ไอน์สไตน์ทุ่มเทเวลา 30 ปีสุดท้ายในชีวิตไปกับการค้นหาทฤษฎีหนึ่งเดียวที่จะอธิบายการทำงานของเอกภพได้อย่างสมบูรณ์ แต่ไอน์สไตน์ไม่ประสบความสำเร็จในการค้นพบนี้ จวบจนถึงปัจจุบัน นักฟิสิกส์ยังหวังถึงการค้นพบทฤษฎีนี้อยู่เสมอ ทฤษฎีนี้จะเป็นพื้นฐานของทฤษฎีอื่นๆ ทั้งหมด เป็นทฤษฎีที่จะอธิบายการทำงานทุกอย่างและบอกที่มาของเอกภพว่าเริ่มต้นอย่างไร และจะดำเนินไปทางใด ทฤษฎีหนึ่งเดียวนี้รู้จักกันในชื่อว่า Theory of Everything (T.O.E.) หนังสือเล่มนี้บอกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งที่อาจเป็นทฤษฎีที่ว่านี้ ว่าคำตอบจะพบได้ในทฤษฎีซุปเปอร์สตริง (superstring) หรือที่จะเรียกสั้นๆ ต่อไปว่า ทฤษฎีสตริง
สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือการอธิบายทฤษฎีสตริง และการทำงานของเอกภพตามทฤษฎีสตริง โดยบอกตั้งแต่ที่มาและความจำเป็นที่ทำให้เกิดทฤษฎีนี้ ฟิสิกส์ปัจจุบันมีทฤษฎีสำคัญที่เป็นเสมือนเสาหลักอยู่สองประการ เสาหลักต้นแรกคือทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ที่มีไว้เพื่อทำความเข้าใจการทำงานของเอกภพในระดับใหญ่ เช่น เรื่องของดวงดาว กาแล็กซี การขยายตัวของเอกภพ เสาหลักต้นที่สองคือทฤษฎีควอนตัมเมคานิกส์ ที่มีไว้สำหรับทำความเข้าใจเอกภพในระดับเล็กมากๆ เช่น ระดับโมเลกุล อะตอม ควาร์ก แต่ทฤษฎีสำคัญทั้งสองนี้ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ นั่นคือเมื่อเราพยายามใช้ความรู้ทั้งสองนี้เข้าด้วยกัน สมการที่ได้กลับมีค่าที่ไร้ความหมาย สิ่งนี้นับเป็นปัญหาหนักหน่วงในฟิสิกส์ เหตุใดเล่าที่ความรู้พื้นฐานทั้งสองนี้ไม่สามารถลงรอยกันได้ นักวิจัยสามารถเลี่ยงปัญหานี้ได้โดยการเลือกทำงานวิจัยกับปัญหาระดับใหญ่ไปเลยหรือระดับเล็กมากๆ ไปเลย แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาได้ตลอดไป เอกภพของเรามีสถานการณ์ที่ต้องใช้ความรู้ทั้งสองควบคู่กัน เช่นในขณะเกิดบิ๊กแบงหรือในหลุมดำ ที่มวลมหาศาลอัดตัวรวมกันในขนาดเล็กมาก เราไม่อาจทำความเข้าใจกับบิ๊กแบงหรือหลุมดำได้เลย หากเราไม่สามารถหาวิธีที่ผนวกทฤษฎีสัมพัทธภาพเข้ากับควอนตัมเมคานิกส์ได้
ทฤษฎีสตริงเป็นตัวประสานทฤษฎีหลักทั้งสองนี้ให้เข้ากันได้ และอาจเป็นคำตอบของทฤษฎีหนึ่งเดียว (T.O.E.) ที่นักฟิสิกส์เฝ้าค้นหา ทฤษฎีนี้เสนอว่าโครงสร้างมูลฐานของทุกสิ่งทุกอย่างคือสตริง คำว่ามูลฐานคือไม่สามารถแตกย่อยได้อีก ดังนั้นคำถามว่าแล้วสตริงเล่าเกิดจากอะไร คำตอบก็คือสตริงเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดแล้วในธรรมชาติที่ไม่สามารถแตกย่อยต่อไปอีกได้ (* แต่ก็กำลังมีการวิจัยหาว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่ายังมีโครงสร้างที่เล็กกว่าสตริง) สตริงเป็นเหมือนกับหนังยางที่บางมาก และมีขนาดเล็กมาก ขนาดเล็กในที่นี้คือ 10-33 เซ็นติเมตร ที่ผู้เขียนกล่าวว่าหากเราคิดภาพว่าอะตอมหนึ่งอะตอมมีขนาดเท่ากับเอกภพแล้ว ความยาวของสตริงก็ประมาณเท่าความสูงของต้นไม้ต้นหนึ่งเท่านั้น
