* home   ชั้นหนังสือ : ชวนไปรู้จัก
คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก
 
book EUGÉNIE GRANDET: Honoré de Balzac
read by SleepyO


Book Cover....ดวงหน้าขาว สงบและไม่มีกังวล น้ำเสียงอ่อนโยนลึกซึ้ง
กิริยาท่าทางเรียบง่าย ความทุกข์ทำให้หล่อนดูสง่า...

หนังสือเล่มนี้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเมืองหิมะขาวในกระเป๋าของเด็กน้อยในวัยสิบสามปี ผู้เป็นเจ้าของหนังสือจากชมรมหนังสือดีแทบทุกเล่ม เธอเล่าว่าเธอเติบโตมากับหนังสือแปลเยาวชนเหล่านี้ ผมเลยบอกเธอว่า ผมเองก็เติบโตมากับหนังสือพวกนี้เช่นกัน แต่คงเป็นยุคฉบับพิมพ์ในรุ่นแรกๆ ซึ่งเธอคงยังไม่เกิด ผมจำได้ว่าชอบหนังสือของโรนัลด์ ดาลห์มาก โดยเฉพาะเรื่อง "แม่มด" เพราะหลังจากนั้นหนังสือเล่มที่ว่าทำให้ผมติดนิสัยชอบสังเกตคนทาเล็บสีม่วงด้วยความสงสัยมาจนโต โลกในวัยเด็กช่างเป็นโลกที่มีแต่ความงดงามและบริสุทธิ์ การได้อ่านหนังสือดีในวัยหนึ่งๆนั้น ย่อมเป็นพื้นฐานทางความคิดที่ดีและกว้างขึ้นได้ในภายภาคหน้า จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หนังสือจากชมรมนี้ ขยายขอบเขตไปหาวรรณกรรมชิ้นเอกๆของโลกมากขึ้น นอกเหนือจากการแปลวรรณกรรมเยาวชนที่เลื่องลืออยู่แล้ว

เออเฌนี กร็องเด้ต์เป็นหนังสือที่มีโครงเรื่องเรียบง่าย ชวนอ่านและชวนติดตาม ทั้งจากฝีมือลุล่วงด้วยปากกาของออนอเร่ เดอ บัลซัค และจากฝีมือการแปลที่เรียบง่าย พร้อมทั้งคำอธิบายเชิงอรรถครบถ้วนของคุณวัลยา วิวัฒน์ศร ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจในสังคมและวัฒนธรรมในยุคที่เนื้อเรื่องปรากฏมากขึ้น และเมื่อเกิดความเข้าใจกระจ่างในเนื้อหา เหตุและผลจากความคิดและการกระทำของตัวละครจึงมีมิติมากขึ้น เออเฌนี อาจจะไม่ใช่หญิงเจ้าเสน่ห์แบบการบรรยายลักษณะของมาดามโบวารีในแบบของกุสตาฟ โฟลแบรต์ แต่เธอเป็นหญิงที่มีหัวใจบริสุทธิ์งดงาม นิ่งและเรียบง่าย อ่านแล้วจับใจจนลืมไม่ลง เรื่องราวเริ่มต้นที่ตาเฒ่ากร็องเด้ต์ คนตระหนี่แห่งเมืองโซมูร์ เขาเป็นหัวหน้าครอบครัวตระกูลกร็องเด้ต์ ซึ่งประกอบไปด้วยภรรยาของเขา มาดามกร็องเด้ต์ผู้เปี่ยมไปด้วยความถ่อมตน เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่มีปากมีเสียง และยอมทุกอย่างเยี่ยงทาสตามแต่ที่สามีจะบัญชา คนถัดมาคือลูกสาวคนเดียวของตาเฒ่า เออเฌนี กร็องเด้ต์ ผู้ถูกหมายปองและแย่งชิงจากชายสองคนจากคนสองตระกูลซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความโลภ และสุดท้ายคือแม่โย่งนานง หญิงรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ยอมรับอย่างภักดีในอำนาจเบ็ดเสร็จของผู้เป็นนาย ความมหัศจรรย์ของหนังสือในช่วงแรก กลับตกอยู่ที่ความเป็นคนตระหนี่หนักของตัวละครอย่างผู้เฒ่ากร๊องเด้ต์ บัลซัคบรรยายอย่างมีชั้นเชิง เขาเริ่มต้นบรรยายบรรยากาศและสภาพบ้านเมืองที่เงียบเหงาชวนหดหู่ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง แล้วโยงไปถึงบ้านของตาเฒ่า ก่อนจะค่อยๆถ่ายทอดลักษณะนิสัยอันมัธยัสถ์ผ่านการใช้สถานที่และสัญลักษณ์ ข้าวของภายในบ้านจนเกิดความรู้สึกที่บีบคั้น และมองเห็นถึงชีวิตภายใต้นั้น

