทับใจ
ดีแลนบอกว่าคนมักคิดว่าชื่อเสียงและความร่ำรวยคืออำนาจ ซึ่งจะนำเกียรติยศและความสุขมาให้ แต่ไม่เสมอไป ชื่อเสียงที่เกิดขึ้นทำให้ความเป็นส่วนตัวของเขาถูกคุกคาม เขาบรรยายความตอนนี้ได้อ่านแล้วเข้าใจมากๆ ผู้คนไม่ได้เห็นเขาเป็นแค่นักร้อง แต่พยายามยัดเยียดตำแหน่งอื่นให้เขา เช่นให้เป็นตัวแทนของยุคสมัย เป็นผู้นำความเคลื่อนไหวบางอย่าง เป็นกระบอกเสียง เป็นคนของผู้คน ซึ่งเขาไม่ใช่ ดีแลนมีครอบครัวที่ตนรักและต้องการปกป้อง แต่มีผู้คนคอยวนเวียนบุกรุกบ้านเขาทั้งวันทั้งคืน บ้างมาเดินขบวนประท้วงแล้วตะโกนให้เขาออกมาจากบ้าน เพื่อนให้ปืนพกเขาเอาไว้ใช้ แต่ตำรวจบอกว่าถ้ามีใครถูกยิงบาดเจ็บ แม้จะเป็นอุบัติเหตุหรือเป็นการยิงขู่ก็ตาม คนที่จะติดคุกคือตัวเขา และถ้าพวกที่มาย่ำหลังคาบ้านหล่นลงมาบาดเจ็บ เขาอาจถูกฟ้องได้ด้วย ฟังแล้วทำให้ดีแลนเครียดมาก เขาอยากจะเผาคนพวกนั้นทั้งเป็น
ดีแลนฝันถึงชีวิตคนทำงานสำนักงาน มีเวลาเข้างานเลิกงาน ความฝันสูงสุดของเขาคือการมีบ้านรั้วสีขาว ปลูกกุหลาบสีชมพูในสนามหลังบ้าน ดีแลนย้ายบ้านหลายครั้ง แต่ประเดี๋ยวก็จะมีนักข่าวและการรบกวนอีก เขาย้ายไปไหนก็ถูกเพื่อนบ้านเกลียดชัง ดีแลนนึกไปถึงเพลงที่ร้องว่า "ฉันเคลื่อนไปไม่หยุดนิ่ง ไฮเวย์คือบ้าน" เพียงแต่ดีแลนไม่ได้ไปคนเดียว เขาต้องพาครอบครัวไปด้วย ดีแลนได้รู้ว่าเราขายความเป็นส่วนตัวได้ แต่ไม่อาจซื้อคืนมาได้
แฟนเพลงของดีแลนที่เป็นนักอ่าน อาจจะอยากรู้ว่าเขาชอบอ่านหนังสืออะไร อยากฟังเขาพูดถึงหนังสือ ซึ่งเล่มนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง ดีแลนเล่าถึงหนังสือได้น่าสนใจ น่าขำ อ่านเพลินมากๆ เมื่อดีแลนมานครนิวยอร์ก ก่อนที่จะมีที่พักของตนเอง เขาอาศัยอยู่กับเพื่อนคนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง มิตรที่เขาอยู่ด้วยมากกว่าใครคือ เรย์ กูช ซึ่งดีแลนบรรยายที่พักนั้นไว้อย่างลึกซึ้งตรึงใจว่า "The place had an overpowering presence of literature and you couldn't help but lose your passion for dumbness." ลองคิดภาพถึงห้องนั้นที่มีหนังสือมาก และสำแดงความเป็นวรรณกรรมออกมาอย่างมีพลัง จนทำให้แม้แต่คนที่หลงใหลความโง่ก็อดไม่ได้ ที่จะต้องลดละเลิกโง่ หันมาสนใจอ่านหนังสือ
ในห้องนั้นมีหนังสือหลากหลายประเภท วางเรียงปะปนกันอยู่ มีทั้งงานของ โกกอล, มาเคียเวลลี, ดิคเกนส์, อูโก, โฟล์คเนอร์ มีหนังสือฮาวทูอย่าง การทำคลอด, วิธีผ่าตัดไส้ติ่งในห้องนอน (ดีแลนบอกว่าหนังสือพวกนี้อ่านแล้วจะฝันระทึกใจมาก) เขาชอบหยิบหนังสือต่างๆ มาเปิดไปกลางเล่มแล้วลองอ่านดู ถ้าชอบก็จะกลับไปเริ่มอ่านใหม่แต่แรก ดีแลนบอกว่าบัลซัคตลกดี ปรัชญาของบัลซัคนั้นเรียบง่าย หลักๆ คือบอกว่าว่าวัตถุนิยมนั้นเป็นตำราไปสู่ความบ้า ส่วนเจมส์ จอยซ์ บรรยายเก่งมาก แต่เขาจะพูดอะไรนั้น ดีแลนบอกว่าไม่เข้าใจ
หลายตอนในเล่มนี้บอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลง ทั้งความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่ดีแลนรู้สึก และความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดกับตัวเขา ดีแลนเขียนเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างจริงใจ ดังเช่นบทตอนที่น่าประทับใจมากตอนหนึ่งว่า
I'd come from a long ways off and had started from a long ways down. But now destiny was about to manifest itself. I felt like it was looking right at me and nobody else.
Chronicles Vol. 1 เป็นหนังสือเล่มแรกในชุดที่จะมีทั้งหมด 3 เล่ม หนังสือได้รับยกย่องจากเกือบทุกสถาบันว่าเป็นหนังสือดีแห่งปี หนังสือเล่มนี้ขายดีมาก แต่เหตุที่หนังสือเล่มนี้น่าอ่านไม่ใช่เพราะคำยกย่องและตำแหน่งในอันดับขายดี หากเพราะเป็นเรื่องเล่าชีวิตที่เขียนดี โดยผู้ที่ใช้คำสื่อความกับใจคนอ่านได้จับใจที่สุดคนหนึ่ง
เกี่ยวกับผู้เขียน Bob Dylan บ็อบ ดีแลน เป็นนักดนตรีและนักเขียนเพลงชาวอเมริกัน เกิดที่รัฐมินนิโซต้าในปี ค.ศ. 1941 ในชื่อ Robert Allen Zimmerman
Chronicles Volume One : Bob Dylan
ISBN 0-7432-2815-4 Simon & Schuster 293 หน้า ราคา $24 ปกแข็ง ปีที่พิมพ์ 2004
Copyright © 2006 faylicity.com
|