สตริงสั่นสะเทือนเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เปรียบเสมือนสายดนตรีในไวโอลินที่การสั่นสะเทือนของสายต่างเส้นกันก็ให้โน้ตดนตรีที่ต่างกัน แต่แทนที่จะเป็นโน้ตดนตรี สตริงที่มีรูปแบบการสั่นสะเทือนต่างกันก็ทำให้เกิดเป็นอนุภาคต่างกัน เช่น อิเล็กตรอนคือสตริงที่สั่นสะเทือนในรูปแบบหนึ่ง ขณะที่โฟตอนคือสตริงที่เคลื่อนไหวในอีกรูปแบบหนึ่ง
ทฤษฎีสตริงได้เปลี่ยนการมองโลกของเรา แทนที่หน่วยที่เล็กที่สุดในธรรมชาติจะเป็นวัตถุที่มีรูปร่างเป็นจุด ทฤษฎีนี้บอกว่าเอกภพประกอบไปด้วยสตริงเล็กๆ จำนวนมหาศาล ที่ต่างสั่นสะเทือนในวิถีของตัวเอง กำเนิดเป็นบทเพลงประสานเสียงแห่งจักรวาล และทฤษฎีสตริงยังได้เปลี่ยนความเข้าใจของเราต่อเอกภพ โดยบอกว่าเอกภพมีสิบเอ็ดมิติ ไอน์สไตน์ทำให้เราทราบว่าเอกภพมีสามมิติทางอวกาศและหนึ่งมิติทางเวลา แต่ทฤษฎีสตริงบอกว่ายังมีมิติอื่นๆ ทางอวกาศที่เล็กจิ๋วจนเรามองไม่เห็นอยู่ในทุกอณูรอบตัวเรา
แต่ทฤษฎีสตริงจะเป็น T.O.E. หรือไม่นั้น เรายังไม่รู้แน่ ทฤษฎีนี้ยังไม่สมบูรณ์ และจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลทางการทดลองที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ เหตุหนึ่งที่ทำให้ทฤษฎียังไม่สมบูรณ์ก็เพราะการคำนวณที่ใช้นั้นยากและซับซ้อนมาก ยากเสียจนนักฟิสิกส์ทำได้เพียงพยายาม ประมาณ ผลลัพธ์ที่ได้เท่านั้น และไม่เพียงแต่จะประมาณผลเพียงอย่างเดียว แม้แต่สมการที่ใช้คำนวณก็ต้องประมาณเอา เรายังไม่มีคณิตศาสตร์เพื่อรองรับการคำนวณชนิดนี้ได้ และอาจต้องรออีกหลายทศวรรษเพื่อจะทราบได้ว่าทฤษฎีนี้เป็นจริงหรือไม่
ส่วนการทดลองเพื่อหาว่าสตริงมีอยู่จริงหรือไม่นั้น เราทำไม่ได้ตรงๆ เพราะสตริงมีขนาดเล็กมาก เล็กเสียจนหากจะสร้างเครื่องเร่งอนุภาค (accelerator) เพื่อให้พบสตริงได้ เราต้องสร้างเครื่องที่มีขนาดเท่ากาแล็คซี จึงจะรวมเอาพลังงานทั้งหมดพุ่งไปที่สตริงหนึ่งสตริงได้ ดังนั้นนักฟิสิกส์จำต้องใช้วิธีอื่น ทฤษฎีสตริงทำนายปรากฏการณ์ของธรรมชาติไว้หลายประการ เช่นแต่ละอนุภาคจะมีอนุภาคที่เป็นซุปเปอร์พาร์ตเนอร์ (superpartner) เป็นคู่กันเสมอ คู่อนุภาคนี้จะแตกต่างกัน 1/2 spin (ทุกอนุภาคจะหมุนรอบตัวเองตลอดเวลาด้วยอัตราเร็วคงที่หนึ่งๆ เรียกว่า spin) ปัจจุบันเรายังไม่พบซุปเปอร์พาร์ตเนอร์ของอนุภาคพื้นฐานตัวใดเลย ซึ่งนักฟิสิกส์เชื่อว่าเหตุที่ยังไม่พบก็เพราะซุปเปอร์พาร์ตเนอร์เป็นอนุภาคที่หนักเกินกว่าเทคโนโลยีในตอนนี้จะพบได้ แต่นักฟิสิกส์ก็หวังว่าเครื่องเร่งอนุภาคขนาดยักษ์ที่กำลังอยู่ในระหว่างการสร้างในสวิสเซอร์แลนด์ที่จะเสร็จภายในปี 2010 อาจทำให้ค้นพบซุปเปอร์พาร์ตเนอร์นี้ก็ได้ นอกจากนี้ ทฤษฎีสตริงยังบอกถึงการทำนายอื่นๆ ซึ่งหากเป็นจริงก็จะสนับสนุนทฤษฎีนี้ยิ่งขึ้นไป เช่นอนุภาคสามารถมีประจุเป็นเศษส่วนแปลกๆ เช่น 1/5, 1/53 ได้