ในเมืองต่างจังหวัดบางแห่ง เราจะพบบ้านเรือนที่ดูแล้วหดหู่ มิต่างจากเมื่อไปเยือนอารามมืดทึม ทุ่งหญ้าป่าหนามไร้ชีวิตชีวา หรือโบราณสถานผุผังชวนสังเวช บางครั้งบรรยากาศที่พำนักอาศัยเหล่านี้รวมไว้ทั้งความเงียบของอาราม ความแห้งแล้งของทุ่งหญ้าหนาม และซากปรักหักพังของโบราณสถาน ชีวิตและการเคลื่อนไหวที่เงียบสงบ จนคนต่างถิ่นเข้าใจว่าไร้ผู้อยู่อาศัย หากไม่ได้เห็นดวงตาไร้ประกายและเย็นชาของใครสักคน ซึ่งโผล่ใบหน้าขรึมดั่งพระออกมาจากกรอบหน้าต่างโดยไม่ขยับเขยื้อนร่าง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าไม่คุ้นหูผ่านมา ลักษณะหดหูเช่นนี้ครอบงำบ้านหลังหนึ่งในเมืองโซมูร์....

บัลซัคเล่าต่อถึงประวัติของตาเฒ่าว่า เขาเป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้าน มีอาชีพเป็นนายช่างทำเหล้าองุ่น เป็นเจ้าของไร่อันอุดมสมบูรณ์อยู่หลายผืน อ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น ฉลาดรอบคอบ มีไหวพริบ จนครั้งหนึ่งเมื่อเขาได้เป็นนายกเทศมนตรีแห่งเมืองโซมูร์ ความที่เป็นคนตระหนี่เขาจึงมีความสุขกับการหาประโยชน์เข้าตน ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินและทอง แต่ทั้งนี้ด้วยความเจ้าเล่ห์หัวการค้าซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ จึงถูกต้องตามกฎหมายมากกว่าจะมีนิสัยคดโกง อย่างเช่น จัดทำถนนให้ผ่านพื้นที่ต่างๆของตน ตีราคาทรัพย์สินเพื่อให้ตนได้เสียภาษีเพียงเล็กน้อย กว้านซื้อที่ต่างๆไว้ หลังจากพ้นตำแหน่งนายกเทศมนตรี เขากลายเป็นบุคคลผู้เสียภาษีมากที่สุดภายในเมือง แต่เขายังประหยัดทุกอย่างในบ้านและเล่ห์กลเยอะจนน่าขำ อย่างเช่นสั่งให้ช่างโบกปูนปิดบานหน้าต่าง เนื่องจากในสมัยก่อนประเทศฝรั่งเศสเก็บภาษีจากจำนวนหน้าต่างและประตู ทำเป็นคนติดอ่างเพราะเป็นเทคนิคการค้าที่ได้จากชาวยิว เป็นผู้แจกจ่ายอาหารเช้าและของจำเป็นให้กับครอบครัวด้วยตัวเองทุกเช้า สั่งให้จุดไฟเตาผิงในช่วงหนึ่ง โดยไม่สนใจฤดูกาลว่าภรรยาและลูกจะหนาวเพียงไรขณะนั่งทำงานตัดเย็บปักผ้าทุกวัน ความจำกัดที่เกิดจากความคิดคำนวณในราคาค่างวดอย่างละเอียดถี่ถ้วนของกร็องเด้ต์ ทำให้เขากลายเป็นคนมั่งคั่งและมีทรัพย์สินมากขึ้นทุกที ซึ่งมีผู้รู้จำนวนจริงอยู่สองคน คือทนายจากตระกูลครูโช่ต์ ซึ่งมีหลานชายเป็นผู้พิพากษาหนุ่ม ชื่อว่า เมอสิเยอร์ เดอ บงฟงส์ หลงรักและอยากจะครอบครองเออเฌอนียิ่งนัก กับผู้รู้เรื่องราวอีกฝ่ายคือตระกูลเดส์ กราส์แซ็งส์ นายธนาคารซึ่งหวังจะให้ อดอล์ฟ บุตรชายได้แต่งงานกับเออเฌนี เรื่องราวการชิงไหวชิงพริบจึงเกิดขึ้น เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเออเฌนี ทายาทสาวของตาเฒ่ากร็องเด้ต์ โดยมีเบื้องลึกคือความโลภในทรัพย์สิน

