|
"The elephant and keeper have
vanished completely. They will never be coming back."
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มเดียวของฮารุกิ มูราคามิ
ตีพิมพ์เป็นฉบับแปลภาษาอังกฤษเมื่อปี 1993
ผมได้อ่านเล่มนี้เป็นลำดับที่หกจากหนังสือทั้งหมดจำนวนเก้าเล่มของเขา
พบว่าชอบเล่มนี้มากที่สุด เหตุผลมีอยู่ง่ายๆว่า
วิธีการเขียนผูกเรื่องในเชิงเทพนิยายของมูราคามินั้น
สามารถสร้างเสน่ห์ชวนคิดน่ามหัศจรรย์ในเรื่องสั้นได้มากกว่าการเขียนในลักษณะเรื่องยาว
เพราะเห็นว่าเรื่องสั้นในบางครั้งไม่ต้องการที่มาหรือตอนจบ
หากทิ้งร่องรอยคล้ายมุมมองหนึ่งในภาพถ่าย
ในขณะที่การพัฒนาธีม'เทพนิยาย'ในเรื่องที่มีเนื้อหายาวเกินไปและเขียนขึ้นในลักษณะอิงแอบความเป็นจริงอยู่มาก
(อย่างเช่นตัวละครตัวหนึ่งมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน แต่อีกตัวหนึ่งเป็นตัวละครในเทพนิยาย)
ถ้ามีความไม่พอดีในตรรกะของเหตุผลบนโลกแห่งความจริงกับโลกมหัศจรรย์ในเทพนิยาย
ผลคือการดำเนินเรื่องจะหยุดนิ่งลงเมื่อถึงจุดหนึ่ง
ความหลากหลายจะเบาลงและเยิ่นเย้อหาความต่อเนื่องไม่ได้
ตัวอย่างเรื่องยาวที่ว่า คือ Hard-Boiled Wonderland and The End of the
World ในขณะที่เรื่องไม่ยาวมาก อย่างเช่น Wild Sheep Chase กับ Norwegian
Wood กลับอ่านสนุก เพราะมีความเชื่อมโยงของเนื้อหาและตัวละครลงตัวกว่า
แต่เรื่องนี้ก็เป็นความเห็นส่วนหนึ่งเท่านั้น
หลายคนอาจชอบตัวหนังสือของมูราคามิในความช่างฝันและโรแมนติค
แต่ผมกลับชอบเขาในความคิดน่ารักแบบเทพนิยาย มูราคามิเขียนหนังสือได้ดี
มีเสน่ห์ในความช่างคิดและผูกออกมาเป็นเรื่องได้ยอดเยี่ยม
ใช้ภาษาเข้าใจง่ายเหมือนนิทาน
เขาจะเล่าแบบบุคคลที่หนึ่งเสมอซึ่งให้ความรู้สึกใกล้ชิดกับคนอ่าน
จึงไม่แปลกเลยที่หนังสือของเขาจะแตะใจคนอ่านหัวใจอ่อนได้ง่าย
ในหนังสือเล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน
มีความลงตัวที่อ่านแล้วรู้สึกน่ารักดีในวิธีผูกเนื้อหาของแต่ละเรื่อง
ถ้าใครเคยอ่านหนังสือของมูราคามิมาก่อน
จะสังเกตได้อย่างหนึ่งว่าในหนังสือมักมีตัวละครที่เป็นคนรุ่นใหม่
มีความคิดความเชื่อและชีวิตความเป็นอยู่คล้ายๆกัน
จนเกือบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนผู้คนในสายตาของเขา
เรื่องนี้ทำให้นึกขึ้นเพราะมีใครคนหนึ่งถามมาขณะที่เขากำลังอ่านหนังสืออีกเล่มของมูราคามิเรื่อง
The Wind-Up Bird Chronicle ถามถึงความคล้ายคลึงของตัวละครในเรื่องต่างๆ
ว่าเป็นแบบนี้ทุกเรื่องเลยหรือเปล่า
หนังสือเล่มนี้และเล่มก่อนๆก็มาช่วยตอบคำถามพอดี
ตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่องเป็นชนชั้นของคนที่ทำงานแล้ว เป็นโสดหรือเกือบโสด
มีบทพบบ่อยของอดีตภรรยา ผู้หญิงประหลาด ชายขี้เหงาคนที่หนึ่ง
ชายขี้เหงาคนที่สอง แมวเลี้ยง เพลง ทำกับข้าว สปาเกตตี้ อพาร์ตเมนต์
และสัตว์ต่างๆ แต่ในหนังสือเล่มนี้สนุกไปกว่านั้น