แต่แม้ว่าการค้นพบข้างต้นจะเป็นจริงแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าทฤษฎีสตริงจะถูกต้องแน่นอน เพราะการทดลองมีเพื่อสนับสนุนว่าทฤษฎียังไม่ผิดเท่านั้น เราอาจสงสัยว่าหากทฤษฎีสตริงยังไม่มีข้อพิสูจน์อะไรมารองรับเลย จะไม่ดูเลื่อนลอยเกินไปหรือที่จะเชื่อถือทฤษฎีนี้
เหตุที่นักฟิสิกส์จำนวนหนึ่งยังเชื่อในทฤษฎีนี้ ก็เพราะเรียกได้ว่าทฤษฎีสตริงเป็นทฤษฎีเดียวในตอนนี้ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็น T.O.E. ทฤษฎีสตริงนั้นทั้งเรียบง่ายและสง่างาม คำว่าสง่างามในที่นี้ ผู้เขียนบอกว่าคือความงามในทางโครงสร้าง ที่กฏเกณฑ์เรียบง่ายทำให้เกิดปรากฏการณ์อันรุ่มรวย ซับซ้อน และหลากหลายได้ สตริงเป็นพื้นฐานอันเรียบง่ายที่อธิบายความเป็นไปของเอกภพได้สง่างามเช่นนั้น สตริงได้ตอบคำถามว่าเหตุใด จักรวาลจึงประกอบด้วยหน่วยพื้นฐานเป็นอิเล็กตรอน มิวออน และอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติอย่างที่มันเป็น นั่นก็เพราะที่จริงแล้ว ทุกอย่างเกิดจากสตริงเหมือนกันหมด แต่ต่างกันที่ลักษณะการสั่นสะเทือนที่ทำให้เกิดมวลและประจุต่างกันไป ทฤษฎีสตริงยังประสานสัมพัทธภาพกับควอนตัมได้ลงตัว และการค้นพบในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา บอกว่า T.O.E. อาจได้เผยเสี้ยวหนึ่งของโฉมหน้าให้เราได้เห็นแล้วในทฤษฎีสตริง
ประวัติศาสตร์ของฟิสิกส์บอกเราว่ามีแนวคิดใหม่ที่เมื่อผู้คนได้ฟังครั้งแรก ต่างก็เห็นเป็นเรื่องไม่เข้าท่าหรือว่าไม่น่าเป็นไปได้เลย แต่ได้รับการยอมรับในเวลาต่อมา เช่นทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ที่บอกว่าไม่มีเวลาที่เป็นสากลอีกต่อไป นาฬิกาของคนสองคนก็เดินช้าเร็วไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนที่ของสองคนนั้น สิ่งนี้ไม่น่าแปลกใจอยู่หรอกหรือ อีกทั้งที่ไอน์สไตน์กล่าวว่าแสงเดินทางด้วยความเร็วคงที่เสมอโดยไม่ขึ้นกับผู้สังเกต ดังนั้นไม่ว่าเราจะขับจรวดไล่ล่าตามแสงไปด้วยความเร็วสักเพียงไหน แสงจะวิ่งหนีเราไปด้วยความเร็ว 670 ล้านไมล์ต่อชั่วโมง และเราไม่มีวันตามแสงได้ทัน หรือต่อให้เราวิ่งหนีจากแสง เราก็จะเห็นว่าแสงยังเคลื่อนที่ห่างจากเราไปด้วยความเร็วคงที่อยู่เช่นนั้น ความคิดนี้เล่าไม่น่าแปลกประหลาดอยู่หรือ