บัลซัคเป็นอัจฉริยะยิ่งนักในการบรรยาย เขาเล่าเรื่องได้เพลิดเพลินและสนุก สร้างความแตกต่างระหว่างบุคคลจนเกิดภาพแห่งความสมจริงอย่างชัดเจน เออเฌอนีเป็นผู้หญิงดั่งคำโปรยหลังปก ที่ว่า ."เธอมีความเป็นผู้หญิงเต็มตัว อุทิศตนเยี่ยงหญิงส่วนใหญ่โดยไม่อวดอ้าง เมื่อมีความรัก จิตใจและวิญญาณของเธอก็ใสกระจ่าง บริสุทธิ์ดั่งหญิงแรกรักโดยแท้" (ซุลม่า การ์โรด์ ถึง บัลซัค 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1834) เพราะหัวใจของเออเฌนีกลับไปหลงรักหนุ่มที่ชื่อว่าชาร์ล ซึ่งเป็นญาติผู้น้องของตน เป็นแรกรักที่ถูกถนอมด้วยธรรมชาติผุดผ่องของชาวชนบท สักแต่ว่าชาร์ลเป็นลูกของบุคคลล้มละลาย และแกมถูกบังคับในชื่อสกุล ตาเฒ่ากร็องเด้ต์จึงต้องให้ความช่วยเหลือ ส่งเขาไปหาขุดทองในอินเดียตามความปรารถนาของพ่อเขาที่ตายไป เออเฌนีมามีบทบาทและส่องประกายเอาในช่วงหลังของเล่ม เป็นเรื่องราวที่ซับซ้อนและอยากจะชวนอ่านเป็นอย่างยิ่ง จะได้พิสูจน์หัวใจบริสุทธิ์ว่าระหว่างเกียรติยศกับความรัก คำสัญญากับความจำเป็น เออเฌนีจะเลือกและรู้สึกอย่างไร....


เกี่ยวกับผู้เขียน Honoré de Balzac (1799-1850) เป็นนักเขียนชาวฝรั่งเศส ผู้ได้สมญาว่าเป็น "นโปเลียนแห่งโลกวรรณกรรม" เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 1799 จบการศึกษาในวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ ศึกษาเพิ่มเติมทางด้านอักษรศาสตร์ แต่ตอนจบออกมาเป็นทนายความฝึกงานก่อนในเบื้องแรก และด้วยความชอบในงานเขียน เขาจึงขอร้องพ่อแม่ ด้วยการขอฝึกฝนการเขียนหนังสือ บิดาของเขายินยอมให้เงินแก่เขาเป็นเวลา 2 ปี เพื่อการนี้ โดยมีข้อแม้ว่า ถ้าเขาพิมพ์ได้แต่งได้ จะไม่มีใครขัดขวางอีก แต่ถ้าล้มเหลวเขาต้องกลับไปเป็นทนายตามเดิม จนในที่สุดเขาก็เป็นนักประพันธ์โด่งดัง เขียนหนังสือจำนวนมาก มีวรรณกรรมชิ้นเอกของบัลซัค 7 เล่มที่กำลังจะได้รับการตีพิมพ์จากสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ดังนี้ พ่อกอริโยต์ (Le Père Goriot) พิมพ์จำหน่ายแล้ว, สาวสามสิบ(La Femme de trete ans), เออเฌนี กร็องเด้ต์ (Eugénie Grandet), พันเอก ชาแบรต์ (Le Colonel Chabert), ทุกข์แห่งปรารถนา (La Paeu de Chagrin), หญิงรักร้าง (La Femme abadonnée), ซาร์ราซีน (Sarrasine) และอัตชีวประวัติ 'บัลซัค' อีกหนึ่งเล่ม ซึ่งพิมพ์จำหน่ายแล้วเช่นกัน

เกี่ยวกับผู้แปล วัลยา วิวัฒน์ศร รองศาสตราจารย์ ดร.วัลยา วิวัฒน์ศร อักษรศาสตร์บัณฑิต ภาษาฝรั่งเศสจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลับ Bordeaux III ประเทศฝรั่งเศส เขียนและแปลหนังสือวิชาการหลายเล่ม แปลวรรณกรรมเยาวชนและอื่นๆอีกมากมาย อาทิเช่น "บันทึกของกาดิชง", "กองดิดด์" และ "ซาดิก" ของวอร์แตร์ และความเรียงเรื่อง "ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ" ของ J.-D. Bauby เป็นต้น

เออเฌนี กร็องเด้ต์: ออนอเร่ เดอ บัลซัค
แปลจากภาษาฝรั่งเศสโดย วัลยา วิวัฒน์ศร สำนักพิมพ์ผีเสื้อ พ.ศ. ๒๕๔๔ ๓๕๒ หน้า ราคา ๑๘๙.๕๐ บาท

ความประหลาดใจ ความคั่งแค้น การนิ่งขึงตะลึงงันของบาลธาซาร์* ขณะเห็นตัวอักษรความว่า '-'ข้านับ ข้าชั่ง ข้าแบ่ง' ก็ยังไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับความโกรธอันเกิดจากการแล้งน้ำใจของกร็องเด้ต์ เขาไม่ได้คิดถึงหลานชายอีกแล้ว แต่กลับได้เห็นว่าชายหนุ่มผู้นี้นั่งอยู่ในหัวใจและการคิดบวกลบของธิดา
เออเฌนี กร็องเด้ต์. . .
Honoré de Balzac

Copyright © 2001 faylicity.com

คืนเรือน | ชั้นหนังสือ | ตอนแรก

หยิบมาปัดฝุ่นล่าสุด  ๑ เมษายน ๒๕๔๔