| ENGLAND, ENGLAND : Julian Barnes
read by O |
![]()
England, England เป็นนิยายเชิงล้อเลียนเสียดสีสังคมอีกเล่มหนึ่งของจูเลียน บาร์นส เขาเคยประสบความสำเร็จมาก่อนจาก Flaubert's Parrot (1985) และ A History of the World in 10 1/2 Chapters (1989) ซึ่งหนังสือทั้งสองเล่มนี้ใช้กลวิธีในการเขียนสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือเหนือจริงไปมากๆ ทั้งนี้เพื่อสร้างความขบขันและเยาะเย้ยในสิ่งที่สังคมเป็นอยู่ เป็นการสะท้อนปัญหาแบบเหน็บแนมที่เรียกร้องความสนใจได้ดีกว่าการเขียนทั่วๆ ไป ลักษณะการเขียนแบบนี้เป็นความเชี่ยวชาญอย่างหนึ่งของคนอังกฤษตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ดังเช่น บทความอันเลื่องลือของโจนาธาน สวิฟต์ที่มีชื่อว่า ข้อเสนออันสำรวม (1729) ที่สะท้อนภาพเด็กที่ยากไร้ด้วยการแนะนำรัฐว่า ในเมื่อปัญหานี้ยังมีอยู่ เพื่อประโยชน์ของสังคม รัฐควรจะหันมาขุนเด็กให้อ้วนและส่งออกเป็นสินค้าเสีย
ในหนังสือเล่มนี้ บาร์นส์หันมายั่วล้ออังกฤษทั้งทางประวัติศาสตร์และ 'ตัวตน' ในความเป็นประเทศ เขาแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองประเด็นหลักในการดำเนินเรื่อง โดยประเด็นแรกคือ "ความเป็นอังกฤษ" ส่วนประเด็นที่สองเป็นการแสวงหาความหมายในชีวิตของมนุษย์ผ่านมาร์ธา ตัวละครหญิง บาร์นส์ผูกเรื่องขึ้นโดยแบ่งออกเป็น 3 ภาค ภาคแรกเป็นเรื่องเล่าถึงวัยเด็กของมาร์ธา ความทรงจำในครอบครัวที่บาร์นส์ได้แสดง "ความเป็นอังกฤษ" อันเย็นชาที่แวดล้อมมาร์ธา และสิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมตัวเธอขึ้นมาในภายหลัง
ในภาคสอง มาร์ธามีอายุสี่สิบปี เธอเป็นนักเยาะเย้ยถากถางมืออาชีพ (ซึ่งคุณสมบัติในข้อนี้ทำให้เธอพูดอย่างตรงไปตรงมา จริงใจ) เธอทำงานให้กับท่านเซอร์ แจ็ค พิตแมน นักธุรกิจผู้ต้องการสร้างอาณาจักรของตนเองแบบคงอำนาจเบ็ดเสร็จ ความฝันของเซอร์แจ็คไม่ธรรมดา เขาต้องการจะซื้อที่ดินมาทำสวนสนุกแบบดิสนีย์แลนด์ หรือจูราสสิคปาร์ค แต่ด้วยจุดประสงค์ที่ว่า ต้องยก "ความเป็นอังกฤษ" ให้มาอยู่ในสถานที่เดียว นักท่องเที่ยวจะได้ไม่เสียเวลา เซอร์แจ็คจึงตั้งทีมงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ และมาร์ธาเป็นหนึ่งในทีมงานนี้ ภาคที่สองจึงเป็นช่วงที่สนุกสนานมากในหนังสือ บาร์นส์ใส่อย่างเต็มที่กับ "ความเป็นอังกฤษ" ผ่านคำพูดของตัวละคร มีฉากหนึ่งที่เซอร์แจ็คคุยกับมาร์ธาว่า
คณะของท่านเซอร์จึงทำการค้นคว้าและวิจัยถึงความเป็นอังกฤษ และสรุปที่ว่าพวกเขาจะซื้อเกาะทางตอนใต้ของอังกฤษที่เรียกว่า Isle of Wight (เกาะไวต์เป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษ) ท่านเซอร์จึงระดมทุนและเข้าไปจับจองพื้นที่ ตีสนิทให้ผลประโยชน์กับชาวบ้าน และสร้างสิ่งต่างๆ ที่จำลองความเป็นอังกฤษไว้ ตั้งแต่พระราชวังบัคกิ้งแฮม บิ๊กเบน ทาวเวอร์ออฟลอนดอน เวมบลีย์ บ้านเกิดของเจน ออสเตน หลุมศพเช็กสเปียร์ และสิ่งอื่นๆ อีกมาก แม้แต่จ้างนักแสดงมาเป็น ดร. แซมมวล จอห์นสัน เพื่อทำโปรโมตรายการอาหารค่ำกับคนดัง จ้างทีมแมนยูให้มาใช้เวมบลีย์บนเกาะเป็นสนามในบ้าน จ้างคนมาเป็นโรบิน ฮูดและคณะ โครงการหลายหมื่นล้านของท่านเซอร์ ทำไปอย่างไม่สนใจใคร แม้แต่แผนที่จะฮุบเกาะเพื่อแยกตัวเป็นอิสระและเข้าเป็นสมาชิกของอียูนั้นแยบยลจนอดหัวเราะไม่ได้ มาร์ธาถามในตอนหนึ่งของเรื่องว่า เราจะโฆษณาให้นักท่องเที่ยวสนใจในความเป็นคนอังกฤษได้อย่างไร จะบอกว่าอย่างนี้หรือ
"อิงแลนด์, อิงแลนด์" เป็นชื่อเกาะในฝันของเซอร์แจ็ค เขาทำทุกวิธีทางที่สร้างความเจริญในรูปแบบของเขาคนเดียว จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมกับอังกฤษเก่าขึ้นมาจริงๆ ในภาคสุดท้ายจึงเป็นความวุ่นวายที่โต้ตอบอำนาจเผด็จการที่เกิดจากแบบจำลองของท่านเซอร์ ส่วนมาร์ธาเป็นอีกด้านหนึ่งของคนธรรมดาเดินดิน คนที่พยายามขุดคุ้ยความทรงจำในอดีตเพราะอยากจะค้นหาตัวตนของตัวเอง มาร์ธาจึงเป็นสิ่งเปรียบเทียบกับ "อังกฤษ" ของบาร์นส์ อังกฤษที่พร้อมจะลืมรากเหง้าของตัวเองเพื่อการอยู่รอดในโลกยุคใหม่ แต่อย่างไรก็ตามบาร์นส์ทำให้เรารู้สึกได้ว่า ไม่ว่าประเทศของเขาจะเป็นอย่างไร จะเดินไปผิดทางหรือดิ้นรนต่อสู้ในสังคมโลก แต่รากเหง้าและประวัติศาสตร์จะกอบกู้และพาให้ประเทศเอาชนะในสิ่งชั่วร้ายได้เสมอ อำนาจของประเทศคงอยู่ที่หัวใจของประชาชน ในที่นี้หมายถึงทุกคน เพราะประเทศไม่ใช่ของใครคนใดคนเดียว ชวนอ่านครับ
เกี่ยวกับผู้เขียน Julian Barnes
England, England : Julian Barnes
'If we're giving people what they want,' Sir Jack had insisted, 'then we should at least have the humility to find out what that might be.' Citizens of the world therefore told Sir Jack in an unprejudiced way what in their view the Fifty Quintessences of Englishness were:
1.Royal Family
Julian Barnes . . . England, England Copyright © 2004 faylicity.com
|
|
หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด ๑ สิงหาคม ๒๕๔๗ |