หรือในเรื่องควอนตัมเมคานิกส์ที่แสนแปลกจนริชาร์ด ไฟน์แมน นักฟิสิกส์ด้านควอนตัมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง กล่าวไว้ในปี 1965 ว่า "ไม่มีใครเข้าใจควอนตัมเมคานิกส์" ควอนตัมเมคานิกส์ได้เปลี่ยนความเข้าใจของเราโดยสิ้นเชิง ว่าประสบการณ์ที่เราพบเห็นอยู่ในชีวิตประจำวันจะใช้ไม่ได้เลยเมื่อเราไปดูโลกของสิ่งเล็กจิ๋วเช่น อิเล็กตรอน ที่เป็นโลกอันพิสดารอย่างยิ่ง หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์กบอกว่าเราไม่สามารถทราบตำแหน่งและความเร็วของอนุภาคได้พร้อมกัน เอกภพเป็นความสับสนอันบ้าคลั่งของอนุภาคเล็กๆ ที่ไม่หยุดนิ่ง ผู้เขียนบอกเราว่าเหตุที่นักฟิสิกส์เชื่อในควอนตัมก็เพราะทฤษฎีนี้ให้ผลที่พิสูจน์ได้จริง แต่หากเราคิดว่ามันแปลกอะไรเช่นนี้ก็อย่าได้ประหลาดใจ เพราะใครๆ ก็คิดเช่นนี้ทั้งนั้น
ความคิดเรื่องทุกสิ่งประกอบด้วยสตริงและมิติที่เพิ่มขึ้นมากมายอาจเป็นความคิดแปลกที่ยังรอการพิสูจน์ ซึ่งความคิดนี้อาจจำกัดอยู่แต่ในวงการวิจัยของนักฟิสิกส์ชั้นสูง แต่หนังสือเล่มนี้ทำให้ความรู้นี้เข้าถึงได้โดยคนธรรมดาทั่วไป ผู้เขียนได้เล่าความก้าวหน้าในทฤษฎีนี้ให้เราเข้าใจได้ง่าย กรีน ผู้เขียนเป็นนักฟิสิกส์ที่มีผลงานในทฤษฎีสตริงอย่างต่อเนื่อง เขาเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่ออธิบายเรื่องสตริงให้ผู้อ่านในวงกว้าง โดยเฉพาะผู้อ่านที่ไม่มีความรู้เรื่องคณิตศาสตร์หรือฟิสิกส์ กรีนเขียนหนังสือดีมาก ด้วยการอธิบายเนื้อหาอย่างชัดเจน ใช้การเปรียบเทียบกับสิ่งที่เรารู้จักในชีวิตประจำวันมาอธิบายเนื้อหายากๆ ทางฟิสิกส์ให้นึกภาพออก เขาเรียบเรียงประเด็นความคิดและนำเสนอได้อย่างเป็นขั้นตอน ผู้ที่สนใจความก้าวหน้าทางฟิสิกส์สมัยใหม่จะอ่านได้ทั้งความรู้และความเพลินใจอย่างยิ่ง
การบอกว่ากรีนเขียนหนังสือเล่มนี้ได้ดีมาก ดูจะเป็นคำบอกเล่าที่น้อยเกินไป คำว่าดีในที่นี้คือดีที่สุดเล่มหนึ่งในหนังสือด้านวิทยาศาสตร์เท่าที่ผู้อ่านคนนี้เคยพบมา หนังสือด้านเอกภพที่เขียนให้คนธรรมดาอ่านที่โด่งดังที่สุดคือ A Brief History of Time (ต่อไปจะเรียกย่อว่า BHT) โดยสตีเฟน ฮอว์คิง แต่ The Elegant Universe อธิบายเนื้อหาได้ละเอียดและเข้าใจกว่ามาก หนังสือ BHT เป็นดังการบอกเล่าโดยผิวเผินโดยที่ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเข้าใจแก่นของทฤษฎีนั้นอย่างลึกซึ้งนัก แต่ก็ยังได้ความรู้ที่อ่านสนุก แต่กรีนอธิบายเนื้อหาโดยจูงคนอ่านให้เข้าใจในสิ่งที่เขาบอกเล่าในระดับที่ลึกซึ้งกว่านั้น เขาเป็นดังครูที่ดีที่ทำให้เราเข้าใจในเนื้อหาได้ โดยใช้กลวิธีต่างๆ ทั้งยกตัวอย่าง อธิบายซ้ำ เน้นย้ำประเด็นสำคัญ กรีนมีเชิงอรรถท้ายเล่มสำหรับนักอ่านคนขยัน โดยเฉพาะผู้อ่านที่มีความรู้ด้านคณิตศาสตร์หรือฟิสิกส์เป็นอย่างดี เชิงอรรถนี้จะขยายความเนื้อหาให้มากขึ้นไป ผู้อ่านที่คุ้นเคยกับหนังสือวิชาการต่างๆ อาจพบบ่อยว่าเชิงอรรถมักจะไม่น่าสนใจหรือมองข้ามได้ แต่แม้แต่เชิงอรรถในหนังสือเล่มนี้ก็ยังอธิบายได้ดีและอ่านสนุกมาก นอกจากเอกภพจะสง่างามดังชื่อเล่มแล้ว การเขียนของกรีนก็สง่างามเช่นกัน