เพราะมูราคามิเชื่อมโยงสถานะของตัวละครไว้ด้วยความตั้งใจบางประการ
อ่านแล้วชวนหัวดี เช่น แมวในเรื่องที่หนึ่ง ชื่อ โนบุระ วาตานาเบ้
พระเอกในเรื่องหลังๆก็ชื่อเดียวกันนี้ หรือพระเอกทำงานเป็นประชาสัมพันธ์
โดยแต่ละเรื่องก็เปลี่ยนบริษัทกันไป และเป็นคนละคนกัน
อ่านจนขำอดนึกต่อไปไม่ได้เอง
ว่าแล้วอย่างโรงงานสร้างช้างในเรื่องคนแคระเต้นรำ
ได้เป็นคนผลิตช้างที่หายไปในเรื่องสุดท้ายหรือเปล่า
ประกอบกับมูราคามิเป็นสิงห์แห่งการบรรยายรายละเอียด
เขาแจกแจงวิธีคิดของตัวละครกับสถานการณ์ได้ดีทำให้ชวนติดตามนัก
I keep this part-time job going for a year. I was
twenty-two at the time. I ground out thirty or more letters like this
every month at two thousand yen per letter for a strange little company
in the lidabashi district that called itself The Pen Society.
"You, too, can learn to write captivating letters," boasted the
company's advertisements. New "members" paid initiation fee and monthly
dues, in return for which they could write four letters a month to The
Pen Society. We "Pen Masters" would answer their letters with letters of
our own, such as the one quoted above, containing corrections, comments,
and guidance for future improvement.
เนื้อเรื่องมีทั้งหมดสิบเจ็ดเรื่อง มีหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น เรื่องแรก
The Wind-Up Bird and Tuesday's Women เกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งกำลังตกงาน
และขณะอยู่บ้านภรรยาโทรมาบอกให้ช่วยตามหาแมวที่หายไป
แต่ก่อนที่จะเดินตามหาแมวแถวๆบ้าน
เขาก็ได้โทรศัพท์ลึกลับจากผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า
ขอเวลาสิบนาทีเพื่อเราจะได้ทำ"ความเข้าใจ"
โดยที่ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครไม่ทราบ เรื่องนี้มีความยาวสามสิบสามหน้า
ซึ่งมูราคามินำไปเขียนต่อเป็นเรื่องยาวหนาถึง 607 หน้าในหนังสือเรื่อง The
Wind-Up Bird Chronicle ในปี 1998
เรื่องที่สองเป็นเรื่องที่อ่านแล้วต้องหัวเราะ คือเรื่อง The Second Bakery
Attack เล่าถึงสามีภรรยาคู่หนึ่งเพิ่งแต่งงานใหม่
คืนหนึ่งสองคนนี้นอนหิวแต่หาอะไรในตู้เย็นไม่ได้
สามีเลยเล่าให้ภรรยาฟังว่าตอนเป็นเด็ก เคยออกไปปล้นร้านขายขนมปังกับเพื่อน
ปล้นเอาแต่ขนมปังมากิน
ภรรยาได้ยินดังนั้นจึงชวนสามีขับรถตะลอนตอนกลางคืนเพื่อหาร้านขนมปัง
แต่เนื่องจากร้านรวงปิดหมดแล้ว ภรรยาจึงชวนสามีปล้นร้านแมคโดนัลด์แทน
แต่จะปล้นได้หรือเปล่าก็ต้องติดตามอ่านกัน
ผมยังชอบเรื่องสั้นที่เกี่ยวโยงกับสัตว์ต่างๆ เพราะน่ารักมาก The Kangaroo
Communique
เป็นเรื่องผู้ชายคนหนึ่งทำงานอยู่แผนกรับคำร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าในห้างสรรพสินค้า