ความน่าทึ่งอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในการอ่านหนังสือเล่มนี้ คือกรีนเป็นผู้สอนที่เข้าใจหัวใจคนอ่านอย่างยิ่ง ในการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือวิชาการในการเรียนรู้สิ่งใด คนอ่านมักจะต้องตั้งคำถามอยู่เสมอ คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเราไม่รู้และพยายามทำความเข้าใจในเรื่องใหม่ ดังนั้นเมื่อได้อ่านประโยคหนึ่งหรือย่อหน้าหนึ่ง เราก็สงสัยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แล้วทำไมไม่เป็นอย่างนี้ แล้วถ้ามันเป็นอย่างนี้จริง มันจะไม่พลอยทำให้ตรงนั้นเป็นอย่างนั้นไปด้วยหรือ ฯลฯ อันเป็นคำถามที่มักจะเกิดขึ้นสร้างความงงงวยแก่ตัวคนอ่านเอง เพราะเราไม่สามารถถามผู้เขียนจากหน้ากระดาษหนังสือได้ แต่กรีนนั้นเสมือนรู้ว่าคนอ่านจะต้องถาม พอเรานึกถามอยู่ ย่อหน้าต่อไปหรือประโยคต่อไป เขาก็จะตอบเราเสียแล้ว ผู้อ่านคนนี้จึงต้องทึ่งกับกรีนอย่างยิ่งว่าเขาเป็นคนสอนที่ดีมาก ดังที่ไม่พบบ่อยนักในหนังสือเล่มอื่นๆ นอกจากเขาจะเขียนอธิบายชัดเจนแล้ว ยังช่วยตอบคำถามของเราอย่างสิ้นสงสัย ทั้งยังยกคำถามอื่นๆ ที่เราไม่ได้คิดถามมาอธิบายจนครบถ้วน หนังสือเล่มนี้จึงมีความน่าอ่านอีกประการสำหรับผู้ที่เขียนหนังสือวิชาการทั่วไป เพราะให้ตัวอย่างของการเขียนอธิบายที่ดีมากเอาไว้
ก่อนที่หนังสือจะกล่าวถึงเรื่องสตริง กรีนได้บอกที่มาโดยอธิบายถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพและควอนตัมเมคานิกส์ มีความยาวประมาณ 115 หน้ากระดาษ ทฤษฎีทั้งสองนี้มีหนังสือจำนวนนับไม่ถ้วนที่เขียนถึงให้เราอ่านได้ แต่กรีนเป็นคนเขียนที่อธิบายทฤษฎีทั้งสองได้ดีที่สุด ชัดเจนที่สุด และเข้าใจประเด็นสำคัญได้ง่ายที่สุด เท่าที่ผู้อ่านคนนี้เคยพบ ดังนั้นแม้แต่ผู้ที่ไม่ได้สนใจทฤษฎีสตริงเลย ก็ยังอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างได้ประโยชน์ แม้จะอ่านเพียงบทแรกๆ ก็ตาม
ไฟน์แมนกล่าวไว้ว่า การพยายามทำความเข้าใจการทำงานของธรรมชาตินั้น เป็นการทดสอบความสามารถของมนุษย์ที่หนักหน่วงที่สุด หนังสือเล่มนี้แปลความยากลำบากในการค้นพบทางฟิสิกส์ให้เข้าใจได้ง่าย โดยเล่าความถึงทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจที่สุดในฟิสิกส์ปัจจุบัน ความน่าสนใจนี้ไม่ได้อยู่ที่วิชาการชั้นสูง แต่อยู่ที่ทฤษฎีนี้บอกว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น เพราะเป็นไปได้ว่าเราอาจได้เห็นความหวังของไอน์สไตน์ใกล้เข้ามาอีกก้าวใหญ่
และหากทฤษฎีสตริงเป็นคำตอบของการทำงานของเอกภพจริงแล้ว คำตอบนั้นก็จะบอกด้วยเช่นกันว่าเรามาจากไหน
เกี่ยวกับผู้เขียน Brian Greene ไบรอัน กรีน จบปริญญาตรีที่ฮาร์วาร์ด และสำเร็จปริญญาเอกจากอ็อกซฟอร์ด เคยเป็นอาจารย์ประจำภาคฟิสิกส์ที่คอร์เนล และในปี 1996 ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ผลงานหนังสือเล่มแรกคือ The Elegant Universe (1999) ได้รับรางวัล Aventis ปี 2000 ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติระดับโลกที่มอบให้งานเขียนหนังสือแนววิทยาศาสตร์ และติดรายชื่อในหนังสือรอบสุดท้ายที่ได้รับคัดเลือกพิจารณารับรางวัลพูลิตเซอร์ กรีนกำลังเขียนหนังสือเล่มใหม่ The Fabric of the Cosmos ที่จะวางขายปี 2004
THE ELEGANT UNIVERSE : Brian Greene
ISBN 0-375-70811-1 Vintage Books, 448 pages, $15.00 (1999) Paperback
บางบทถูกนำไปแปลและเรียบเรียงใน เอกภพ สรรพสิ่ง และมนุษยชาติ โดย รอฮีม ปรามาท มติชน ๒๕๔๖
สารบัญ
Part I: The Edge of Knowledge
1. Tied Up with String บทนำที่บอกสาระสำคัญของเนื้อหาในเล่มอย่างสั้น
Part II: The Dilemma of Space, Time, and the Quanta
2. Space, Time, and the Eye of the Beholder ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
3. Of Warps and Ripples ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
4. Microscopic Weirdness ควอนตัมเมคานิกส์
5. The Need for a New Theory: General Relativity vs. Quantum Mechanics ความไม่ลงรอยกันของทฤษฎีสัมพัทธภาพและควอนตัม
Part III: The Cosmic Symphony
6. Nothing but Music: The Essentials of Superstring Theory อธิบายทฤษฎีสตริง
7. The "Super" in Superstrings ทฤษฎีสตริงบอกว่า supersymmetry จะต้องเป็นจริง
8. More Dimensions Than Meet the Eye ทฤษฎีสตริงบอกว่าเอกภพมี 11 มิติ
9. The Smoking Gun: Experimental Signatures จะทดสอบว่าทฤษฎีสตริงเป็นจริงได้อย่างไร
Part IV: String Theory and the Fabric of Spacetime
10. Quantum Geometry สตริงจำเป็นต้องใช้คณิตศาสตร์แนวใหม่
11. Tearing the Fabric of Space สตริงบอกว่าอวกาศ (fabric of space) อาจฉีกขาดได้
12. Beyond String: In Search of M-Theory ทฤษฎี M-Theory
13. Black Holes: A String/M-Theory Perspective ความเข้าใจเรื่องหลุมดำตามทฤษฎีสตริง
14. Reflections on Cosmology ความเข้าใจเรื่องอวกาศตามทฤษฎีสตริง
Part V: Unification in the Twenty-First Century
15. Prospects คำถาม 5 ข้อที่นักทฤษฎีสตริงต้องตอบในการค้นหา T.O.E.
Copyright © 2003 faylicity.com
The elegance of rich, complex, and diverse phenomena emerging from a simple set of universal laws is at least part of what physicists mean when they invoke the term "beautiful."
Brian Greene
|