วันหนึ่งได้อ่านจดหมายฉบับหนึ่งจากผู้หญิงที่ซื้อแผ่นเสียงผิดแต่ทางห้างไม่รับคืนเพราะเป็นความผิดของลูกค้าเอง
จดหมายฉบับนี้ทำให้เขาพร่ำเพ้อ
และความคิดบ้าๆของเขาที่อยากจะติดต่อกับเธอก็มาจากการได้เห็นจิงโจ้ในสวนสัตว์
หรือเรื่องที่เกี่ยวกับช้างที่หายไปในอากาศจาก Elephant Vanishes
และโรงงานสร้างช้างใน Dancing Dwarf
เรื่องหลังนี้มีแค่โรงงานช้างเป็นเพียงแบ็คกราวด์เพื่อประกอบเนื้อหาในจุดอื่น
แต่ผมชอบวิธีคิดของเขา Burning Barn
เป็นเรื่องของคนชอบเผาทุ่งเพื่อรักษาสมดุลย์แห่งชีวิต ขณะที่ The Last Lawn
of the Afternoon มีเสน่ห์ในวิธีตัดหญ้าของตัวละคร
มูราคามิยังแสดงความลึกในตัวละครได้อย่างประทับใจในความสัมพันธ์ของพี่กับน้องจากเรื่อง
Family Affair แต่เรื่องที่ผมชอบที่สุดกลับเป็น The Silence
เรื่องเล่าที่พูดถึงอดีตวัยเด็กของโอซาว่าโดยเล่าให้เพื่อนอีกคนฟัง
เขากล่าวถึงเรื่องที่เคยโดนคู่อาฆาตซึ่งเป็นเพื่อนในวัยเรียนแกล้ง
เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยต่อยหน้าเพื่อนขี้อิจฉาคนนั้น
แล้วสามปีถัดจากนั้นเขาโดนแก้แค้นด้วยคำกล่าวหา
สร้างคำเล่าลือในโรงเรียนว่าโอซาว่าเป็นคนทำให้เพื่อนอีกคนหนึ่งฆ่าตัวตาย
เขาจะทำอย่างไรได้ดีไปกว่าการละซึ่งความชังในตัวเพื่อนผู้นั้น
โดยเปลี่ยนความชัง
ที่ดูจะเป็นการให้ความหมายมากเกินไปในจิตใจให้เป็นความเงียบ
เพราะคงมีแต่ความเงียบเท่านั้นที่สอนให้คนรู้จักคิด.....
เกี่ยวกับผู้เขียน Haruki Murakami เกิดที่เมืองเกียวโตปี 1949
เป็นนักเขียนญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันและได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ในระดับชาติ
หนังสือทุกเล่มของเขาได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ เช่น The Elephant
Vanishes, Hard-boiled Wonderland and the End of the World เป็นต้น
และเขายังแปลงานที่มีชื่อเสียงของนักเขียนอื่นๆเป็นภาษาญี่ปุ่น เช่น
Truman Capote, F. Scott Fitzgerald, John Irving เป็นต้น
The Elephant Vanishes: Haruki Murakami,
Translated by Alfred Birnbuam, Jay Rubin ISBN 0-679-75053-3 Vintage
(1993) $13.00, 327 pages
As fate would have it, though, this morning,
standing before the kangaroo cage, I hit upon the exact permutation of
those thirty-six coincidences and came up with this inspiration. To wit,
the principle we shall call the Nobility of Imperfection. Now, what is
this Nobility of Imperfection?, you may ask--who wouldn't ask? Well,
simply put, the Nobility of Imperfection might mean nothing so much as
the proposition that someone in effect forgives someone else. I
forgive the kangaroos, the kangaroos forgive you, you forgive me--to
cite but one example. P.55
The Elephant
Vanishes. . Haruki
Murakami
Copyright © 2001 faylicity.com
|